เส- จารุทัศน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

ผู้ประสานงานงานพัฒนาผลิตผลอาหารและบริการของโครงการหลวง
นัดพบ

ต้องบอกว่าเป็นการสัมภาษณ์ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่น คราใดที่ลูกชายตกประเด็นสำคัญไปคุณพ่อซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆจะช่วยเสริม ขณะที่คุณแม่ผู้นั่งทำงานฝีมืออยู่ไม่ไกลนักส่งเสียงหัวเราะเวลาที่ลูกชายเล่าเรื่องสมัยที่ไปอยู่เมืองนอกให้ฟัง บางเรื่อง คุณเส-จารุทัศน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา "ผู้ประสานงานงานพัฒนาผลิตผลอาหารและบริการของโครงการหลวง" ออกตัวว่าไม่เคยแม้แต่จะเล่าให้คุณพ่อแม่ฟัง บรรยากาศของการสนทนาในวันนี้นั้นจึงเหมาะที่จะใช้คำว่าครื้นเครงเป็นที่สุด

ทราบว่าคุณเสเติบโตมาในครอบครัวทหาร

ใช่ครับคุณพ่อ (พลอากาศเอก อนุพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) รับราชการเป็นทหารอากาศ เกษียณราชการในตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ส่วนคุณแม่ (ผศ.วรลักษณ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) ก็เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ตอนนี้คุณแม่ก็ทำงานให้กับสมาคมแม่บ้านทหารอากาศ มูลนิธิคนตาบอด และมูลนิธิครอบครัวทหารผ่านศึก ส่วนคุณพ่อตอนนี้เป็นนักปลูกต้นไม้ ส่วนคุณปู่ หม่อมหลวงประพันธ์ สนิทวงศ์ เป็นนักดนตรี นักแต่งเพลง เช่น เพลงบัวขาว ฯลฯ แต่งร่วมกับท่านผู้หญิง หม่อมหลวงพวงร้อย เพราะท่านเป็นพี่น้องกัน

ส่วนผมเรียนจิตรลดา ก็ทำให้ศึกษาพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กอปรกับคุณพ่อก็เป็นราชองครักษ์ ไปเข้าเฝ้าฯถวายงานอยู่แถวโรงเรียนผมเป็นประจำ พออายุประมาณ 9 ขวบ คุณพ่อต้องย้ายไปเป็นทูตทหารที่ฟิลิปปินส์ ทำให้เราต้องย้ายตามก็ไปทั้งครอบครัว ทำให้ผมต้องย้ายจากโรงเรียนไทยไปอยู่โรงเรียนนานาชาติ ซึ่งเป็นโรงเรียนสไตล์อเมริกัน ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาทำให้เราต้องเรียนภาษาอังกฤษ

การย้ายไปฟิลิปปินส์จึงเป็นจุดเริ่มต้นทำให้บ้านเราต้องทำอาหารมากมายเพื่อเลี้ยงแขกเหรื่อต่างๆ โดยเฉพาะอาหารไทยเพื่อเอาไว้โชว์ฝรั่ง ทำให้ผมเห็นอาหารแปลกๆภายในบ้าน เช่น อาหารจากกลุ่มภริยาทูตทหารด้วยกัน เค้าก็จะทำอาหารประจำชาติมาอวดกัน ส่วนบ้านเรามีแม่ครัวคนหนึ่งชื่อฉลวยตามเราไปด้วยทำอาหารเก่งมาก เราเคยเลี้ยงแขกคราวเดียวมากถึง 300 คน รวมทั้งตัวผมเองเรียนโรงเรียนนานาชาติด้วย ในวันอินเตอร์เนชั่นแนลเดย์ เพื่อนนักเรียนก็จะนำอาหารประจำชาติมากินกัน

สมัยเด็กๆ ผมจึงมีอีโต้น้อย เขียงน้อยประจำตัว สำหรับสับเปลือกหอมเล่นบ้างไปตามเรื่อง จำได้ว่าเคยคิดเมนูอาหารขึ้นมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ คือเอาลำต้นอ่อนของใบเตยมาหั่นแล้วผัดกับหมูใส่ซีอิ๊วลงไปด้วย ปรากฏว่าอร่อยมากเพราะมันหอม ชีวิตปัจจุบันจึงเลือกที่จะทำเกี่ยวกับอาหารดีกว่า

จัดว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาหารคนนึง แต่จริงๆแล้วคุณเสเรียนมาทางด้านการทำอาหารหรือไม่

เปล่าเลยครับ ผมเรียนจบมาทางด้านออกแบบอุตสาหกรรม ออกแบบผลิตภัณฑ์ จากมหาวิทยาลัยโมแนช ประเทศออสเตรเลีย ที่ต้องไปออสเตรเลียเพราะพี่สาวเรียนอยู่อังกฤษ ครั้นพอผมจะไปบ้างก็ตรงกับช่วงฟองสบู่แตกข้าวยากหมากแพง คุณพ่อเลยส่งไปออสเตรเลีย เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผม เพราะออสเตรเลียดีกว่าที่ผมคิดไว้เยอะมาก มาตรฐานคล้ายกัน

ทำไมจึงเลือกที่จะเรียนออกแบบอุตสาหกรรม

ผมเป็นนักจินตนาการคิดที่จะสร้างอะไรแปลกๆ ส่วนหนึ่งได้จากคุณพ่อด้วยเพราะท่านจบวิศวฯ แล้วมักจะชอบทำของเล่นให้ลูก เช่น ทำกีตาร์จากไม้อัด ใช้ไม้บัลซ่ามาเหลาทำเครื่องร่อน เพราะคุณพ่อเป็นนักบิน สมัยเด็กๆ ยังไปอ้อนทหารช่างของคุณพ่อทำโมเดลบ้านให้เล่น

พอมาเรียนโรงเรียนนานาชาติ มีวิชาที่ต้องเรียนเกี่ยวกับการดีไซน์ คล้ายๆกับเราเป็นนักประดิษฐ์น้อย แต่ผมเรียนหนักไปทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่โรงเรียนนานาชาติเค้าดีอยู่อย่างคือถ้าเด็กคนไหนสุดโต่งไปทางด้านใดด้านหนึ่ง เค้าจะให้เรียนทางด้านศิลปะควบคู่ไปด้วย เพื่อผ่อนคลาย ผมก็เลยได้เรียนวาดรูปร่วมกับเพื่อนๆ ไปด้วย

ครั้นพอถึงใกล้เรียนจบก็จะถามตัวเองว่าเราอยากเป็นอะไร จึงมุ่งที่จะไปเรียนสถาปัตย์ แต่พี่สาวก็แนะนำว่า เสมันมีวิชาที่ชื่อว่าออกแบบอุตสาหกรรมด้วยนะ ถือว่าเป็นสาขาที่น่าสนใจที่เดียว พอได้เข้าไปศึกษาดูก็เกิดความสนใจ เพราะสามารถทำของได้สารพัด เรียนทั้งการออกแบบ เรียนศิลปะ เรียนคอมพิวเตอร์ พอรู้ว่าจะต้องไปเรียนที่ออสเตรเลีย ผมก็เลยส่งใบสมัครไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เปิดสอนทางด้านโปรดักส์ดีไซน์ ปรากฏว่าติดสองแห่ง แห่งหนึ่งทางด้าน สถาปัตย์ แต่ที่โมแนซรับผมเข้าเรียนทางด้านออกแบบอุตสาหกรรม ผมจึงเลือกเรียนที่นี่ แต่ข้อแม้ของการสมัครคือเราต้องส่งผลการเรียนและผลงานสมัยที่เรียนมัธยมไปเพื่อประกอบการพิจารณา เพราะเค้าจะไม่มีการสอบเอ็นทร้านซ์ สมัยนั้นในเมืองไทยยังแทบไม่มีใครรู้จักวิชานี้เพราะยังใหม่มาก

พอได้เข้าไปเรียนแล้วเป็นไปตามที่เราปรารถนาหรือไม่คะ

เป็นไปตามที่เราอยากเรียนครับ แต่บอกได้เลยว่าเป็นสาขาวิชาที่โหดที่สุด จบยากที่สุด รุ่นผมเหลือจบ 13 คน

สิ่งที่ชอบที่สุดสมัยที่เรียนออสเตรเลียคืออะไรคะ

การได้เล่นเซิร์ฟครับ เพราะที่นั่นเป็นที่นิยมมากแล้วก็โด่งดังไปทั่วโลก สามารถเล่นได้ทุกเมือง เริ่มด้วยการเล่นเวดบอร์ด ครั้งแรกเกือบตายเพราะคลื่นลูกแรกที่เราลงไปเล่นและโถมเข้ามาหาเราสูงกว่าต้นไม้ เดชะบุญที่เรารอดมาได้ ติดใจมากจนในที่สุดก็ตัดสินใจซื้อเป็นของตัวเอง จะได้เล่นจริงๆ ก็คือตอนปิดเทอม ซึ่งทำให้ผมรู้วัฒนธรรมของการเล่นเซิร์ฟ คือเจ้าถิ่นจะหวงคลื่นจะห้ามคนอื่นเข้าไปเล่นในคลื่นลูกที่ตัวเองเล่นอยู่ และไม่ใช่ที่ออสเตรเลียที่มีวัฒนธรรมเช่นนี้ ทั่วโลกก็เป็นเช่นนี้ ยิ่งในอเมริกาหรือออสเตรเลียบางแห่งชกต่อยเพื่อแย่งคลื่นกันกับเจ้าถิ่น ที่อเมริกาจะหนักมาก มารยาทในน้ำเป็นเรื่องที่ต้องระวังสำหรับการเล่นเซิร์ฟ

สิ่งที่ผมได้มากจากการเล่นเซิร์ฟ คือความพยายาม เพราะการออกจากชายหาดเพื่อไปเล่นคลื่น พลังกระแทกของคลื่นทำให้เราต้องถอยหลังกลับมาเยอะมาก เช่น พายออกไป 5 เมตร โดนคลื่นกระแทกกลับมา 2 เมตร เราก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อไปให้ถึง ณ จุด ตรงที่เราจะรอคลื่นต่อไป ผมจึงมองว่าตรงนั้นเป็นศิลปะอย่างแท้จริง ทุกอย่างต้องสมดุลระหว่างที่เราสร้างกับสิ่งที่ธรรมชาติสร้างคือความแรงของคลื่น กล่าวคือเราต้องเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติให้ได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วเมื่อผมมาศึกษาธรรมะ ผมก็พบว่าการเล่นเซิร์ฟก็คือการทำสมาธิอย่างหนึ่งเช่นกัน เราจึงได้ทั้งความพยายามและจิตที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ พอกลับมาเมืองไทยในปี 2001-2002 ก็เริ่มที่จะหาที่เล่นเซิร์ฟในเมืองไทย ซึ่งน้อยมากเพราะบ้านเราเป็นทะเลปิด เนื่องจากไม่หันหน้าออกสู่มหาสมุทร ที่แรกที่ผมเล่นเซิร์ฟในเมืองไทยได้คือ ที่เกาะสมุยเป็นคนแรก หลังจากนั้นก็เขียนบทความเผยแพร่ลงในนิตยสารฟ้าไทยของบางกอกแอร์เวย์ส ผมออกแบบเรือใบแบบเป่าลมมีสามทุ่นแบบสะเทินน้ำสะเทินบกสำหรับผู้เล่นเซิร์ฟมือใหม่ด้วย แล้วงานชิ้นนี้ก็เป็นที่สนใจของบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เซิร์ฟรายใหญ่ของโลกเป็นชาวนอร์เวย์ เป็นแบรนด์ดังของโลกที่เดียว ที่สุดเราก็ได้ร่วมงานกัน ผมจึงเป็นคนแรกของรุ่นที่ได้งานโดยที่ไม่ต้องสมัครงาน ได้อยู่กับกลุ่มคนในวงการเซิร์ฟที่เก่งที่สุดในโลก โดยเฉพาะนักออกแบบวินเซิร์ฟคนแรกของโลกซึ่งทำงานอยู่กับองค์การนาสา ที่ทำงานด้วยพลัง และความคิดสร้างสรรค์ เห็นการสร้างเครือข่าย และเชื่อในพลังบวก จึงน่าประทับใจมาก ผมอยู่ในตำแหน่งนักออกแบบพวกเอคเซสเซอรี่ เช่น ถุงใส่บอร์ด เสื้อยืด ฯลฯ

แล้วอย่างไรจึงมาทำงานกับโครงการหลวงได้คะ

ระหว่างที่ผมทำงานกับบริษัทฝรั่งจริงอยู่ที่ทุกอย่างดีหมด เงินเดือนสูงมาก สวัสดิการดีเยี่ยม แต่ระหว่างนั้นปณิธานบางอย่างผุดขึ้นมา เพราะผมเป็นนักเรียนโรงเรียนจิตรลดา แล้วคุณแม่ก็เคยสอนว่าเราต้องทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับบ้านเราด้วย ทำให้ฝรั่งสุดท้ายแล้วผลประโยชน์ก็ตกแก่เขาโดยสิ้นเชิง

ผมก็เกิดพลิกอยากไปดูชนบท จึงตัดสินใจลาออกจากงาน แล้วก็สร้างอาชีพใหม่ให้ต้นเอง ด้วยการออกแบบบ้านขึ้นมาหนึ่งหลังแล้วให้คนเช่า ในระหว่างนั้นก็ปลีกวิเวกด้วยการขึ้นดอยที่เชียงใหม่ ไปอยู่กับชาวเขาที่ดอยอินทนนท์พักอยู่กับเค้าเลย เพราะโดยพื้นฐานเป็นคนรักธรรมชาติ สมัยวัยรุ่นจึงเป็นนักดูนกอยู่พักนึงเหมือนกัน เราจึงคุ้นกับที่นี่มากเพราะเป็นแหล่งดูนกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทยก็ว่าได้ ที่ขึ้นไปเพราะอยากทำความรู้จักกับชีวิตชาวเขาในอีกมุมนึง

ผมเลือกที่จะไปอยู่กับหมู่บ้านกะเหรี่ยงที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ตอนนั้นจึงรู้สึกว่านี่แหละคือวิถีชีวิตของคนไทยโบราณ กะเหรี่ยงจะมีวัฒนธรรมคล้ายคนไทยที่สุด พอได้สัมผัสคล้ายกับเราค้นพบ และเกิดความคิดอยากสอนภาษาอังกฤษพร้อมทั้งสอนการดูนกให้เพื่อที่ในอนาคตเค้าสามารถไปเป็นไก๊ด์ได้

ต้องเล่าย้อนกลับไปว่าตอนเด็กๆ ผมจะสมาธิสั้นคุณแม่จึงพาไปปฏิบัติธรรม ดังนั้น เมื่อผมกลับมาจากออสเตรเลียจิตใจแน่มากเพราะผมใช้ชีวิตทุกอย่างผิดหมด ผมก็กลับไปปฏิบัติธรรม ข้อดีของการไปปฏิบัติธรรมตอนชีวิตแย่ๆ แล้วได้พบกับครูบาอาจารย์ที่ดี คือพระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ ผมจึงตกผลึกอยู่กับการนั่งสมาธิ เห็นเรื่องศีล เพราะการดำเนินชีวิตที่ผ่านมาก่อนหน้านี้คือผิดศีลหมด ชีวิตเลยแย่ การผิดศีล กรรมทุกอย่างจะต่อเนื่องกันหมดโดยเฉพาะเรื่องของสติปัญญา

ผมลืมเล่าไปว่าการเรียนสาขาออกแบบอุตสาหกรรมมันยากมาก จึงมีสถิติการดร็อปมากที่สุดในออสเตรเลีย ผมจึงเหนื่อยมากกับการเรียน เพราะต้องเรียนแบบครอบจักรวาล ฟิสิกส์ แมคคานิค อิเล็กทรอนิก การตลาด การสื่อสาร การออกแบบ แต่หลังจากที่จบมาด้วยความยากลำบาก จึงเข้าใจและขอบคุณผู้คิดค้นหลักสูตร

แต่สุดท้ายความคิดก็เกิดขัดแย้งกันขึ้นมาดื้อๆ เพราะอยากจะบวชตลอดชีวิต แต่คุณแม่บอกว่าช่วยทำอะไรให้ดูก่อนบ้างได้มั้ยเพิ่งเรียนจบมานะ แต่เราตอนนั้นรู้สึกปลงและเบื่อโลกมาก แต่พอถูกทักท้วงก็ไปอุปัฆฐากวัดป่านานาชาติ แถวไทรโยคน้อย

ที่สุดแล้วผมก็บวช แล้วพบบางสิ่งมหัศจรรย์ในวัด เมื่อขณะที่สึนามิเข้าทั่วโลก ช็อก แต่พระอาจารย์นิ่ง ไม่พูดถึงด้วยซ้ำ ท่านกลับมองเป็นเรื่องปกติของโลก ผมถึงทึ่งมาก นี่แหละคือครูบาอาจารย์ที่แท้จริง ผู้ที่แนะนำว่าให้ไปบวชกับพระอาจารย์ท่านนี้หมดกิจทางพระพุทธศาสนาแล้ว เพราะท่านบรรลุแล้ว แล้วผมก็ได้เห็นจริงๆ ท่านนิ่งมาก

ในขณะที่บวชนั้นรู้สึกอย่างไรบ้าง

ผมรู้สึกว่ายังไม่พร้อมที่จะบวช แต่ก็ไปบวช ผมเปรียบตัวเองเหมือนเครื่องบินเจ็ทที่พุ่งทะยานมาอย่างแรง พอใกล้จะแลนดิ้งกลับมีร่มชูชีพเข้ามาปะทะอย่างแรง เพราะก่อนหน้านี้เราใช้ชีวิตเร่งมาทุกอย่าง

ทำให้เราพบสัจธรรมที่ว่าโลกหมุนไปที่จริงไม่ใช่ จิตเราต่างหากที่พุ่งทะยานไปข้างหน้า ซึ่งมันก็คือ ตัณหา ความทะยานอยากที่จะทำอะไรต่อไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่โลกก็ยังคงอยู่ที่เดิม เห็นชัดเพราะเมื่ออยู่ที่วัดโลกก็ยังเป็นโลกใบเดิม ท่านสอนให้อยู่กับปัจจุบันขณะ ซึ่งดีที่สุดเลย

บวชอยู่นานมั้ยคะ

บวชอยู่นาน 7 เดือน ได้พรรษา ชีวิตที่พลิกมากๆจึงง่ายต่อการเรียนรู้ ความต่างมันชัดเจนดี ขาวคิดขาวดำคือดำ ไม่นานผมก็เริ่มชินกับความสงบ ไม่อยากอยู่ในเพศของฆราวาสอีกต่อไป พอเราได้อยู่กับครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติจริงเราก็มีความมุ่งมั่นเพื่อจะไปนิพพาน แล้วท่านก็สอนแบบเนื้อๆ ล้มลุกคลุกคลานหลายครั้งมาก จนกระทั่งพบกับสิ่งมหัศจรรย์บางอย่าง ซึ่งผมคิดว่าไม่ค่อยจะมีใครได้เจอสักเท่าไหร่ ผมปฏิบัติจนกระทั่งเมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง คือสิ่งที่ครูบาอาจารย์บอกว่าหลอก หรือที่ไอน์สไตน์บอกว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรจริง อยู่ประมาณ 1 วัน 1คืน ซึ่งตรงนั้นเป็นสภาวะจิต ที่เราเห็นตัณหาชัดๆ ที่แยกออกจากใจเรา ดูกาย เวทนา จิต ธรรม ติดต่อกันนานเป็นเดือนๆ หลังจาก 4 เดือนไปแล้วจะเริ่มชำนาญมาก

ผมฝึกจนถึงขั้นการพิจารณาไตรลักษณ์ ซึ่งจะเป็นขั้นที่จะทำให้ทุกคนปล่อยวางได้ ทุกอย่างเป็นทุกข์ ทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างไม่มีตัวตน ระหว่างบิณฑบาตจะได้ทำสมาธิด้วย สุดท้ายก็ต้องสึก แต่หลังจากนั้นเราก็จะปฏิบัติเสมอมา แปลกที่ธรรมะมาตกผลึกตอนที่กลับมาเป็นฆราวาส

แต่ก่อนที่จะสึกผมได้ปวารณาไว้ว่า ถ้าไม่ได้กลับไปบวชอีกครั้ง หรือเราบารมีไม่พอที่จะอยู่ในเพศนี้ เอาละถ้าหมดวาสนาหากแต่ก็ภูมิใจที่ได้ศึกษาจนถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ถ้าจะออกมาทำอะไรในโลกต้องคุ้มค่าพอนะ ซึ่งน่าจะเป็นงานที่จะต้องช่วยคนอื่น เมื่อบวชเรามีพระอาจารย์เป็นแบบอย่าง ส่วนศาสดาในทางโลกก็คือในหลวง เราจะน้อมนำและยึดแนวของพระองค์ท่านเป็นหลัก อยากทำงานถวายท่าน

หลังจากลาสิกขาแล้วชีวิตดำเนินต่อไปอย่างไรคะ

เหมือนธรรมะจัดสรร หลังจากสึกออกมาก็ได้พบกับเพื่อนที่เรียนด้วยกันสมัยชั้นประถมที่โรงเรียนจิตรลดา และเป็นลูกหลานของ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เค้าคือคนที่ริเริ่มไปโปรโมทม่อนแจ่มให้เป็นที่รู้จัก เนื่องจากเรารู้ว่าเขาอยู่โครงการหลวงเราก็เลยขอตามแจ่มขึ้นไปด้วย

พอได้ขึ้นไปสัมผัสทุกอย่างตื่นเต้นมากเพราะทุกอย่างสวยไปหมด เราน่าจะนำวิชาความรู้ที่เรามีอยู่ช่วยได้ เนื่องจากเรามีความมั่นใจ มีทั้งความสงบเพราะเพิ่งเป็นทิดสึกใหม่ เราก็เลยทูลท่านภีปากเปล่าว่า "กระหม่อมขอมาช่วยงานโครงการหลวง" ถ้าตอนนี้ก็คงไม่กล้าทำ

ท่านก็ยิ้ม แล้วถามเราว่าทำอะไรได้บ้าง ทำแพ็คเกจจิ้งได้มั้ย ได้ครับผมรีบตอบท่านไปทั้งๆที่ก็ไม่เคยทำมาก่อนเพราะอย่างน้อยเราก็เรียนมา เบื้องต้นก็อยู่ในฐานะของอาสาสมัครที่อ่างขาง

งานแรกที่ทำคืออะไรคะ

พยายามค้นหาว่าที่อ่างขางมีอะไร แต่อ่างขางก็มีครบทุกอย่าง สิ่งที่ผมพบคือเรื่องของการปลูกป่า มีป่ามากผมจึงคิดว่าจะนำไม้มาแปรรูปอันนี้แหละคืองานที่เหมาะกับเรามากที่สุด คิดที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ไม้ขึ้นมา รวมทั้งคิดต่อยอดเรื่องอาหารของโครงการหลวง โดยทำเครื่องครัวจากไม้ เขียงไม้อัดเป็นงานชิ้นแรกที่ทำ โดยรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ จากอินเทอร์เน็ต

ตอนนั้นเราอยู่ที่ศูนย์ไม้ ซึ่งเขาเผาถ่านด้วย เพื่อทำถ่านอัดแท่ง หลังจากที่คลุกคลีอยู่บนนั้นก็รู้จักทุกซอกทุกมุม ก็ไปเห็นโรงอบไม้ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก พอเข้าไปสำรวจก็จะมีกลิ่นของไม้ มืดๆ เย็นๆ ใจก็นึกไปถึงห้องรมควันอาหาร แต่ด้วยความที่เรามีนักครีเอท ก็อยากจะทำอาหารรมควันจากควันที่เขาเผาถ่านก็น่าจะเป็นไปได้ ถือเป็นผลพลอยได้

พอได้ลงมากรุงเทพฯก็ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการทำอาหารรมควันจากอินเทอร์เน็ต และสั่งหนังสือจากต่างประเทศเข้ามาอ่าน การทำอาหารรมควันเกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ค่อนข้างมาก ผมจึงตัดสินใจทำห้องแล็บของตัวเองขึ้นที่บ้าน โดยดัดแปลงจากตู้เย็นเก่าๆ เพราะการรมควันสำคัญต้องควบคุมอุณหภูมิ ควบคุมไฟ ปรากฏว่าได้โปรดักส์ที่อร่อยมากทีเดียว ผมจึงคิดสูตรแฮมขึ้นมาเองโดยอาศัยความรู้ที่ค้นคว้าได้เป็นพื้นฐาน ปรากฏว่าดีขึ้นเรื่อยๆ

ผมจึงหอบความรู้ที่ทดลองได้ทั้งหมดขึ้นไปยังโครงการหลวง แต่โครงการหลวงก็มีข้อจำกัดคือ ไม่มีเนื้อสัตว์ อย่างเดียวที่มีคือปลาเทร้าต์ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะทำได้เพราะคล้ายกับปลาแซลมอน ก็ศึกษาสูตรการหมักแซลมอน ด้วยการหาสูตรหลายๆ สูตรแล้วนำหาความเป็นกลางที่คล้ายกัน แล้วเติมรสชาติแบบที่คนไทยต้องการลงไปด้วย โดยมีครอบครัวเป็นหน่วยชิมรสชาติให้

เรารู้สึกว่าการทำปลารมควันมีอยู่ 2 ชนิด คือรมควันแบบร้อน และรมควันแบบเย็น การรมควันแบบร้อนคือควันนั้นต้องมีความร้อนขึ้นมาด้วย ไฟต้องมีความร้อนระดับนึง

แต่รมควันเย็นซึ่งเป็นของแปลก คนสมัยก่อนจะใช้วิธีหมักแล้วนำไปห้อยไว้ไกลห่างจากเตาผิง ซึ่งมีความร้อนน้อยมากแต่เป็นห้องปิด ลักษณะคล้ายๆ กับการผึ่งให้น้ำระเหยออกไปทีละน้อยตามธรรมชาติ โดยสีของสิ่งที่เราผึ่งจะไม่เปลี่ยน สรุปง่ายๆ คือการตากแห้งในห้องปิดที่มีอากาศเย็น มืด ซึ่งลักษณะของอากาศบนดอยอ่างขางเหมาะมากที่จะทำวิธีนี้ ก็เลยลองทำปลาเทร้าต์รมควันเย็นแบบธรรมชาติ ออกแบบห้องรมควันเองทุกสิ่งทุกอย่าง ปรากฏว่าปลาเทร้าต์รมควันเย็นเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคอย่างมาก ในส่วนของก้างปลาเราก็นำไปรมควันด้วย หลังจากนั้นก็ขูดเอาแต่เนื้อเข้าเครื่องปั้นหน้าตาที่ออกมาจะคล้ายกับตับบด ขายได้อีก

พอได้ปลาเทร้าซ์รมควันเย็นก็จะต้องทำแพกเกจจิ้งให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองด้วย เนื่องจากเราอยู่ศูนย์ไม้ ก็เลยใช้ไม้พอโรเนียมาใสให้บางต้มด้วยเกลือเพื่อฆ่าเชื้อแล้วจึงนำมารองเนื้อปลา ก่อนบรรจุแบบสุญญากาศแล้วก็ติดสติ๊กเกอร์ของโครงการหลวง ขายดีมากแต่ปลาเทร้าต์โตไม่ทันเพราะเลี้ยงเพียงแห่งเดียวที่อินทนนท์ ผมทำโยเกิร์ตนมแพะ ทำแยมจากผัก ระยะหลังเมนูที่อ่างขางผมก็เป็นคนเปลี่ยนใหม่ ช่วยเค้าดึงสิ่งของที่มีจากโครงการหลวงมาใช้ หรือพวกอาหารไทยใหญ่ เพราะนักท่องเที่ยวชอบอาหารพื้นเมืองมากกว่า ช่วยพัฒนาระบบร้านอาหารให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น

สุดท้ายแล้วคุณเสมีตำแหน่งอะไรบนโครงการหลวงคะ

ตอนแรกเป็นแค่อาสาสมัคร ซึ่งเราไม่มีอำนาจสั่งการใครได้เลย ท่านภีก็เลยให้ตำแหน่ง "ผู้ประสานงานงานพัฒนาผลิตผลอาหารและบริการของโครงการหลวง" ผมก็ถามท่านว่าแล้วผมต้องทำอะไรบ้าง ท่านก็บอกว่าก็ตามชื่อนั่นแหละ ก็เลยใช้เวลา 2-3 เดือน เข้าไปโดยที่ยังไม่ทำอะไร แต่ไปทำความรู้จักส่วนต่างๆ ของโครงการหลวงให้ลึกซึ้งให้มากที่สุด จนกระทั่งเราเจอช่องโหว่ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการออกแบบซึ่งยังไม่มีมาตรฐาน คล้ายกับสินค้าโอท็อป การแปรรูปยังได้สินค้าที่มีมูลค่าต่ำ ไม่มีสินค้าที่น่าสนใจ ของตกเกรดมากมายโดยที่ไม่ได้มีการนำไปใช้ประโยชน์

สิ่งที่ผมเริ่มทำคือ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า กับดูแลเรื่องแพ็คเกจจิ้งให้สวยงามขึ้น งานแรกคือทำเนยแข็งมอสซาเรลลา (Mozzarella Cheese) จากนมควายซึ่งมีเยอะมาก เพราะที่ทำอยู่มันขายไม่ได้ ก็นำโจทย์นั้นมาทดลองทำที่บ้าน แต่ก็ยังติดบางเรื่อง จึงเปลี่ยนมาทำ Feta Cheese จากนมควายซึ่งขายดีมากมาจนถึงปัจจุบัน ตามด้วยนำมะเขือเทศตกเกรดมาอบแห้ง เพราะที่นั่นมะเขือเทศเยอะมากล้นโครงการหลวง

แต่หลังจากนั้นก็ตัดสินใจบินไปอิตาลีเพื่อศึกษาการทำเนยแข็งมอสซาเรลลา (Mozzarella Cheese) ด้วยตนเอง ไม่กี่วันก็สำเร็จเพราะเรารู้ว่าเราติดเรื่องอะไร เราก็เลยจ้องแต่เรื่องที่ว่าคือเรื่องของอุณหภูมิน้ำที่ต้องร้อน (98 องศา )อย่างมากตอนที่ลวกชีสให้มันยืด กับเรื่องการทดสอบชีสว่าพร้อมที่จะยืดหรือยัง ตอนที่บ่มอยู่ในน้ำค่า PH ต้องเปรี้ยวพอและพร้อมที่จะนำมายืด เราใช้เครื่องวัด แต่เค้าใช้ตักชีสแล้วลองนำมายืดเลยถ้าทำได้เค้าจะทำเลย แค่นี้พอดูวิธีการนวดอีกนิดหน่อย ก็ดีขึ้นเมื่อนำกลับมาทำ

นอกจากทำงานที่โครงการหลวงแล้วคุณเสยังทำผลิตภัณฑ์ของตัวเองด้วย

ใช่ครับผมทำเบคอนหมู ทำซาลามีไส้กรอกตากแห้ง ซึ่งเวิร์คมากเพราะที่อ่างขางหนาวมากในช่วงหน้าหนาว ตอนหลังมาบ่มชีสในถ้ำของชาวจีนฮ่อ เพราะที่โครงการหลวงยังไม่มีโครงการบ่ม ทุกครั้งผมจะให้ฝรั่งชิมเพราะเค้าเป็นเจ้าของตำรับ ตอนหลังก็คิดที่จะทำห้องขึ้นมาเอง โดยดัดแปลงให้เข้ากับธรรมชาติของชีส ที่สุดก็สำเร็จ

โครงการหลวงตอนนั้นให้ทำชีสจากนมควายเท่านั้น ใช้นมวัวน้อยมากเพราะไม่ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงนมวัว สุดท้ายก็มีการส่งเสริมเลี้ยงนมวัวขึ้นมา

ในเมื่อเราเป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่สามารถทำชีสได้ เพราะผมมีความฝันอยู่ตลอดเวลาว่าคนไทยต้องทำชีสได้ เพราะเรานำเข้าชีสมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ แล้วเราก็ทำสำเร็จแล้วในห้องแล็บของเรา แล้วจุดเด่นของประเทศเราคือในหลวงท่านส่งเสริมการเลี้ยงนมวัวไม่นานกว่าประเทศใดๆใน AEC เพราะฉะนั้นเครือข่ายการเลี้ยงโคนมในบ้านเราจึงเติบโตมานานมาก เราจึงมีพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ดีมาก เพราะเราเท่านั้นที่จะเป็นเซ็นเตอร์ของ AEC เมื่อเราผลิตได้โอกาสที่จะส่งออกจึงสูงมาก

ตอนนี้จึงดั้นด้นไปปากช่องเพื่อสอนชาวบ้าน รวมทั้งโน้มน้าวจนเขาสนใจลองทำจนสำเร็จ คือสอนเค้าแปรรูปจากนมเป็นเคิร์ท (เต้าหู้นม) อัดใส่แม่พิมพ์มาส่งให้เราเพื่อทำการบ่มต่อไป ซึ่งเค้าจะได้มูลค่าเพิ่มจากการขายนมสดขึ้นมาอีกราคานึง หลังจากนั้นก็ค่อยๆ พัฒนามาทำบูลชีสที่บ้านจนสำเร็จอีกเช่นกัน

สุดท้ายแล้วคุณเสภูมิใจมั้ยคะที่ได้ทำงานกับโครงการหลวง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ภูมิใจมากครับแล้วก็รู้สึกว่าเราสนุก มีกำลังใจตลอด ที่ตั้งใจทำชีสเพราะเรารู้มาว่าด้อยพัฒนาที่สุด เพราะก่อนนี้ราคานมสดต่ำมาก ไม่มีการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม มหาวิทยาลัยแม่โจ้เคยพยายามจัดสัมมนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับนมมาแล้ว ผมไปเข้าสัมมนาด้วย

ยิ่งพักหลังในหลวงเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปที่ฟาร์มโคนม ทรงป้อนหญ้า ป้อนนมวัว นั่นจึงเป็นแรงกระตุ้นสำคัญยิ่งสำหรับผม แสดงให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงสนพระทัยเรื่องนี้จริงๆ

ผมจึงออกไปส่งเสริมเกษตรกรด้วยตนเองเกี่ยวกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับนมวัว แทนที่จะซื้อนมวัวจากเกษตรกรแล้วมูลค่าเพิ่มนั้นก็ตกแก่เรา แต่ถ้าเราทำแบบนี้เท่ากับเกษตรกรเค้าได้เองโดยตรงไปเลย เพราะว่าพระองค์ท่านก็คงอยากให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ถ้าทราบถึงพระเนตรพระกรรณพระองค์ท่านคงดีพระทัยมาก ผมเคยส่งบูลชีสเข้าไปถวายพระองค์ท่านในวังด้วย

ผมจึงสร้างแบรนด์ที่ชื่อว่า "Allthai" ขึ้นมาด้วยเป็นข้าวตอก โดยตั้งใจจะให้เป็นซีเรียลของไทย ผมร่วมมือกับชาวบ้านทางภาคอีสาน ยึดโมเดลของโครงการหลวงที่เราเรียนรู้เป็นหลัก คือวิจัย สร้างแบรนด์ แล้วก็ทำการตลาดให้กับชาวบ้าน ซึ่งเป็นหลักการของโครงการหลวงครับ...