อาหารงามนามมงคล นิยมใช้งานแต่งงาน

คุยข้างครัว

สวัสดีค่ะ เทศกาลแห่งความรักกำลังใกล้เข้ามา ดอกกุหลาบแดงกำลังมีราคาสูงขึ้น คู่รักที่เริ่มใหม่ก็จะสดใส และในปีนี้ วันแห่งความรักยังตรงกับวันมาฆบูชาอีกด้วย ดิฉันจึงอยากขอให้คู่รักที่กำลังหวานชื่น ชวนกันเข้าวัดทำบุญ หาสิ่งดีๆอันเป็นมงคลมาประดับกับชีวิต อย่ามัวแต่คิดว่าวันแห่งความรักต้องไปดินเนอร์ใต้แสงเทียน หรืออื่นๆอีกมากมาย ลองหันไปทำบุญ ฟังธรรม เวียนเทียนก็จะได้บรรยากาศวันแห่งความรักอีกแบบในปีนี้ เมื่อพูดถึงเทศกาลแห่งความรักแล้ว ดิฉันขอนำเรื่องเกี่ยวกับอาหาร และขนมต่างๆที่คนไทยในสมัยโบราณนำมาใช้เกี่ยวกับความรักในงานมงคลสมรส สมัยโบราณ หน้าที่จัดเลี้ยงอาหารเป็นของฝ่ายเจ้าสาว เพราะการแต่งงานจัดเลี้ยงกันที่บ้านเจ้าสาว กับข้าวที่นิยมทำคือ "ขนมจีน" การโรยขนมจีนถือเป็นเคล็ด คือถ้าโรยแป้งลงในน้ำร้อน เมื่อตักแป้งขึ้นมา ลักษณะเป็นลูกกบ ไม่เป็นเส้น หรือเป็นเส้น แต่เส้นเปื่อย จับเป็นจับไม่ได้ ถือว่าคู่บ่าวสาวคู่นั้นจะอยู่ด้วยกันไม่ยืด แต่ถ้าโรยเส้นแล้ว เส้นไม่ขาด จับเป็นจับได้สวย ถือว่าคู่สมรสจะมีความสุข เจริญวัฒนา แม้กระทั่งฝอยทองก็มีการเชื่อถือแบบเดียวกับขนมจีนเหมือนกัน นอกจากนั้นอาหารที่เป็นเส้นๆยาวๆ ก็นิยมใช้ นอกจากในงานแต่งงานแล้วยังใช้ในงานทำบุญอายุ โดยเชื่อกันว่าอาหารเหล่านั้นจะทำให้เจ้าภาพมีอายุยืนยาว ส่วนกับข้าวที่ห้ามทำในวันนั้น คือ แกงบอน ต้มยำ ยำต่างๆ ปลาร้า ปลาเจ่า ของหมักดอง ข้าวต้ม เป็นต้น

ขนมชนิดแรกของชนชาติไทย ได้แก่ ประเพณีสี่ถ้วย มีหลักฐานตอนหนึ่งในสมัยโบราณหลายร้อยปีมาแล้ว มีการจารึกรายชื่อขนมที่ทำเลี้ยงคนในคราวขุดสระไว้ เป็นการจารึกแบบลายแทงสมัยเก่าในศิลาจารึกนั้นได้บอกไว้ว่าได้ทำขนม "ไข่กบ นกปล่อย บัวลอย อ้ายตื้อ" เลี้ยงคนในวันขุดสระ ฟังดูก็แปลก ผู้คนพบอ่านดูแล้วไม่เข้าใจว่าคือ ขนมอะไร จึงไปให้ผู้ใหญ่ตีความให้ฟังว่า ไข่กบ หมายถึง เม็ดแมงลัก เพราะเมื่อนำเม็ดแมงลักมาเคาะก็จะมีลักษณะเหมือนไข่ของกบ นกปล่อย หมายถึง ลอดช่อง ซึ่งเข้าใจว่าเวลากดหัวลอดช่องคล้ายกับการปล่อยนกออกจากกรง บัวลอย หมายถึง ข้าวตอก ลักษณะของข้าวตอกจะบานพองขาว เมื่อเวลาอยู่ในน้ำก็ดูคล้ายกลีบบัวลอยอยู่ในน้ำ อ้ายตื้อ หมายถึง ข้าวเหนียวนึ่ง ซึ่งมีลักษณะหนักแน่น กินแล้วอิ่มทน ขนมทั้งสี่อย่างนี้จะใช้น้ำกระสายอย่างเดียวกัน คือ "น้ำกะทิ" นี่แหละ คือขนมชนิดแรกของชนชาติไทย เพราะในสมัยนั้นนิยมเชิญผู้ปกครองไปกินขนมสี่อย่างนี้ โดยใช้ถ้วยใส่ขนมรวมกันทั้งสี่อย่าง ซึ่งเราเรียกการเลี้ยงขนมสี่อย่างนี้ว่า "ประเพณีสี่ถ้วย" และคนโบราณนิยมนำมาเลี้ยงในงานที่มีการชุมนุมกันมาก โดยเฉพาะในการเลี้ยงแขกแต่งงาน ซึ่งถ้าลูกสาวบ้านไหนมีการจัดประเพณีสี่ถ้วย ก็แสดงว่าลูกสาวบ้านนั้นกำลังจะออกเรือน ยังมีขนมอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ในงานแต่งงานกันมาก ถึงแม้ว่าขนมชนิดนี้จะไม่มีคำลงท้ายหรือขึ้นต้นด้วยคำว่า ทอง แต่ลักษณะดีและความหมายดี ขนมนั้น คือ "ขนมกง" ขนมนี้ นอกจากจะมีความหวาน ตามที่พิธีมงคลต่างๆต้องการแล้ว ลักษณะของขนมกง มีความกลมเกลียวเหมือนกงล้อเกวียน มีความเชื่อกันว่าขนมกงเป็นขนมที่ไม่มีรอยต่อ ความกลมเกลียวของวงล้อจะต่อกันเรียงเป็นชิ้นเดียว โบราณให้คำนิยมของขนมกงไว้ว่า "ขนมกงเป็นขนมที่ไม่มีรอยต่อ เปรียบเสมือนความรักของคู่บ่าวสาวที่มีต่อกันไม่รู้จบ" สำหรับขนมกบที่ใช้ในพิธีแต่งงานต้องคลุมด้วยร่างแหพับไว้ใต้ขนมให้เรียบร้อย ด้านบนจะขึงเป็นสี่เหลี่ยมเหมือนมุ้ง ไม่เป็นรูปสามเหลี่ยมเหมือนขนมสามเกลือ ขนมละมุด และขนมชะมด ในปัจจุบันค่อนข้างจะหาคนทำยาก ขนมที่นิยมใช้ในงานแต่งงาน โดยเฉพาะขนมขันหมาก คือ "ขนมสามเกลอ" โบราณจะใช้ขนมสามเกลอ เป็นขนมเสี่ยงทายในพิธีแต่งงาน โดยเริ่มจากก่อนจะถึงวันแต่งงาน ญาติผู้ใหญ่ทั้งของฝ่ายเจ้าบ่าว และเจ้าสาวจะให้ทั้งคู่มาทำขนมเสี่ยงทายกัน วิธีเสี่ยงทายมีดังนี้ เนื่องจากขนมนี้เกิดจากการใช้แป้งหุ้มไส้ให้มิดแล้วนำลูกมาบีบติดกัน ก่อนจะนำไปทอด พิธีเสี่ยงทายเริ่มจากนำขนมสามลูกนี้ไปชุบแป้งบางๆ แล้วนำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ ถ้าขนมทั้งสามลูก แยกออกจากกัน แสดงว่าคู่สมรสจะอยู่กันไม่ยืด หรือต้องมีการหย่าร้างเกิดขึ้น ถ้าขนมติดกันเพียงสองลูก แสดงว่าคู่สมรสจะอยู่ได้ดีพอประมาณ แต่จะมีลูกยาก และถ้าขนมติดกันทั้งสามลูก แสดงว่าคู่สมรสจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ร่ำรวย เจริญรุ่งเรือง ถ้าเป็นขนมที่ใช้ในพิธีแต่งงาน จะต้องคลุมขนมด้วยร่างแหเสมอ "ขนมละมุด" เป็นขนมอีกชนิดหนึ่งที่โบราณใช้ในพิธีแต่งงาน โดยใช้เป็นขนมเสี่ยงทาย เช่นเดียวกัน ลักษณะของขนมละมุดมีแป้งหุ้มไส้แล้วบีบให้ติดกัน 3 ลูก จุ่มแป้งทอดพอสุกเหลือง แล้วทำร่างแหมาหุ้มเช่นเดียวกับแป้งมันเล็กน้อย นวดให้นุ่มจนไม่ติดมือ ใส่ไส้ถั่วกวน ปั้นเป็นก้อนกลม จับรวมกันสามลูก แล้วนำไปชุบแป้งทอด แล้วนำมาหุ้มด้วยร่างแห โดยการนำไข่แดงและไข่ขาวมาตีพอเข้ากัน กรองด้วยกระชอน แล้วนำไปส่ายในกระทะให้เป็นตารางสี่เหลี่ยม เสร็จแล้วนำมาหุ้มโดยใช้ไม้เหลากลมๆ ทำเป็นโครงยาวประมาณ 3 นิ้ว ปักที่ขนม นำไข่ที่ทำตารางไว้มาหุ้มให้มิด สำคัญที่สุดของขนมแต่งงาน นอกจากการหุ้มด้วยร่างแห แล้วต้องใช้ร่างแหสีสดๆด้วย สำหรับการทำนายของขนมสามเกลอ ขนมละมุด และขนมชะมด มีคำทำนายเช่นกัน พิเศษเฉพาะการทอดที่ขนมทั้ง 3 ลูกติดกัน และมีฟองสวย จะเรียกว่า "หัวแก้วหัวแหวน" ซึ่งให้คำทำนายว่า คู่สมรสจะอยู่กันอย่างมีความสุข เจริญรุ่งเรือง และมีลูกที่ดีสืบตระกูล "ขนมหม้อตาล" เป็นขนมที่มีลักษณะคล้ายหม้อ ลักษณะหม้อมาจาก หม้อชนิดหนึ่งของชาวมอญ ซึ่งเรียกว่า "หม้อทะนน" หม้อนี้เมื่อถึงฤดูกาลน้ำตาลมาก คนโบราณจะนำมาใส่น้ำตาลปี๊บเก็บไว้ใช้ตลอดปี และเรียกน้ำตาลนี้ว่า "น้ำตาลหม้อ" ขนมหม้อตาล คือย่อส่วนเป็นหม้อเล็กๆ ส่วนผสมของหม้อใช้แป้งสาลี น้ำมันพืช หรือเนย และน้ำเย็น นวดให้เข้ากัน พอนุ่มไม่ติดมือนำไปอัดในพิมพ์ เสร็จแล้วนำไปอบไฟอ่อนๆ จนแป้งสุกเหลืองพักไว้จนเย็น ส่วนน้ำตาลที่บรรจุลงในหม้อ สมัยโบราณใช้น้ำตาลปี๊บ โดยนำน้ำตาลปี๊บไปตั้งไฟให้ข้นเหนียว แล้วหยอดลงในหม้อให้เต็ม ลักษณะน้ำตาลที่ดีเมื่อหยอดแล้วแห้งทันที ต่อมามีการดัดแปลง ใช้น้ำตาลทรายผสมน้ำเคี่ยวให้เหนียว ใส่สีสวยๆแล้วหยอดลงไปในหม้อ จะได้ขนมเป็นสีต่างๆ หรือบางคนนำไปใส่ฝอยเงิน ฝอยทอง จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้คนไทยนิยมใช้ขนมหม้อตาลใส่ในขนมขันหมาก ในพิธีแต่งงาน เพราะมีความเชื่อกันว่าความหมายดี เป็นหม้อเก็บเงินเก็บทอง ทำให้คู่บ่าวสาว เกิดความร่ำรวยขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่สิ่งที่บรรจุลงในหม้อจะเป็นน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย หรือฝอยเงิน ฝอยทองก็ตาม ล้วนแต่มีความหมายดีทั้งสิ้น "ขนมฝักบัว" เป็นขนมที่ใช้ในพิธีมงคล เป็นขนมอีกชนิดหนึ่งที่ใช้ในงานมงคลได้เป็นอย่างดี จากหนังสือมูลบทบรรพกิจ พูดถึงขนมฝักบัวไว้ว่า "คนไทยนิยมใช้ขนมฝักบัว ในพิธีแต่งงาน โดยใส่ในขันหมาก จะทำเป็นชิ้นใหญ่ๆ ไม่ทำเป็นชิ้นเล็ก สันนิษฐานว่า น่าจะหมายถึงความเจริญเติบโตของบัวในสระ ที่เป็นไปอย่างง่ายๆและรวดเร็วโดยไม่ต้องให้การดูแลมากมาย จากเหตุนี้ เลยทำให้คิดไปว่าง่ายๆ และรวดเร็ว นี่คงเป็นจุดเด่นของขนมฝักบัว ที่นำมาใช้ใส่ในขนมขันหมาก เพื่อให้คู่สมรสเจริญรุ่งเรือง และรวดเร็วอย่างง่ายๆ "ขนมพระพาย" เป็นขนมอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ในพิธีมงคล โดยเฉพาะพิธีแต่งงาน สาเหตุที่ใช้ขนมนี้ เพราะเชื่อกันว่าแป้งข้าวเหนียว ที่ใช้หุ้มไส้ หมายถึงความเหนียวแน่นมั่นคง ความหวานของไส้ก็คือ ความรักอันแสนหวานนั่นเอง "ขนมโพรงแสม" ขนมนี้มีคนอ่านผิดบ่อยๆว่าเป็นขนมโพรง-แสม คำอ่านที่ถูกต้อง คือ โพรง-สะ-แหม เป็นขนมที่ใช้ในพิธีแต่งงานจากหนังสือประเพณีไทย ฉบับพระมหาราชครูกล่าวถึงขนมโพรงแสมไว้ว่า "ขนมโพรงแสม" เป็นขนมที่นิยมใช้ในพิธีแต่งงาน นิยมทำชิ้นใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อจะทอดก็จะทอดด้วยกระทะใบบัวขนาดใหญ่ ถึงคราวที่จะต้องโรงน้ำตาล รอบนอกต้องโรยน้ำตาลให้มีลวดลายที่สวยงดงามจนเป็นที่รู้กันว่า แต่ละบ้านมีการประกวดประชันกัน เรื่องการโรยน้ำตาล และที่สำคัญที่สุด เมื่อโรยเสร็จ น้ำตาลจะต้องแห้งทันที ความหมายของขนมโพรงแสม คือใช้แทนเสาบ้าน เสาเรือน คู่สมรสจะมีหลักฐาน ร่ำรวยอย่างรวดเร็ว "ขนมนมสาว" หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ขนมเทียนแก้ว เป็นขนมอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ในงานมงคล หรืองานแต่งงาน เช่นกัน จากเกร็ดประวัติความรู้เกี่ยวกับขนมและประเพณีไทย กล่าวไว้ตอนหนึ่ง "ขนมที่ใช้ใส่ในขันหมากมีหลายชนิด แต่ที่นิยมใช้ขนมนมสาว คงจะเป็นเพราะขนมเป็นสีขาวสวยใส และมีไส้หวานๆอยู่ภายใน ที่สำคัญ จุดเด่นคงเหมือนนมของสาวๆนั่นเอง "ขนมเต่า" ในพิธีแต่งงาน ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว และเจ้าสาว นิยมใส่ขนมเต่าลงในขันหมาก เอาให้คู่บ่าวสาวได้รับประทาน โดยถือว่าเป็นเคล็ด เพื่อให้ทั้งคู่ได้มีอายุมั่นขวัญยืน เป็นมิ่งขวัญของลูกหลาน และที่สำคัญ จะทำขนมเต่าเป็นสีแดง บางบ้านจะทำเป็นทั้งพ่อ แม่ และลูกเต่าเป็นครอบครัวเลย "ขนมทองโปร่ง" หรือขนมหน้านวล ขนมนี้จัดอยู่ในตระกูล "ทอง" ซึ่งเป็นของที่มีค่าทุกยุค ทุกสมัย จึงนิยมใช้เป็นขนมมงคล โดยเฉพาะงานแต่งงาน เพราะให้ความหมายถึงความร่ำรวย ดังที่ทุกคนต้องการ ขนมนี้ไม่ได้ทำงานอย่างที่คิด เพราะหน้าขนมจะต้องเป็นสีเหลืองนวล เรียบ จะเป็นสีน้ำตาลไม่ได้ จึงต้องระวังในขั้นตอนการอบ หรือถ้าหักขนมออกเป็น 2 ส่วน จะเห็นตรงกลางเป็นโพรง และมีสีน้ำตาล เยิ้มเล็กน้อย แสดงว่าขนมสวยได้ที่