เผยความในใจ โสภาค สุวรรณ จุดเปลี่ยนของงานเขียน

สัมภาษณ์พิเศษ
ช่างภาพ: 

(สัมภาษณ์เมื่อ ๑๙ มีนาคม ๒๐๑๔)

ทุกครั้งที่กล่าวถึงนามปากกา โสภาค สุวรรณ โดยผ่านมุมมองนวนิยาย ย่อมอดที่จะคิดถึงเรื่องราว ประสบการณ์ชีวิต ความคิด และความรัก ซึ่งยังคงสร้างความซาบซึ้งตรึงตราอยู่ในหัวใจของคนอ่านมายาวนานหลายทศวรรษไม่คลอนคลาย ไม่ว่าจะเรื่องปุลากง ฟ้าจรดทราย สายโลหิต ฯลฯ ตลอดจนไพรัชนิยายอีกหลายต่อหลายเรื่อง อาทิ โกบี ความลับบนแหลมไซไน ยังมีรักที่อฮัคการ์ ฟ้าสางที่ดัคกา ฯลฯ

โสภาค สุวรรณ ได้รังสรรค์บทประพันธ์ ผ่านการเจียระไนทางความคิดอย่างประณีตบรรจง สูงค่าเทียมเท่าอัญมณีแท้อันพราวแพรวเจิดจรัส สง่างามบนถนนสายวรรณกรรม และนามนี้ยังได้รับการเชิดชูเกียรติระดับชาติจากการสั่งสมบ่มผลงานแห่งวันเวลาที่เคลื่อนผ่านเพื่อจรรโลงความดีและความงามแก่มวลมนุษย์โลกให้แผ่กว้างไพศาลยิ่งๆขึ้น

ครั้งนี้ โสภาค สุวรรณ หรือ รำไพพรรณ สุวรรณสาร ศรีโสภาค เดินทางจากสหรัฐอเมริกากลับมาเยือนประเทศไทยเพื่อรับรางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี ๒๕๕๖ ซึ่งนับเป็นความทรงเกียรติสูงสุดในชีวิตนักประพันธ์

นิตยสารสกุลไทยจึงขอร่วมแสดงความยินดีพร้อมด้วยแฟนผู้อ่าน และถือโอกาสนี้ถ่ายทอดบทสัมภาษณ์สดๆร้อนๆในวันที่เธอให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนชาวคณะสกุลไทย ณ สำนักงานของเราเมื่อเร็วๆนี้

 

ปัจจุบันยังพำนักอยู่ที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ใช่ไหมคะ

"ค่ะ ดิฉันอยู่กับลูกสาวคนโตในบ้านหลังเดียวกัน ทำให้ลูกสาวมีโอกาสได้ดูแลแม่ใกล้ชิด ดูแลเรื่องอาหารการกินต่างๆ และพาไปพบแพทย์ตามนัด เนื่องจากสามีของดิฉันเสียชีวิตไปเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว แต่ก็ไม่เหงาค่ะ เพราะมีลูกหลานแวดล้อม

บางเวลาดิฉันช่วยดูแลหลานเล็กๆบ้าง บางครั้งขับรถไปหาลูกสาวคนเล็ก ใช้เวลา ๘-๑๐ ชั่วโมง จากโอไฮโอไปวิสคอนซิน โดยขับไปคนเดียว ระยะทางไกล ถ้าเหนื่อยหรือง่วงนอน ก็พักที่ปั๊มน้ำมันที่ปลอดภัยที่มีร้านอาหารร้านเครื่องดื่ม มีผู้คนเข้าออก ไม่เปลี่ยว และเอนพนักเบาะเล็กน้อย ใส่แว่นตาดำ ทำเหมือนว่านั่งรอลูกหลานลงไปซื้ออาหารเครื่องดื่ม แล้วล็อคประตูรถทั้งสี่ด้าน แต่ความจริงหลับอยู่ (หัวเราะ)

พอไปถึงบ้านลูกสาวที่วิสคอนซิน เขาจะรู้ใจแม่ เตรียมโต๊ะทำงานไว้ให้ค่ะ และเตรียมเครื่องเล่นเพลงไว้ให้ด้วย เพราะทุกครั้งที่เขียนหนังสือ ดิฉันต้องเปิดเพลงบรรเลงคลอ

ทุกเรื่องที่เขียน จะต้องมีเพลงประจำเรื่อง เสมือนเป็นประตูมิตินำอารมณ์เราเข้าไปสู่เรื่องนั้นๆแต่ละเรื่อง

หากต้องเขียน ๓ เรื่อง ดิฉันก็จะมีเพลงประจำเรื่อง ๓ เรื่อง อย่างเช่น ถ้าเขียนเรื่อง 'บ้านเจ้าพระยา' ก็จะมีเพลงบรรเลงประจำเรื่อง 'บ้านเจ้าพระยา' พาอารมณ์เราดำดิ่งเข้าไปสู่ในโลกของตัวละครใน 'บ้านเจ้าพระยา' ทำให้เห็นภาพตัวละครต่างๆชัดเจน

โดยก่อนจะลงมือเขียน จะต้องเปิดเพลงนำเข้าเรื่อง ๑๕ นาที เมื่อสมาธิเกิด หูดับสนิท ไม่ได้ยินเสียงเพลงแล้ว เนื่องจากดำดิ่งลงไปในการเขียน เพราะฉะนั้น เพลงจึงมีบทบาทต่อการเขียนหนังสือของดิฉันมาก เพลงประจำเรื่องทำให้ดิฉันอินกับเรื่องและสนุกกับการเขียน"

อยากทราบเพลงประจำเรื่อง 'บ้านเจ้าพระยา' ค่ะ

"ถ้าต้องเขียนเรื่องนี้ ดิฉันก็จะเปิดเพลงบรรเลงชุดทัสกานี...ทัสกานีคือแคว้นหนึ่งของสาธารณรัฐอิตาลี ลูกเขยคนเล็กยังแปลกใจว่าดิฉันเขียนเรื่อง 'บ้านเจ้าพระยา' แต่เปิดเพลงทัสกานี ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นเพลงชุดนี้ รู้แต่ว่าเมื่อเลือกเป็นเพลงประจำเรื่องแล้ว เพลงจะพาดิฉันเข้าสู่มิติและอารมณ์ของเรื่อง มองเห็นภาพเรื่องราวของตัวละครต่อเนื่องไปอย่างชัดเจน"

ขออนุญาตถามย้อนเวลาถึงช่วงที่คุณหมอมงคลเสียชีวิต ช่วงนั้นมีผลต่อการทำงานเขียนไหมคะ...

"มีหลายคนถามว่า เมื่อสามีเสียชีวิตไปแล้ว ดิฉันเหงาไหม ก็ตอบเขาไปว่า ไม่เหงา เนื่องจากดิฉันยังเพลิดเพลินกับการเขียนหนังสือ และเขียนได้หลายๆเรื่องในคราวเดียวกัน

ขอบอกตามความเป็นจริงว่าเกิดมาไม่เคยมีความเหงาอยู่ในจิต เพราะเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่อายุ ๑๑ ขวบ พอแต่งงานมีชีวิตคู่ สามีซึ่งเป็นแพทย์ (นายแพทย์มงคล ศรีโสภาค) เขาเลือกที่จะทำงานหนัก คนไข้ต้องมาก่อนอันดับแรก ส่วนครอบครัวเป็นอันดับสอง ขณะที่คุณหมอทำงานหนัก ดิฉันก็สนุกกับการประพันธ์นวนิยาย

ช่วงที่สามียังมีชีวิตอยู่ ดิฉันจะต้องเข้าครัวทำอาหารไว้เลย เพราะถ้าได้นั่งโต๊ะเขียนหนังสือแล้ว จะทำงานยาว ๖-๗ ชั่วโมงรวด เพราะฉะนั้น พอเช้าตื่นขึ้นมา ดิฉันสวดมนต์ก่อน แล้วเดินจงกรม นั่งสมาธิ รวมเวลาประมาณ ๔๐ นาที จากนั้นจึงทำความสะอาดบ้าน ทำงานบ้าน ทำกับข้าวให้สามีและลูกๆรับประทาน คือสามีจะกลับมาทานอาหารกลางวันที่บ้านด้วย ดิฉันก็จะทำอาหารควบไปถึงมื้อเย็น

พอเวลาบ่ายสองโมงเป็นต้นไปจึงเป็นเวลาเขียนหนังสือของดิฉัน คุณหมอมงคลท่านเข้าใจการทำงานของดิฉัน บางครั้งก็เข้ามานวดหลังนวดไหล่นวดคอให้ เราต่างคนต่างไม่เรียกร้องซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างมีความสุขมีความพอใจในชีวิตของตนเอง

เมื่อมีลูกสาวเล็กๆสามใบเถา ชีวิตก็วุ่นวายพอสมควร แต่ขณะนั้นดิฉันสามารถเขียนหนังสือได้ และเป็นแม่บ้านแม่เรือนดูแลทั้งสามีกับลูกๆอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เพียงเราแบ่งเวลาให้ถูก ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด"

ต่อเมื่อวันเวลาผ่านไป ลูกสาวทั้งสามเติบโต ออกเรือน มีหลานให้เธอช่วยดูแลอุ้มชู ครั้นคุณหมอมงคลคู่ชีวิตซึ่งครองเรือนร่วมกันมานานกว่า ๔๐ ปี ได้เสียชีวิตลง...

"ต้องพูดว่าธรรมะช่วยไว้มาก ดิฉันบอกกับหลานๆว่าบ้านของคุณตาที่อยู่มา ได้พังลง คุณตาจึงต้องไปอยู่บ้านหลังใหม่ ส่วนดิฉันเองก็บอกกับตัวเองว่าคุณหมอท่านคืนสภาพไปสู่ดินน้ำลมไฟ คืนกลับสู่ธรรมชาติ

ช่วงสามเดือนแรก สภาพจิตใจของดิฉันยังนิ่งมาก แต่พอหลังจากนั้นรับรู้ว่าความจริงได้เข้ามาตอกย้ำว่าเขาจากเราไปอย่างไม่มีวันกลับ ก็มีร้องไห้ น้ำตาไหล คิดถึง เมื่อเห็นกระดูกของเขาก็น้ำตาไหล คิดถึงว่าช่วงวาระสุดท้ายก่อนจะป่วยหนัก เขาเข้ามาหาดิฉันในห้องเขียนหนังสือตอนตีสองทุกวัน คือตามธรรมดาดิฉันจะเขียนหนังสืออยู่ในช่วงเวลาบ่ายสองโมงถึงตีสองเป็นประจำ คุณหมอก็เข้ามานวดคอนวดไหล่ให้

ดิฉันจำได้ว่าตอนที่คุณหมอเกษียณจากงาน ลูกๆเคยถามว่าพ่ออยากเดินทางไปไหน เขาก็ตอบว่าแม่ไปไหนพ่อก็ไปด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นความทรงจำ เราใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันมายาวนานถึง ๔๓ ปี ทำให้ยามที่คิดถึง ดิฉันก็อดไม่ได้ที่จะน้ำตาไหล บางทีนั่งเขียนหนังสืออยู่ หันไปดูกระดูกเขา ก็ร้องไห้

แต่อย่างไร ธรรมะช่วยให้ดิฉันปลงกับชีวิตได้ แรกๆคุณพ่อเป็นผู้แนะนำให้ดิฉันสวดมนต์ชินบัญชร ต่อมาดิฉันสวดมนต์และนั่งสมาธิทุกเช้า ก่อนจะไปประกอบกิจวัตรอย่างอื่น และศึกษาธรรมะด้วยตัวเองมาตลอด มีบางช่วงที่น้องชายมาสอนเรื่องการนั่งสมาธิซึ่งเขาได้เรียนรู้มาจากคุณแม่สิริ กรินชัย

ธรรมะนี่เองค่ะที่ช่วยให้ดิฉันตระหนักถึงความจริงของความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชัดเหลือเกิน

นอกจากนี้ ดิฉันยังสอนลูกสอนหลานว่าอย่าเพียงนับถือพุทธ เพราะคุณพ่อคุณแม่คุณตาคุณยายนับถือสืบต่อกันมา เราต้องรู้ด้วยว่าศาสนาพุทธสอนอะไร

ในบางเวลาที่มีโอกาสใกล้ชิดกับหลาน ดิฉันก็จะสอนเขา ไม่ว่ายามสุขหรือยามทุกข์ ต้องฝึกใจให้นิ่งเฉยกับสุขหรือทุกข์นั้น ไม่ใช่ว่าพอมีเรื่องยินดีน่าดีใจ ก็มีความสุขจนล้นปรี่ หรือว่าพอมีเรื่องผิดหวังเสียใจ ก็ทุกข์จนเหมือนว่าโลกแทบระเบิด ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ เราจึงควรมีสติประคองตนประคองใจอยู่เสมอ โดยเดินสายกลางเข้าไว้

สำหรับตัวดิฉันเอง ก็ยังใช้ธรรมะในการทำงาน คือไม่ว่าใครจะติชมผลงานของเรา ให้นึกเสมอว่าเป็นสิทธิของเขา ตามธรรมดาโลก มีคนชอบ ย่อมมีคนไม่ชอบได้ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงปล่อยวางจิตใจให้เดินทางสายกลาง รับได้ทั้งคำติและคำชม โดยไม่หวั่นไหว เพียงแต่ว่าจะยึดอัตลักษณ์การทำงานของตนเองให้มั่นคงเพื่อจรรโลงไว้ซึ่งสังคมที่ดีงามตลอดไป อย่าให้ใครมาสั่งเราได้ เพราะเราเป็นศิลปิน เงินมากเท่าไหร่ก็ซื้อเราไม่ได้ เพราะเรามีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์งานอย่างเป็นตัวของตัวเอง ใครก็มาจับมือเราเขียนไม่ได้ ดิฉันเชื่อว่าผู้ที่เป็นศิลปิน จะมีความคิดกันเช่นนี้"

สมัยหนึ่ง...สัมผัสได้ว่างานเขียนของโสภาค สุวรรณ นอกจากเนื้อหาที่เข้มข้นสมจริงแล้ว ยังหวานไหวระคนรักโรแมนติค ส่วนงานในยุคหลังมานี้ เห็นถึงอุดมการณ์ที่แตกต่างไปของผู้เขียนในนามปากกาเดียวกัน...

"ตอนที่ยังอายุน้อย เรื่องตามความเป็นจริงของโลก หรือเรื่องตามความเป็นจริงในเชิงพุทธศาสน์ ตามสัจธรรม เรายังเข้าไม่ถึง ยุคนั้นจึงเขียนนวนิยายแบบรักหวานโรแมนติค แต่ขณะเดียวกันส่วนองค์ประกอบอื่นๆต้องสร้างให้สมจริง ไม่ว่าฉากหรือบรรยากาศหรือตัวละคร รวมถึงจารีตประเพณีวัฒนธรรมต่างๆของประเทศนั้นๆที่เราเขียนถึง ต้องทำให้สมจริงถูกต้อง

ดิฉันจะไม่เขียนนวนิยายแบบละครหุ่น เพราะฉะนั้น ฉากทุกฉาก หรือไม่ว่าก้อนหินสักก้อนในฉาก ดิฉันจะต้องเขียนอย่างมีชีวิตชีวา ผู้อ่านจะต้องสามารถเข้าไปในโลกที่ดิฉันเขียนถึงได้ด้วย อย่างเรื่อง 'ฟ้าจรดทราย' ปัจจุบันพิมพ์ครั้งที่ ๒๖ แล้ว เป็นเรื่องที่ประทับใจผู้อ่านกันมาก ภาพฉากทะเลทรายรวมทั้งฉากอื่นๆในเรื่อง บรรยากาศต่างๆที่เกิดขึ้น และตัวละครที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง ดิฉันต้องทำให้ภาพเหล่านั้นมีชีวิตชีวาและสอดคล้องไปกับเรื่องราวอย่างกลมกลืนสมจริง หรืออีกเรื่องหนึ่ง 'ฟ้าสางที่ดัคกา' มีผู้อ่านบางท่านมาเล่าให้ฟังว่าเขาถึงกับเดินทางท่องเที่ยวไปตามเส้นทางของเรื่องเลยทีเดียว เนี่องจากอ่านแล้วเกิดความประทับใจอย่างมากจึงอยากไปเห็นสถานที่จริง

แต่พักหลังมานี้ มีบางท่านพูดเหมือนกันว่างานโสภาค สุวรรณ เขียนยาวเกินไป เขียนละเอียดเกินไป ดิฉันก็ต้องชี้แจงให้เข้าใจว่าเรื่องราวของคนคนหนึ่งนั้นมีความละเอียดลึกซึ้ง บางตัวละครก็มีหลากหลายมิติ ดิฉันจึงไม่สามารถเขียนหลวมๆได้"

หากถามถึงอัตลักษณ์ในงานวรรณกรรมของโสภาค สุวรรณ

"เริ่มแรกของการเขียน สิ่งสำคัญคือจุดบันดาลใจ กระตุกใจเราแรงพอที่ทำให้เราอยากเขียนหรือไม่ ซึ่งแต่ละเรื่องจุดบันดาลใจก็ไม่เหมือนกัน ต่อมาก็คือ เราอยากจะให้อะไรแก่ท่านผู้อ่าน องค์ประกอบนี้มีความสำคัญต่อการเขียนอย่างยิ่งเช่นกัน

ส่วนอัตลักษณ์ในงานเขียนนามปากกาโสภาค สุวรรณ เรียกว่าเป็นแนวไพรัชนิยาย เสมือนเป็นแบรนด์เนมของนามโสภาค สุวรรณ ขณะเดียวกันนวนิยายแนวอิงประวัติศาสตร์ชาติไทย ดิฉันก็มี เช่น 'สายโลหิต' 'ญาติกา' ฯลฯ ปัจจุบันที่เขียนลงสกุลไทยอยู่ ก็คือ 'บ้านเจ้าพระยา' หรือว่าเมื่อยุคอดีต ดิฉันยังได้เขียนแนวสะท้อนสังคมวิทยา เช่น หนังหน้าไฟ ปุลากง

'ปุลากง' เป็นนวนิยายเรื่องที่สองที่เขียนลงในสกุลไทย 'หนังหน้าไฟ' ก็ลงสกุลไทยด้วย

ตอนที่เริ่มลงมือเขียนเรื่อง 'ปุลากง' ดิฉันอยากจะสื่อถึงผู้อ่านเกี่ยวกับงานนักสังคมสงเคราะห์ บังเอิญว่าสมัยนั้นดิฉันได้มีโอกาสอ่านเอกสารที่รัฐบาลพิมพ์แจกข้าราชการ ทหาร ตำรวจ รวมถึงนักสังคมสงเคราะห์ และนักพัฒนากร เมื่ออ่านแล้วดิฉันมีความคิดว่าเนื้อหาในเอกสารนั้นน่าจะเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้อ่านด้วย เพื่อที่จะได้เข้าใจในการอยู่ร่วมกันของสังคมท้องถิ่น

ดิฉันจึงเกิดความคิดว่าควรต้องเขียนเป็นนวนิยายให้คนอ่าน เพราะถ้าหากนำเสนอเป็นวิชาการล้วนๆ คนคงไม่อ่าน ไม่สนใจ ดิฉันจึงผูกเป็นเรื่องราวขึ้นมา และสร้างตัวละครต่างๆขึ้น มีทั้งนักสังคมสงเคราะห์ นักพัฒนากร แล้วนำเนื้อหาวิชาการแปรรูปแทรกเข้าไปอยู่ในบทบาทของตัวละคร

ส่วนเรื่อง 'หนังหน้าไฟ' เกิดจากมีแฟนนักอ่านเขียนจดหมายมาเล่าให้ฟังด้วยความไม่สบายใจ และเธอไม่ทราบจะทำอย่างไรดี เนื่องจากในโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดที่เธอเรียนอยู่ มีครูคนหนึ่งได้สอนในสิ่งที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่เคยอบรมแบบนี้ คือคุณครูคนนี้สอนให้นักเรียนมีความรู้สึกไม่ดีต่อประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

แฟนนักอ่านคนนี้เป็นรุ่นเยาว์ ได้เขียนจดหมายมาถามดิฉันว่าเธอควรทำอย่างไรดี ประจวบกับดิฉันได้ทราบข่าวว่าพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตสิ้นพระชนม์จากการถูกผู้ก่อการร้ายซุ่มยิงขณะทรงปฏิบัติงานราชการสนองพระเดชพระคุณโดยเสด็จเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่างๆโดยมีทหารและตำรวจตามเสด็จด้วย แล้วที่สุดก็สิ้นพระชนม์บนเฮลิคอปเตอร์ที่นำเสด็จกลับสู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

จากเหตุการณ์นี้ทำให้ดิฉันเกิดจุดบันดาลใจเขียน 'หนังหน้าไฟ' ขึ้นมา ซึ่งก่อนหน้านั้น ดิฉันกำลังเขียนเรื่อง 'ฟ้าจรดทราย' ลงตีพิมพ์ในสตรีสาร และอยู่ในช่วงปีแรกที่ดิฉันต้องไปพำนักที่สหรัฐอเมริกา ปรากฏว่าพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ทรงโทรศัพท์มาที่บ้านดิฉันในเมืองไทย เพื่อชื่นชมเรื่อง 'ฟ้าจรดทราย' คุณแม่เป็นผู้ส่งข่าวนี้ให้ดิฉันทราบ ตอนนั้นรู้สึกปลื้มใจอย่างมาก พอต่อมาทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ ก็รู้สึกเศร้าสลดใจ"

ในปี ๒๕๒๖ นวนิยายเรื่อง 'หนังหน้าไฟ' ได้รับรางวัลดีเด่นระดับชาติจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ และหลังจากนั้น นามโสภาค สุวรรณ ยังมีผลงานการประพันธ์แนวจิตวิทยาสะท้อนชีวิต สังคม และการเมืองตามมาอีกหลายเรื่อง...

"ดิฉันอยากมีส่วนร่วมในการสนับสนุนสังคมให้เกิดความดี จึงมีความตั้งใจอย่างมากที่จะสื่อด้วยงานนวนิยาย อย่างเช่น 'รักในแหลมบอลข่าน' ซึ่งจัดอยู่ในแนวงานสะท้อนสังคมและการเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจากดิฉันรู้สึกเจ็บปวดสะเทือนใจกับภาพข่าวที่เห็นว่าเด็กถูกยิงตายกลางถนน และไม่มีผู้ใหญ่คนไหนสามารถช่วยชีวิตเด็กได้ ดิฉันจึงมีความตั้งใจอย่างยิ่งในการเขียนเรื่อง 'รักในแหลมบอลข่าน'

ขณะเดียวกันก็ต้องไปศึกษาข้อมูลให้ละเอียดรอบคอบด้วยว่าสงครามบอลข่านครั้งที่สาม มีสาเหตุจากอะไร เหตุใดจึงฆ่ากันแหลกลาญขนาดนั้น ประกอบกับดิฉันได้พบข้อเขียนอันสำคัญของคุณตาซึ่งท่านตั้งชื่อเรื่องไว้ว่า...ความลับในแหลมบอลข่าน...เมื่อได้อ่านข้อเขียนบันทึกของคุณตาแล้วก็ทึ่งอย่างมากว่าคุณตาทราบข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสงครามบอลข่านได้ลึกซึ้งขนาดนั้นได้อย่างไร ทั้งที่สมัยอดีต ๑๐๐ กว่าปีก่อนยังไม่มีเทคโนโลยีอันใดที่จะช่วยให้คุณตาค้นคว้าเอกสารข้อมูลได้รวดเร็วเหมือนกับยุคดิจิทัลสมัยนี้

คือดิฉันอยากให้เรามองออกไปกว้างๆ มองไปรอบๆโลกใบนี้ ขณะที่เราใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข หากทว่ายังมีเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกที่ประสบชะตากรรมถูกฆ่าเหมือนผักเหมือนปลา ถูกกระทำเหมือนไม่ใช่มนุษย์ ดิฉันจึงอยากสื่อไปให้ถึงใจผู้อ่านในเรื่องราวเหล่านี้ อยากให้มนุษย์ร่วมโลกเดียวกันมีความเมตตาต่อกัน ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกศาสนา แบ่งแยกเชื้อชาติ เพราะการแบ่งแยกย่อมนำไปสู่สงคราม นำไปสู่ความเกลียดชังกัน ขอให้คิดว่าเราทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ที่ต้องเกิดแก่เจ็บตายร่วมโลกใบเดียวกัน

ครอบครัวของดิฉันได้ปลูกฝังแนวคิดนี้มาตั้งแต่แรก สมัยหนึ่งคุณพ่อของดิฉัน ขณะดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ คุณพ่อต้องดูแลคนไทยที่นั่น ท่านเคยเล่าให้คุณแม่ฟังว่าพ่อเห็นคนไทยมุสลิมเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ กรุงเมกกะ ยามเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา เราไม่มีหน่วยสถานพยาบาลของเราเอง คนไทยมุสลิมที่เจ็บป่วยจึงต้องไปอาศัยหน่วยสถานพยาบาลของเลบานอน หรือของประเทศอื่นๆที่ประจำอยู่ที่นั่น ซึ่งหน่วยสถานพยาบาลเหล่านั้นเขาก็เลือกรักษาพยาบาลคนของเขาก่อน แต่บางครั้งโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างรอไม่ได้ คุณพ่อจึงตัดสินใจเขียนจดหมายมายังกระทรวงการต่างประเทศ และยังเขียนถึงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ว่า ข้าพเจ้าเห็นความทุกข์ทรมานของพี่น้องชาวไทยมุสลิมจากการเจ็บป่วยในระหว่างการประกอบพิธีฮัจญ์ ณ กรุงเมกกะ หากท่านไม่จัดตั้งงบประมาณเพื่อการก่อตั้งสถานพยาบาลไทยในกรุงเมกกะ ข้าพเจ้าขอลาออกจากราชการ คุณพ่อท่านมีความเด็ดเดี่ยวอย่างมาก จอมพลสฤษดิ์ได้นำเรื่องนี้เข้าคณะรัฐมนตรีทันที จนกระทั่งอนุมัติเงินงบประมาณเพื่อก่อตั้งสถานหน่วยพยาบาลไทยสำหรับชาวไทยมุสลิมประจำกรุงเมกกะ"

มาถึงประเด็นสำคัญ...อีกประเด็นหนึ่ง...อาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนในงานเขียนของโสภาค สุวรรณ...

"ใช่ค่ะ ตอนเริ่มเขียนนวนิยายในระยะแรก สังคมโลกมิได้เป็นอย่างนี้ สังคมของโลก สังคมของบ้านเมือง ไม่ได้เป็นอย่างทุกวันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างใช้ชีวิตกันอย่างผาสุก ผู้ร้ายผู้ก่อการร้ายก็ไม่ได้มาก เวลาเราเดินทางไปไหน ก็ไม่ต้องระแวงว่าเราจะโดนระเบิดหรือเปล่า หรือว่าเครื่องบินลำที่เราโดยสารข้ามประเทศจะถูกปล้นหรือไม่ เรียกว่าโลกยังสวยงาม ยุคนั้นดิฉันจึงสามารถเขียนนวนิยายโรแมนติคหวานแหววได้ แต่มาปัจจุบันนี้ โลกไม่สวยงามเหมือนเก่าแล้ว จะให้ดิฉันเขียนเรื่องโรแมนติคได้อย่างไร

อย่างตอนที่เขียนเรื่อง 'เจ้าชาย' ก็ได้จุดบันดาลใจมาจากสามีซึ่งเป็นแพทย์ในสหรัฐอเมริกา และลูกเขยก็เป็นทหาร ซึ่งสหรัฐฯจะเตรียมการล่วงหน้าไว้ก่อนที่เรื่องจะเกิด คือวันหนึ่งสามีในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เล่าให้ฟังว่า ทางการสหรัฐฯให้แพทย์เตรียมศึกษาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่จะเกิดขึ้นได้ในดินแดนทะเลทราย และออกข้อสอบสำหรับแพทย์ด้วย ปรากฏว่าอีก ๓ ปีต่อมา ทหารผ่านศึกอเมริกันที่กลับจากสงครามในทะเลทราย หลายคนป่วยด้วยโรคเหล่านั้น

นอกจากนั้น ประเด็นใหญ่อีกประเด็นหนึ่งที่ผลักดันให้อยากนำเสนอเรื่อง 'เจ้าชาย' ก็คือประเด็นที่ผู้หญิงตะวันออกกลางในหลายประเทศถูกทำร้ายด้วยจารีตอันเป็นการกดขี่ทางเพศ และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ซึ่งหญิงตะวันออกกลางต่างก็กลัวจารีตนี้มาก เพราะเท่ากับเหมือนให้เธอต้องตายทั้งเป็น จนกระทั่งสหประชาชาติได้ออกกฎหมายห้ามแล้ว แต่ผู้หญิงในตะวันออกกลางก็ยังโดนกระทำอยู่ ขณะที่ดิฉันเขียนเรื่องนี้ บางครั้งยังอดร้องไห้น้ำตาไหลไม่ได้ เพราะรู้สึกสงสารผู้หญิงเหล่านั้น เราเองก็มีทั้งลูกสาวหลานสาว จึงรู้สึกสะเทือนใจ

และดิฉันยังมีพล็อตเรื่องใหม่ที่ยังไม่ได้ลงมือเขียน เป็นเรื่องสะท้อนแนวจิตวิทยาของทหารผ่านศึกและประชาชนคนธรรมดาทั่วไปที่ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงในสงคราม ขณะนี้ได้รวบรวมข้อมูลไว้มากพอที่จะนำมาแต่งเป็นนวนิยายได้"

เมื่อเกิดจุดเปลี่ยนเช่นนี้แล้ว...ต้องทำงานหนักขึ้นมั้ยคะ

"ดิฉันบอกได้ว่าทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อย แต่ก็มีความสุขที่จะทำ และเมื่อลงมือทำแล้ว ก็อยากทำให้ดีที่สุด คือไม่ชอบแต่งเรื่องหลวมๆ หรือสร้างพล็อตเรื่องแบบไม่สมจริง จะไม่นั่งเทียนเขียน เพราะฉะนั้น ก่อนจะเขียนเรื่องอะไรก็ตาม ดิฉันต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียดลึกซึ้งรอบด้าน แล้วจึงเขียนออกมาในรูปของงานวรรณกรรม อยากให้คนอ่านได้รับคุณค่าจากสารที่เราสื่อ และมีความสุขกับการอ่านงานของเราด้วย"

สำหรับ 'บ้านเจ้าพระยา' มีจุดบันดาลใจอย่างไรคะ

"ความจริงดิฉันได้เขียนนวนิยายแนวอิงประวัติศาสตร์มาหลายเรื่อง สายโลหิต ญาติกา บุหงารำไป ส่วนเรื่อง 'บ้านเจ้าพระยา' บรรยากาศและฉากของเรื่องอยู่ในสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ - รัชกาลที่ ๖-ต้นรัชกาลที่ ๗

สำหรับเรื่องนี้ดิฉันเขียนด้วยความสุข เพราะเป็นความทรงจำตั้งแต่สมัยคุณทวดที่ท่านเคยเล่าเรื่องราวต่างๆในรั้วในวังให้ลูกหลานเหลนฟัง คุณยายของดิฉันเองก็คือคุณหญิงแบบ พรหมจินดา ภริยาของพระยาวุฒิการบดี (เพื่อง พรหมจินดา) ซึ่งท่านเป็นสายตระกูลบุนนาคด้วย สมัยนั้นจึงส่งตัวคุณยายผู้เป็นบุตรีเข้าไปเป็นข้าหลวงอยู่ในวังของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี (พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) หรือที่ถวายเรียกกันว่าเสด็จพระนาง

ดิฉันยังจำภาพสมัยที่เราเป็นเด็ก และเห็นคุณยายนั่งปักเข็มปักสะดึงได้อย่างแช่มช้อยงดงาม ดิฉันก็ถามคุณยายตามประสาเด็กว่าคุณยายไปเรียนมาจากไหน คุณยายท่านตอบว่าฉันก็เรียนและฝึกฝนมาจากในวัง ซึ่งตอนหลังท่านยังนำมาเป็นวิชาชีพติดตัวได้

ฝั่งคุณย่าทวดก็คือเจ้าจอมเปี่ยมในกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ วังหน้าพระองค์สุดท้ายในรัชกาลที่ ๕ เมื่อวังหน้าพระองค์สุดท้ายสิ้นพระชนม์ รัชกาบที่ ๕ มิได้ทรงตั้งวังหน้าขึ้นอีก เจ้าจอมเปี่ยมจึงถวายบังคมลาออกมาสมรสกับคุณปู่ทวดพระสารวิทย์วิจารณ์ (ทอง วสันตสิงห์)...

เรื่อง 'บ้านเจ้าพระยา' นี่ดิฉันอยากเขียนให้สนุก จึงวางพล็อตผสมผสานกันสองวัฒนธรรมระหว่างไทยกับตะวันตกซึ่งตรงกับรัชสมัย รัชกาลที่ ๕ - รัชกาลที่ ๖ เพื่อว่าคนอ่านจะได้ไม่เบื่อ และได้รับความรู้ที่มีชีวิตชีวาควบคู่ไปด้วย

ลูกสาวดิฉันเคยถามว่า แม่เขียนหนังสือมาตั้งหลายสิบปี แม่ไม่รู้สึกเหนื่อยเหรอ เพราะไม่เคยเห็นแม่หยุดเขียนเลย ดิฉันก็บอกกับลูกว่าไม่เหนื่อย ในเมื่อน้ำตกยังไม่หยุดไหล ไฟการเขียนก็ยังลุกโพลงๆอยู่ เพราะฉะนั้น แม่จะหยุดเขียนยังไม่ได้ ถ้าหยุดเขียนเมื่อไหร่ คงรู้สึกทุรนทุรายมาก เชื่อมั้ยว่าถึงเดี๋ยวนี้ ดิฉันก็ยังมีพล็อตอีกหลายเรื่องที่อยากเขียน และเป็นพล็อตที่สมบูรณ์แล้วด้วย เพียงแต่มีสองมือเท่านั้น เรียกว่ามีมือไม่พอเขียน

แล้วก็แปลกนะคะ หลายครั้งเวลาที่ดิฉันต้องการคำตอบในเรื่องใด ไม่นานนักก็จะพบข้อมูลนั้นหรือพบคำตอบนั้น ซึ่งอาจจะมาทางกระดาษเอกสาร สื่อวิทยุโทรทัศน์ หรือไม่ก็บังเอิญพบตัวบุคคลให้สัมภาษณ์ซักถามเก็บข้อมูล ซึ่งความจริงก็ไม่น่าจะบังเอิญพบได้ง่าย อย่างตอนที่เขียนเรื่อง 'บาลาไลก้า' เป็นความบังเอิญจริงๆที่ได้พบกับหญิงสาวซึ่งทำงานเป็นครูสอนหนังสือให้แก่ลูกของคนงานในประเทศรัสเซียภายในอาณาบริเวณถ้ำที่รัสเซียกำหนดให้เป็นเขตโรงงานผลิตระเบิดนิวเคลียร์ เธอคนนี้เล่าว่า ๖ เดือนแรกที่ทำงานยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอเข้าเดือนที่ ๗ รู้สึกร่างกายอ่อนเพลียลงเรื่อยๆ พบแพทย์รักษาเท่าไหร่ๆ ร่างกายก็ไม่แข็งแรงขึ้น จนกระทั่งเธออยากออกจากที่นั่น จึงต้องแต่งงานกับทหารที่ประจำการอยู่ที่นั่น เพราะถ้ามีการสับเปลี่ยนโยกย้ายกำลัง ทหารก็สามารถพาครอบครัวออกไปได้ด้วย เมื่อออกมาแล้วและเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เธอจึงได้รู้ว่าอาการเจ็บป่วยของเธอนั้นมาจากพิษภัยของกัมมันตภาพรังสี ดิฉันฟังแล้ว ยังต้องกลับมาเช็คข้อมูลเพื่อความถูกต้อง คือเราจะต้องสืบค้นข้อมูลอย่างละเอียด ให้แน่ใจว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดก่อนลงมือเขียน"

ความมุ่งหวังกับงานเขียนในยุคปัจจุบัน...

"ดิฉันอยากจะสื่อไปถึงผู้อ่านในเรื่องความเป็นจริงของโลก และความเป็นจริงที่ได้รับจากการศึกษาธรรมะของพระพุทธองค์ โดยคาดหวังอยากให้ท่านผู้อ่านซึ่งดิฉันถือว่าเป็นกัลยาณมิตรที่ให้กำลังใจแก่โสภาค สุวรรณมาตลอด ได้นำสิ่งที่ดิฉันสื่อสารผ่านเรื่องราวในนวนิยายไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันของแต่ละท่านอย่างดีที่สุด"

สุดท้ายนี้ก็อยากจะต่อท้ายคำพูดของเธอว่า...จากชีวิตที่ทุ่มเทให้กับงานเขียน ผ่านมุมมองความคิดที่ผ่านโลกมา ๖๙ ปี และลีลาวรรณศิลป์อันงามศัพท์ด้วยพรสวรรค์เฉพาะตน สวนอักษรของโสภาค สุวรรณ จึงยังคงแสนงามประกาศเกียรติแห่งความเป็นศิลปินแห่งชาติ โดยผดุงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีในการทำงานเสมอมาและตลอดไป