สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า บริษัท ไรอัน ผู้ให้คำปรึกษาและช่วยบริหารภาษีทรัพย์สินของธุรกิจเอกชนต่างๆในสหรัฐอเมริกาประกาศใช้นโยบาย หยุดยาว ไม่อั้น ด้วยการขยายวันหยุดของพนักงานเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 2 สัปดาห์ที่บริษัทส่วนใหญ่ในสหรัฐฯจะอนุญาตให้พนักงานหยุดติดต่อกันได้ ทั้งนี้บริษัทไรอันเปิดโอกาสให้พนักงานลาหยุดนานกว่านั้น โดยมีข้อแม้ว่าผู้ลาหยุดจะไม่ได้ค่าจ้างตามวันที่ลาไป แต่ก็ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานมีอิสระเพิ่มขึ้นในการจัดสรรเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนให้เหมาะสมกับตนเอง

บริษัทไรอันได้ประกาศนโยบายหยุดยาว ไม่อั้นมาตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน ผลการสำรวจพบว่าอัตราการลาออกโดยสมัครใจของพนักงานทั้งระดับล่างและระดับบนลดลงเกือบร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับสถิติช่วงก่อนประกาศนโยบาย ขณะที่งบประมาณที่ใช้ในการติดตามดูแลเรื่องวันลาของพนักงานทั้งบริษัทก็ลดลง แต่ไม่มีผลกระทบกับงานโดยรวมของบริษัท ขณะที่ผลประเมินความพอใจของลูกค้ายังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ด้านเคลลี ซาเกอิ นักวิจัยจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร สถาบันครอบครัวและการทำงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศและสถาบันการเงินในสหรัฐฯหลายแห่งเริ่มยืดหยุ่นกฎการตอกบัตรของพนักงานกันมากขึ้น นั่นหมายความว่าพนักงานไม่จำเป็นต้องเข้าไปแสดงตัวที่บริษัททุกวัน ตราบเท่าที่งานในความรับผิดชอบเสร็จสิ้นได้ตามกำหนด ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพนักงานและบริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ต้องสนับสนุนการเดินทางของพนักงานลงไปด้วยเช่นกัน แต่นักวิจัยเตือนว่านโยบายนี้มีผลข้างเคียงคือ ทำให้พนักงานอาจไม่ลาหยุดเลยเพราะรู้สึกว่าไม่มีเหตุจำเป็นให้ต้องลาหยุดแต่อย่างใด

ดร.อัลแลน ชวอทซ์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นในงานรวมญาติปีใหม่พบประเด็นน่าสนใจ 4 รูปแบบคือ หนึ่ง การคิดเล็กคิดน้อยเกี่ยวกับทัศนคติของคนอื่นที่แตกต่างไปจากของตัวเอง สอง การเจอกันช่วงสั้นๆหลังจากหายหน้าไปกว่าปี ทำให้แต่ละคนไม่มีเวลามากพอที่จะปรับตัวเข้ากับอีกฝ่าย ดังนั้นความไม่พอใจเล็กน้อยจึงมักระเบิดออกมาได้ง่ายกว่าคนที่เห็นหน้ากันทุกวันและพยายามปรับตัวเพื่อให้อยู่ด้วยกันได้อย่างสงบ จึงเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คนเราจะได้เห็นงานรวมญาติกลายเป็นภาพของญาติพี่น้องทะเลาะกัน นินทาลับหลังกันหรือเอาเรื่องที่ไม่ดีของอีกฝ่ายมาต่อว่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่รู้เลยว่าเจ้าตัวอาจจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว สาม การที่บุคลิกภาพหรือกิจวัตรประจำวันของคนหนึ่งอาจจะไม่เข้าตาอีกคนหนึ่งเมื่ออยู่ร่วมชายคาเดียวกัน เช่นหลานอาจจะเบื่อกับการนั่งฟังคนแก่เล่าเรื่องความหลัง และสุดท้าย ปัญหาการอิจฉากันระหว่างพี่น้องซึ่งแม้จะโตจนมีลูกหลานกันหมดแล้วยังคงจำความแค้นเมื่อครั้งเป็นเด็กได้ไม่ลืม ดร.อัลแลนได้แนะนำวิธีการที่จะทำให้งานรวมญาติไม่ต้องกลายเป็นสงครามย่อยๆว่า ให้ทุกคนพยายามพูดถึงแต่เรื่องดีๆในปัจจุบัน เช่น ดีที่ได้เห็นพ่อแม่สุขภาพแข็งแรง หรือลูกหลานสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือได้งานดีๆทำ แม้บางคนอาจจะไม่ชอบเรื่องที่คุยกันในปีนี้ แต่เมื่อเจอกันในปีหน้าทุกคนก็จะมีเรื่องใหม่ๆเพื่อให้มีความทรงจำที่ดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆได้

เอ๊กซ์พีเดียและอีเจนเซีย เว็บไซต์ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวระดับโลก เผยแพร่ผลสำรวจที่น่าสนใจแสดงให้เห็นภาพรวมการท่องเที่ยวของคนรุ่นใหม่ที่เกี่ยวพันเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้งตั้งแต่ต้นจนจบและแตกต่างไปอย่างมากกับผู้คนรุ่นก่อนหน้านี้ โดยจากการสำรวจออนไลน์ครอบคลุม24ประเทศในทุกภูมิภาคของโลกทั้ง 5 ทวีป จำนวน 8,535 คน รวมทั้งไทยที่ถูกจัดเป็นพวก เจนวาย หรือคนรุ่นมิลเลนเนียล ได้แก่คนหนุ่มสาววัย 18-30 ปีที่ตลอดชีวิตคุ้นเคยกับการอยู่กับสารพัดเทคโนโลยีใหม่ๆรอบตัว จากการสำรวจพบว่า คนไทยรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มจะเดินทางบ่อยที่สุดในโลก คิดเป็น 10.8 ครั้ง มากกว่านักเดินทางทั่วไปถึงเกือบ 3 เท่าตัว พวกเขาเลือกใช้โทรศัพท์มือถือในการจองการเดินทางมากที่สุดถึงร้อยละ32 อีกร้อยละ20 ผ่านแท็บเล็ต เปรียบเทียบกับคนที่อายุ 45 ปีขึ้นไปที่จองผ่านสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตเพียงร้อยละ12 และร้อยละ 9 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าร้อยละ65 ของนักเดินทางไทยใช้สมาร์ทโฟนเพื่อวางแผนการเดินทาง

เป็นอันดับสองของโลกรองจากอินเดีย แต่ถ้ามองเฉพาะการใช้สมาร์ทโฟนเพื่อการดำเนินการต่างๆเกี่ยวกับการท่องเที่ยว อาทิ จองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก นักเดินทางไทยมียอดการใช้งานสมาร์ทโฟนสูงที่สุดในโลก คือมากถึงร้อยละ 96 นอกจากนี้ยังพบว่า คนไทยให้ความสำคัญกับการรีวิวการท่องเที่ยวและนิยมการโพสต์รีวิวของตนไว้เผยแพร่มากกว่าคนจากพื้นที่อื่นๆ

จึงไม่น่าแปลกใจที่แนวโน้มคนไทย โดยเฉพาะชาว กทม.จำนวนไม่น้อยนิยมใช้สังคมออนไลน์เป็นช่องทางการสื่อสารจนนำไปสู่ความขัดแย้ง แตกแยก ชิงชัง แค้นเคือง สุ่มเสี่ยงต่อการใช้ความรุนแรงเข้าประหัตประหารซึ่งกันและกันจนกลายเป็นพฤติกรรมที่น่าห่วงใย บางทีคำแนะนำของ แบรดอน กริกส์ จากเว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นอาจพอช่วยเติมข้อคิดบางประการได้บ้าง เริ่มจากผู้ที่ชอบถ่ายรูปอาหารหน้าตาน่ากิน แต่มักจะลืมไปว่าถ้าจะโพสต์ภาพอาหารน่ากินเหล่านั้นจะต้องเสียเวลาในการอัพโหลดและทำให้เพื่อนร่วมโต๊ะอาหารต้องพลอยเสียเวลา รับประทานอาหารไปด้วย ขณะนี้มีร้านอาหารบางร้านถึงขั้นขอความร่วมมือไม่ให้ลูกค้าถ่ายรูปอาหารบนโต๊ะแล้ว เพื่อให้บรรยากาศการรับประทานอาหารดีขึ้น ควรคิดให้รอบคอบก่อนการส่งข้อความทางทวิตเตอร์หรือสื่อสังคมออนไลน์ เพราะจะส่งผลกระทบกับชีวิตในภายหลังได้ คนดังหลายคนในสหรัฐฯที่ทวีตข้อความไม่เหมาะสมออกไป แม้จะรีบลบในภายหลังแต่ข้อความนั้นได้เผยแพร่ออกไปไกลแล้ว และส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาไปอีกยาว อย่าแท็กภาพไม่เหมาะสม เพราะการโพสต์ภาพที่ไม่เหมาะสมของผู้อื่นอาจถูกฟ้องร้องได้

และควรตรวจสอบความถูกต้องก่อน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือเรื่องการเสียชีวิตของดาราดังที่มีออกมาบ่อยมาก แต่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด อย่ายัดเยียดข้อมูลที่มากเกินไปให้กับคนที่อยู่ในแวดวงเดียวกัน อัพแต่น้อยกำลังดีจะดีกว่า การถ่ายรูปตัวเองควรใช้ความระมัดระวังด้านความเหมาะสม และสุดท้ายเป็นตัวตนที่แท้จริง โดยต้องเข้าใจว่า เราต้องการเข้าไปทำอะไรในโลกสังคมออนไลน์

โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยที่กำลังถูกหลายฝ่ายนำเสนอกันอย่างขะมักเขม้นในห้วงเวลานี้เห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องของการปฏิรูปบ้านเมืองซึ่งจะต้องทำในทุกด้าน ทั้งการเมือง ที่จะต้องมีระบบตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาชนเพื่อต่อต้านการคอรัปชั่น ปฏิรูประบบราชการและการกระจายอำนาจ ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ปฏิรูประบบสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปฏิรูประบบยุติธรรมและการปฏิรูปสื่อ ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะทำได้ดีกว่า ถ้าเริ่มต้นด้วยการปฏิรูปคนหรือพลเมือง เพราะคนเป็นที่มาของทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเมือง ทั้งดีและร้าย คนคือหัวใจหลักที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ สิ่งแรกที่จะต้องช่วยกันคิดก็คือทำอย่างไรจึงจะปฏิรูปคนให้เป็นคนเก่ง คนดี มีคุณภาพ รู้จักคิดรู้จักมีวิจารณญาณทำในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม และนำพาประเทศชาติไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

แม้ยุทธศาสตร์การศึกษาของประเทศตามแผนพัฒนาการศึกษาฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555-2559 ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้กรอบทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า

"การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน จะต้องให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างทุนของประเทศที่มีอยู่ให้เข้มแข็งและมีพลังเพียงพอในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาคนหรือ ทุนมนุษย์ ให้เข้มแข็ง สามารถที่จะเป็นภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต"

เอาเข้าจริงการปฏิรูปการศึกษาของไทยกลับมีแนวโน้มถอยหลังเข้าคลองไม่ต่างไปจาก สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ ซึ่งนอกจากไม่ได้ตอบโจทย์ของสังคมที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นแล้ว กลับทำให้ประเทศชาติต้องประสบกับปัญหาการขาดแคลนพลเมืองที่มีคุณภาพมากขึ้นไปอีก

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมรายงานสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานของประเทศไทยว่า ในปี 2556 มีตัวเลขอยู่ที่ 3.8 แสนคน ในปี 2557 เพิ่มเป็น 3.95 แสนคน และคาดว่าในปี 2558 จะมีความรุนแรงมากขึ้น เพราะประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะฝีมืออย่างเสรี ตามกรอบความร่วมมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะใน 7 สาขา ได้แก่ วิศวกรรม พยาบาล สถาปัตยกรรม วิชาชีพสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ และนักบัญชี จึงเป็นความจำเป็นของประเทศไทยที่จะต้องเร่งเสริมสร้างศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติ และสร้างอนาคตที่ดีของประเทศ

แต่จนถึงวันนี้ลำพังแค่ฝันว่าจะมีใครสักคนที่จะหาญกล้านำ ไทยแลนด์ แดนสไมล์ สยามเมืองยิ้ม กลับคืนมาสู่สังคมยังเป็นเรื่องยาก คนไทยหัวใจรักชาติทั้งหลายแทบจะไม่เหลือความรักในสายเลือดแห่งความเป็นไทยบนผืนแผ่นดินนี้ เพราะเพียงแค่ใครที่คิดต่างก็จะไม่ใช่พวกเดียวกันกับตนอีกต่อไป หนทางแห่งการปฏิรูปเช่นนี้จะมีความหมายสำหรับผู้ใด