ปรัชญาชีวิต

คาลิล ยิบราน เขียน ระวี ภาวิไล แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

เมื่อตอนต้นเดือนมกราคมอากาศยังหนาวเย็นอยู่ ฤดูหนาวที่ทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างนี้ไม่เคยได้สัมผัสมานานแล้ว แสงแดดฤดูหนาวอุ่นงดงามกว่าฤดูไหนๆ แดดอ่อนอุ่นละไมทำให้คนมีเวลาครุ่นคิดและหัวใจก็อ่อนโยนลง

ฉันอยากให้เป็นเช่นนั้น หัวใจอ่อนโยนลง เพื่อว่าความงามจะค่อยๆแตกยอดอ่อนขึ้นได้

เพราะความงามจะกลายเป็นดอกไม้สุขสงบ

สังคมมนุษย์ใช้การสื่อสารหลายรูปแบบ การเขียนเป็นหนทางหนึ่งที่ใช้ปูทอดเป็นความเข้าใจส่งถึงจิตใจมนุษย์ได้ เพราะชีวิตเป็นที่พึ่งพาแห่งตน หากมีความคิดดี ความประพฤติก็จะดีตาม อ่านหนังสือดีจะช่วยเก็บเกี่ยวความคิดที่ดี การอ่านจึงเป็นสิ่งสำคัญเสมอมา โดยเฉพาะการอ่านหนังสือเล่ม ชื่อ...

ปรัชญาชีวิต เขียนโดย คาลิล ยิบราน

ระวี ภาวิไล ถอดความจากภาษาอังกฤษ สำนักพิมพ์กะรัต พฤษภาคม ๒๕๓๐

ปรัชญาชีวิตบอกกล่าวความจริง ความงาม และการเรียนรู้ชีวิต สำหรับคนทุกคน เป็นดั่งดอกไม้บานสะพรั่งอยู่ใต้ร่มเงาแมกไม้เขียวชอุ่มและโบกไกวอยู่ในแรงลม ภายใต้แสงแดดทาบทอ

ความนำสำนักพิมพ์ เขียนถึงหนังสือ ปรัชญาชีวิต ว่า

"กล่าวกันว่า การอ่านกวีนิพนธ์ "ปรัชญาชีวิต" ของ คาลิล ยิบราน นั้น ผู้อ่านมักจะนึกถึงท่วงทำนองดนตรีไปด้วย ฉบับภาษาอังกฤษที่เริ่มพิมพ์ในครั้งแรกๆจึงได้แบ่งวรรคตอนของจังหวะคั่นไว้ เสมือนหนึ่งเป็นท่อนรับที่ว่างจากเนื้อเพลง หรือในอีกความรู้สึกหนึ่งก็คือ กวีนิพนธ์ของ คาลิล ยิบราน ควรที่ผู้อ่านจะได้ดื่มด่ำอย่างช้าๆ อย่างประณีต ค่อยๆซึมซับความละเอียดอ่อนหวาน ของภาษา ลีลาการเขียน และความลึกซึ้งในความหมาย"

ปรัชญาชีวิต คือหนังสือที่ทุกคนควรจะได้อ่านและปลิดผลอันหอมหวานของตัวอักษร ซึ่งเปรียบปานผลไม้ทิพย์ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2469 ได้แปลเป็นภาษาต่างๆหลายสิบภาษาและจำหน่ายไปแล้วหลายสิบล้านเล่มทั่วโลก คาลิล ยิบราน เกิดที่เมืองบเชอรี ประเทศเลบานอน ในปี พ.ศ.2426 เสียชีวิตที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2464 เป็นกวี นักเขียน และศิลปินที่ได้รับสมญานามว่า 'วิลเลียมเบลคแห่งศตวรรษที่ 20'

ระวี ภาวิไล ผู้แปล เขียนเล่าใน หมายเหตุผู้แปล ว่า

"เมื่อประมาณ พ.ศ.2485 ข้าพเจ้าได้ทราบจากเพื่อนๆกลุ่มที่สนใจทางศิลป และวรรณกรรมว่า ที่ห้องสมุดกลางของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีหนังสือดีน่าสนใจอยู่เล่มหนึ่งเป็นทั้งบทกวี และปรัชญา ชื่อ The Prophet เขาเน้นเสริมด้วยว่ามีอยู่เล่มเดียวในเมืองไทยขณะนั้น ข้าพเจ้าจึงไปติดต่อขอยืมเพื่อลองอ่านดู"

ผู้แปลเกิดความประทับใจต่อหนังสือ ปรัชญาชีวิตมาก จึงได้ไปซื้อสมุดปกแข็ง แล้วเขียนลอกลงสมุดเล่มนั้นจนจบเล่ม และเพื่อนๆก็ได้ขอยืมไปผลัดเวียนกันอ่าน "หลังจากแปลเสร็จแล้วข้าพเจ้าก็ได้มีเวลาทบทวนปรับปรุงแก้ไขอยู่หลายปี เพราะไม่มีโอกาสที่จะได้พิมพ์เป็นเล่ม เพื่อนๆหลายคนที่ทราบและสนใจก็เคยผลัดกันยืมไปอ่าน และบางคนก็ขอคัดลอกไว้ กว่าจะได้พิมพ์เป็นรูปเล่มครั้งแรกได้ก็ราว พ.ศ.2504 โดยอาจารย์ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา กรุณารับเป็นผู้จัดพิมพ์"

หนังสือ ปรัชญาชีวิต มีภาพวาดประกอบเรื่องจากผู้ประพันธ์ ภาพซึ่งแสดงความหมายลึกซึ้งสนิทชิดใกล้กับถ้อยคำเขียน ทำให้หนังสือปรัชญาชีวิตดังสถานที่ในฝัน ไม่จำกัดเวลาอันสงบสุข และความประณีตลึกซึ้ง

"บุคคลในหลายเชื้อชาติละต่างลัทธิศาสนาจำนวนมาก ได้ยึดถือเอาคำสอนในงานชิ้นนี้เป็นประทีปนำทางแห่งการดำเนินชีวิต ทั้งนี้เพราะความเป็นกลางของสัจธรรมของยิบรานนั่นเอง แม้จะกล่าวออกมาในเปลือกหุ้มใดๆ ก็มีธรรมชาติอันแท้จริงเป็นสมบัติของมนุษย์ทั่วไป ไม่ว่าชาติ ภาษาหรือลัทธิศาสนาใด"

ปรัชญาชีวิต จึงเป็นมหานครแห่งหนังสือทั้งปวง ในชีวิตหนึ่งทุกคนควรจะได้เดินท่องบนหนทางในมหานครอันลึกล้ำแห่งนี้ ซึ่งมีแสงมนตราแห่งปัญญาสาองสว่างอยู่ทั้งสองฟากถนน

คนทุกคนรับรู้ได้ว่าทุกเสี้ยววินาที...ชีวิตมีความเศร้าสร้อยแฝงเร้นอยู่ ความเศร้าที่เกิดขึ้นปกติตลอดเวลาคือการเกิดและการดับ เรื่องราวเริ่มต้นแล้วสิ้นสุดมีอยู่รายรอบตัว ด้วยเหตุนี้กระมัง คาลิล ยิบราน จึงเริ่มต้นเรื่องด้วยการพลัดพรากจากลา

อัลมุสตาฟา ผู้เป็นเสมือนรุ่งอรุณในสมัยของท่าน หลังจากได้อาศัยอยู่ในเมืองออร์ฟาลีสเป็นเวลาสิบสองปี เมื่อถึงเวลาต้องจากไป เหตุการณ์ก่อนจากไปนี้อัลมุสตาฟาได้สอนหลักธรรมให้ผู้คนในเมืองรวมทั้งหมด 26 เรื่องราวของธรรมอันงาม

เนื้อเรื่องในเล่มไม่ซับซ้อน เป็นการถามและให้คำตอบแก่เรื่องราวชีวิต ความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคม ในวันสุดท้ายที่อัลมุสตาฟาจะขึ้นเรือไปยังเกาะแห่งการเวียนเกิด

"วันอันเต็มไปด้วยทุกข์ทรมาน ซึ่งเราได้อยู่ในกำแพงเมืองนี้ยืดยาวและคืนอันเปล่าเปลี่ยวก็เนิ่นนาน ใครนะที่อาจจะจากความเจ็บปวดและความเปล่าเปลี่ยวของตนเองไปโดยไม่รู้สึกเสียใจได้"

เมื่อเวลาพลัดพรากมาถึง จะต้องดูแลทะนุถนอมหัวใจอย่างไร เพื่อจะได้ไม่เศร้าเสียใจ ไม่เป็นทุกข์ และเปิดใจให้กว้างพอที่จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ความขมขื่นที่หยาดหยดออกมาเหมือนน้ำค้างยามเช้า จะมีแสงแดดใดช่วยละลายหยาดหยดความเศร้าโศกได้ ถ้าไม่ใช่ถ้อยคำอันดีที่เปรียบเสมือนลูกประคำศักดิ์สิทธิ์ในการพร่ำสวดภาวนา

ความทุกข์ให้คุณแก่เราเพราะเป็นบทเรียนบทแรกๆ ที่ช่วยให้เข้าใจถึงความซับซ้อนวกวนของชีวิต ในความเงียบงันและช่องว่างของความเจ็บปวด นั่นคือที่ว่างสำหรับการปลอบโยน และศาสนาจะกลายเป็นแรงยึดเหนี่ยว ดึงรั้งคนขึ้นมาจากความทุกข์ ปรัชญาชีวิตเขียนถึงศาสนาไว้ในบทหลังๆ เมื่อนักพรตชราถาม อัลมุสตาฟาตอบว่า

"ศาสนานั้นมิใช่การกระทำทั้งหมด และความคำนึงทั้งหมดหรอกหรือ และนอกจากนั้น ศาสนามิใช่การกระทำ หรือความคำนึง แต่เป็นความซาบซึ้ง สนเท่ห์ อันผุดขึ้นมามิหยุดหย่อน ในดวงวิญญาณ แม้ขณะเมื่อมือบดหิน หรือถือไม้กวาดอยู่หรอกหรือ สิ่งนั้นมิใช่ศาสนาหรือ"

"พึงระลึกไว้ว่า ทุกขณะชีวิตของเธอนั้น คือโบสถ์วิหาร และศาสนาของเธอ เมื่อใดเธอเข้าไปสู่วิหารนั้น จงนำทั้งหมดที่เธอมีเข้าไปอยู่ด้วย"

ความจริงเป็นเช่นนี้ ศาสนาอยู่กับเราตลอดเวลาทุกลมหายใจ รอบตัวเราทุกวันนี้ไม่ได้สุขสงบมากเท่าชีวิตของผู้คนในศตวรรษก่อน ทุกสิ่งรอบๆตัวคล้ายกับเครื่องบดที่เคลื่อนขยับเข้าใกล้เราตลอดเวลา ศาสนาไม่ใช่เรื่องราวในตำนานหรือเป็นเพียงเรื่องเล่าในคัมภีร์ ศาสนาคือความจริงที่ทุกคนเข้าถึงและเรียนรู้เพื่อความกระจ่าง เพื่อนำปัญญาสู่ภายใน เพื่อจะได้ปัดกวาดท้องทุ่งทุรกันดารในใจนั้น

อย่างที่บอกไว้ต้นเรื่องว่า ปรัชญาชีวิต มีคำตอบให้กับ 26 คำถามสำคัญ เช่น ความรักบ้านเรือน อิสรภาพ อาชญากรรมและทัณฑกรรม กฎหมาย ความปวดร้าว มิตรภาพ การสอน เวลา การพูดคุย การบรรลุธรรม คุณธรรมและความชั่วร้าย ความงาม ความบันเทิง และความตาย เป็นต้น

นามธรรมและปรัชญามีบ้านเรือนอยู่ในม่านหมอก มิใช่ฝั่งตรงข้ามของแว่นขยายที่จะเห็นภาพชัดแจ่ม คำกล่าวอธิบายถึงสิ่งเหล่านี้ในปรัชญาชีวิตทำให้หัวใจหยุดสดับตรับฟัง คาลิล ยิบราน ได้เลือกสรรแล้วที่จะรจนาความหมาย เชื่อว่าหลายท่านที่เป็นนักอ่านคงจะเคยเห็นเนื้อความเรื่องความรักจากหนังสือปรัชญาชีวิต ฉันเลือกหยิบเรื่องความรักมากล่าวถึงอีกครั้ง ณ ที่นี้ เพราะความรักเป็นความในใจสำคัญสำหรับทุกๆคน

อัลมิตรา หญิงสาวผู้เห็นธรรมได้ถามถึงความรัก เป็นคำถามเริ่มต้น ความรักคือสิ่งใดกันแน่ ความรักคือความทุกข์ ขณะเดียวกันก็โปรยปรายสายรุ้งความสุข ควรจะมีความรักเช่นใด จึงจะไม่ทำให้จมลงในมหาสมุทรแห่งรัก จนกลายเป็นทาสทุกข์

"เมื่อความรักเรียกร้องเธอ จงตามมันไป

แม้ว่าทางของมันนั้น จะขรุขระและชันเพียงไร

และเมื่อปีกของมันโอบรอบกายเธอ จงยอมทน

แม้ว่าหนามแหลมอันซ่อนอยู่ในปีกนั้นจะเสียดแทงเธอ

และเมื่อมันพูดกับเธอ จงเชื่อตาม

แม้ว่าเสียงของมันจะทำลายความฝันของเธอ ดังลมเหนือพัดกระหน่ำสวนดอกไม้ให้แหลกลาญไปฉะนั้น"

"ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง

และก็ไม่รับเอาสิ่งใด นอกจากตนเอง

ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมถูกครอบครอง

เพราะความรักนั้นเพียงพอแล้วสำหรับตอบความรัก"

ความรักเป็นโซ่ห่วงแรกที่จะกั้นรั้วล้อมไว้ดังจะกักขังผู้มีความรัก ความ รักเองก็มีหลายรูปแบบ รักทำให้ใจดิ้นรนฟุ้งซ่านและแสดงความเป็นเจ้าของ ยากนักที่จะบิดโซ่ตรวนออกจากการผูกรัดได้ ทว่ารักใดๆก็ตามจะงดงามไม่ได้หากไม่ไยดีกับคำว่า มิตรภาพ ความเป็นเพื่อนจะช่วยคลี่ขยายให้แก่ความเข้าใจและก่อเกิดผลดีสำหรับความรักมากยิ่งขึ้น ความหมายของมิตรภาพในปรัชญาชีวิต มีดังนี้

"มิตร คือคำตอบต่อความต้องการของเธอ

เขาเป็นเสมือนท้องทุ่ง ที่เธอหว่านด้วยความรัก และเก็บเกี่ยวด้วยความขอบคุณ

และเขาเป็นดุจโต๊ะอาหารและร่มไม้ของเธอ

ด้วยเหตุว่า เธอมาสู่เขาด้วยความหิวโหย และเธอใฝ่หาเขาเพื่อความสงบใจ"

"และขออย่าได้มีความมุ่งหมายใดๆในมิตรภาพเลย นอกจากเพื่อขยายดวงวิญญาณให้กว้างขวางลึกซึ้งขึ้น เพราะความรักที่มุ่งหวังสิ่งใดอื่น นอกจากเพียงเพื่อเปิดเผยความล้ำลึกของตนเองนั้น มิใช่ความรัก แต่เป็นร่างแหที่ถูกเหวี่ยงทอดออก และจะจับเอาไว้ได้ก็แต่สิ่งที่ไร้คุณค่าเท่านั้น"

ในยามนี้ที่บ้านเมืองน่าเวทนา ผู้คนแสดงออกถึงความเกลียดชังกันอย่าชัดแจ้ง ความรัก มิตรภาพ การเคารพในความเป็นมนุษย์ และศักดิ์ศรีของความเป็นคน ราวกับจะขาดท่อนและหมดกำลังจะทอดถึงกันได้ ยอมรับว่าฉันเศร้าใจ และเป็นเหตุที่ทำให้หยิบ ปรัชญาชีวิต มาอ่านอย่างเอาใจใส่

อีกครั้งหนึ่ง เพราะงานประพันธ์ของคาลิล ยิบราน ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลย และได้ทำให้ ความหวังความเข้าใจส่องประกายขึ้นอีกคราในวันที่หม่นหมองกับโลก

"เธอจักต้องรู้จักความปวดร้าว เช่นกับที่เปลือกของเมล็ดพฤกษาจะต้องแตกออก เพื่อให้ใจกลางของมันได้รับแสงอรุณ

และถ้าหากเธอสามารถกระทำดวงใจ ให้ตื่นต่อความประหลาดมหัศจรรย์ในทุกวันของชีวิตได้แล้ว

เธอก็จะพบว่า ความปวดร้าวนั้นน่าพึงพิศวงไม่น้อยกว่าความปราโมทย์เลย

และเธอจะยอมรับฤดูกาลของดวงใจ ดังเช่นที่เธอได้ยอมรับฤดูกาลอันเวียนผ่านไป บนท้องทุ่งแห่งเธอฉะนั้น

และเธอก็จะเฝ้าพินิจอย่างสงบดื่มด่ำ ตลอดคิมหันตกาลของความทุกข์ระทมของเธอเอง"

ฉันมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าในการอ่านหนังสือแต่ละเล่ม ไม่ได้สิ้นสุดลงที่บรรทัดสุดท้ายของหนังสือ แต่การอ่านจะเริ่มผลิใบ แตกกิ่งก้านและจะมีดอกมีผลในผืนดินหัวใจของผู้อ่าน ไม่ว่าวันเวลา

จะผ่านไปเท่าใด ดังเช่นหนังสือ ปรัชญาชีวิตซึ่งเปรียบดังเมล็ดพันธุ์ล้ำค่า จะผลิผลเรื่อยไปตราบใดที่โลกยังมีมนุษย์ผู้หลงใหลหนังสือ