น่าน...ในความทรงจำ และผูกพันมิรู้เลือน

ท่องเที่ยวไป...ใจเปี่ยมสุข

ทุกปีพอฝนใกล้ขาดเม็ด และลมหนาวเริ่มโชยพัด สายหมอกเริ่มแผ่คลุมยามเช้า ไม่รู้ว่าจิตใจเราเป็นอย่างไร มันจะเกิดปีติเปี่ยมสุข อยากออกท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ...จริงๆนะ...ชนบทไทยนี่สวยจริงๆ โดยเฉพาะยามรุ่งอรุณ ก่อนพระอาทิตย์เริ่มฉาย

เราเคยขับรถไปเที่ยวภาคใต้ เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว ออกจากบ้านพักย่านทวีวัฒนา ก่อนตีห้า ท้องฟ้าขณะออกจากบ้านยังมืดมิด ขับรถไปเรื่อยๆตามถนนธนบุรี-ปากท่อ จนถึงนาเกลือย่านสมุทรสงคราม ซึ่งในปี พ.ศ.นั้น พื้นที่สองข้างทางริมถนนธนบุรี - ปากท่อ ยังเต็มไปด้วยนาเกลือกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เราพร้อมใจกันลงจากรถไปสูดโอโซนยามเช้าริมถนน พร้อมจินตนาการบรรเจิด...สมมุติเปรียบเทียบบรรยากาศนาเกลือของเรา กับ ฮอลแลนด์...เมืองแห่งกังหันลม เนื่องจากนาเกลือในวันนั้นจะมีกังหันลมจำนวนมาก สำหรับวิดน้ำทะเลเข้ามาในเขตนาเกลือ เพื่อให้แสงอาทิตย์เผาไหม้จนน้ำทะเลเหือดแห้งเป็นเกลือสมุทรสำหรับใช้ประกอบอาหาร ตลอดจนใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ยามลมหนาวยามเช้าโชยมา ใบพัดกังหันที่ขึงด้วยเสื่อสานจากภูมิปัญญาชาวบ้านจะค่อยๆ ไกวหมุนตามแรงลม...สุดแสนคลาสสิคจริงๆ สาเหตุที่ทำให้เราต้องจอดรถลงมาสูดโอโซน คือแสงประหลาดที่ทาทาบบนขอบฟ้าเบื้องหน้า เป็นแสงสีทองโอบโค้งจากขอบฟ้าด้านซ้ายไปจนจรดขอบฟ้าอีกด้าน สวยงามแปลกตาดูเหมือนแสงออโรร่าเหนือขอบฟ้า (เราไม่เคยเห็นแสงออโรร่าแค่จินตนาการ) เป็นแสงแรกของวันนั้น ปรากฏครู่เดียวก็หายลับไปจากสายตา

ขอบอกเล่าเรื่องกังหันลมของไทยที่นับวันจะจางหาย : การใช้พลังงานลมเพื่อฉุดน้ำจากที่ต่ำมาใช้ในพื้นที่สูงในประเทศไทยนั้น ได้มีการใช้มาเป็นเวลานานแล้วและยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน พบเห็นได้จากการใช้กังหันลมฉุดน้ำเพื่อทำนาเกลือ กังหันลมแบบระหัดฉุดน้ำเป็นการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านในสมัยโบราณของไทย เพื่อใช้ในนาข้าว นาเกลือและนากุ้ง เช่นเดียวกันกับการประดิษฐ์กังหันลมวินด์มิลล์ (Windmills) เพื่อฉุดน้ำและใช้แรงกลช่วยในการแปรผลิตผลทางการเกษตรของชาวยุโรป วัสดุที่ใช้ประดิษฐ์กังหันลมแบบระหัดฉุดน้ำ เป็นวัสดุที่สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น ราคาถูกและมีความเหมาะสมต่อการใช้งานตามสภาพพื้นที่ภูมิประเทศ ใบพัดกังหันลมปกติจะมีจำนวน 6 ใบพัด วัสดุที่ใช้ทำใบกังหันลมจะทำมาจากเสื่อลำแพนหรือผ้าใบ โดยตัวโครงเสา รางน้ำ และใบระหัด จะทำจากไม้เนื้อแข็งซึ่งมีความทนทานต่อน้ำเค็ม สามารถใช้งานได้ยาวนาน กังหันลมแบบระหัดฉุดน้ำใช้ความเร็วลมตั้งแต่ 2.5 เมตร/วินาที ขึ้นไปในการหมุนใบพัดกังหันลม หากมีลมแรงมากไปก็สามารถปรับม้วนใบเก็บให้เหลือสำหรับรับแรงลมเพียง 3 ใบ เพื่อให้มีความเหมาะสมสำหรับการใช้งาน เมื่อไม่ต้องการใช้งานก็ม้วนใบเก็บทั้ง 6 ใบ

อีกครั้งกับแสงเงินแสงทองยามรุ่งอรุณที่ประทับใจ คือบริเวณท้องทุ่งนาเขียวชะอุ่ม ริมถนนสายเอเชียก่อนถึงสิงห์บุรี ภาพพระอาทิตย์ดวงกลมโตสีแดงเข้มฉายแสงฝ่ากลุ่มหมอกหนาทึบเป็นกลุ่มขาว เบื้องล่างเหนือท้องทุ่งนาสายหมอกลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดข้าว ในวันนั้นจำได้ว่า เราขับรถฝ่ากลุ่มหมอกหนามุ่งหน้าต่อไปยังแดนเหนือ

บรรยากาศยามเช้าของหน้าหนาวในอดีต ทำให้เราอดถวิลหาไม่ได้ และเกิดความกระปรี้กระเปร่าอยากจะออกท่องชนบทไทยทุกครั้ง หนาวนี้...เช่นกัน เราตั้งเป้าจะไปเยือนล้านนาตะวันออกอีกครั้ง หลังจากเคยไปเยือนมาแล้ว 4 รอบ

 

ตอนที่ 1 หนาวนี้ที่ น่าน ในวัยเยาว์

น่าน เป็นจังหวัดหนึ่งในดินแดนล้านนาตะวันออกที่เราไปเยือนมาแล้วถึง 4 ครั้ง และตั้งมั่นจะไปอีกครั้งในปีนี้ หรืออย่างช้า ก็ปีหน้า

รอบแรก ในปี 2517 เมื่อครั้งเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 สิ้นสุดไม่นาน ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ได้จัดตั้งคณะทำงาน เรียกชื่อย่อว่า "คทอป." จำคำเต็มไม่ได้จริงๆ เพราะเหตุการณ์ล่วงเลยมานานร่วม 40 ปี น่าจะเป็นพวกคณะทำงานอาสาสมัครเพื่อเผยแพร่ประชาธิปไตย หรืออะไรคล้ายๆทำนองนี้ โดยศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยเปิดรับสมัครอาสาสมัครจากนิสิตนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัย เพื่อไปร่วมเผยแพร่ประชาธิปไตยให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยในชนบทห่างไกล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีการสู้รบระหว่างทหารไทยกับประชาชนหรือกองกำลังที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่าง เราพร้อมเพื่อนรัก ขอใช้ชื่อย่อแล้วกันว่า "JJ" จูงมือกันไปสมัครรับการอบรมความรู้เบื้องต้น ที่จริงเราพอมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเมืองการปกครองอยู่ไม่น้อย เพราะเรียนอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ พออบรมเสร็จ เขาให้เลือกพื้นที่ที่จะออกไปปฏิบัติการ ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่สีแดงเข้ม (ปฏิบัติการของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ยังรุนแรงอยู่) กับพื้นที่สีชมพูที่ยังคงมีการสู้รบประปราย และพื้นที่สีชมพูอ่อน คือพื้นที่ที่การสู้รบใกล้จะสงบแล้ว เราจิ้มเลย "น่าน" ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต แถมในแผนที่จังหวัดน่านในขณะนั้น มีหลายพื้นที่ที่ยังคงเป็นสีแดง และชมพู มีชมพูอ่อนเฉพาะเขตอำเภอเมืองน่าน

ในวันปฐมนิเทศก่อนออกปฏิบัติการ เราได้รู้จักเพื่อนร่วมทีม "น่าน" จากต่างสถาบันอีก 3 คน มี "แดง" จากรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นหัวหน้าทีม "ธง" จากประสานมิตร และ "หญิง" จากสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รู้จักกันแค่วันเดียว วันรุ่งขึ้นห้าสหายร่วมอุดมการณ์นั่งรถ บขส. ไปสู่เมืองน่าน ดินแดนแห่งล้านนาตะวันออกที่มีพื้นที่ติดชายแดนลาว และยังมีการสู้รบหนักระหว่างผู้คนต่างอุดมการณ์ เรา และ "JJ" ต่างไม่เคยไปน่านมาก่อนทั้งคู่ รู้เพียงแค่เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ และหากใครไม่ตั้งใจไปน่าน อย่าได้หวังว่าจะไปถึงน่าน เพราะน่านเป็นจังหวัดปิด ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ต้องตั้งใจมาเยือน จึงจะมาถึงน่านได้

สหายทั้งห้านั่งรถผ่านความมืดมิดของรัตติกาลแห่งเหมันตฤดู ไม่รู้ว่าผ่านหุบเขา ขุนเขามากี่ลูก มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปเรื่อย รับรู้เพียงขณะที่รถจอดเพื่อเติมน้ำมันหรือหยุดให้ผู้โดยสารได้เข้าห้องน้ำอากาศหนาวจับใจ จำได้ว่ารถจอดที่นครสวรรค์ครั้งหนึ่ง และเด่นชัยอีกครั้งหนึ่ง เราหลับๆตื่นๆ จนกระทั่งรถ บขส. พาเรามาถึงน่านตอนรุ่งสาง

น่าน...ในวันนั้น...คงเหมือนหลวงพระบางในวันนี้กระมัง จังหวัดเล็กริมชายแดน เมืองที่ได้ชื่อว่า..."เมืองคู่แฝด" ของหลวงพระบาง ท่ามกลางสายหมอกยามเช้าตรู่ ชาวบ้านตื่นแต่เช้านั่งล้อมวงอาศัยไออุ่นจากกองไฟหน้าบ้าน และบริเวณสถานีขนส่ง ควันขาวจากอายหมอก และกองไฟลอยคละคลุ้ง คละเคล้ากันไป ได้อารมณ์เพลง...หมอกจางๆและควันคล้ายกันจนบางทีไม่อาจรู้...หมอกจะงดงาม และทำให้เยือกเย็น แสนจะเย็นสบายเมื่อยามเช้า ถ้าเป็นควันไฟ ถึงจะบางจะเบา หากเข้านัยน์ตาเรา ก็คงจะทำให้เสียน้ำตา...อิอิ สมัยนั้นเพลงเบิร์ดเพลงนี้ยังไม่อุบัติขึ้นในโลกเล้ย

พี่พัฒนากรที่ประจำอยู่ที่น่านซึ่งทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับสหายทั้งห้าตลอดปฏิบัติการครั้งนี้ มารับพวกเราและนำไปพักที่บ้านกำนันในเขตอำเภอเมืองน่านที่เอื้อเฟื้อที่พัก และแฮ่มม!! อาหารด้วย บางวัน บางตำบลเราพักบ้านผู้ใหญ่บ้านสลับหมุนเวียนไปตามพื้นที่ต่างๆ และทุกเช้า หลังเรากินข้าวเช้าเสร็จ พี่พัฒนากรจะมารับพวกเราซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ออกไปพูดคุยกับชาวบ้านตามพื้นที่ที่ได้นัดหมายไว้ เพื่อบอกเล่าให้ชาวบ้านได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่นิสิตนักศึกษาได้ทวงคืนบ้านเมืองจากการปกครองของทรราช และมีการสู้รบนองเลือดจนได้ชัยชนะ (อุ๊ย!! ไม่ได้แต่งเรื่องขึ้นมานะ...ขอบอก...เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงเมื่อ 40 ปีที่แล้ว และตอนนี้กงล้อแห่งประวัติศาสตร์ได้หมุนกลับมาซ้อนจุดเดิมอีกครั้ง) และบอกเล่าถึงระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอำนาจของปวงชนอย่างแท้จริง มิใช่เป็นของกลุ่มใดหรือตระกูลใดผูกขาดการใช้อำนาจ ในยุคนั้นยังไม่มีคำว่า "มวลมหาประชาชน" มีแต่คำว่า "พลังนิสิตนักศึกษา" ทางจังหวัดกำหนดให้เราเข้าไปทำงานได้เฉพาะพื้นที่ที่เป็นสีขาว หรือชมพูเรื่อๆเท่านั้น เหตุที่เรารู้การกำหนดพื้นที่ เพราะก่อนออกปฏิบัติในวันแรก จะมีผู้ใหญ่ทางจังหวัดมาต้อนรับ (ตอนนั้นนิสิตนักศึกษาเป็นคนสำคัญของประเทศจริงๆ...ขอบอกอีกครั้ง) และบรรยายสรุปให้ฟังว่าสถานการณ์การสู้รบในเขตจังหวัดน่านขณะนั้นเป็นอย่างไร ในวันนั้นทุ่งช้าง-ห้วยโก๋นยังคงเป็นสมรภูมิเลือดมีการปะทะกันอย่างรุนแรง ถือเป็นเขต Red Zone เลยทีเดียว กิ่งอำเภอนาน้อย (ในขณะนั้น ปัจจุบันยกฐานะเป็นอำเภอนาน้อย) ก็ยังคงมีการสู้รบหนักเช่นกัน นอกจากนี้ในพื้นที่อำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอเชียงกลาง ยังเป็นเขตการสู้รบ สรุปแล้วพื้นที่จังหวัดน่าน ในปีนั้นเป็นพื้นที่การสู้รบเกือบทั้งจังหวัด เท่าที่จำได้เราน่าจะออกปฏิบัติการเฉพาะในเขตอำเภอเมืองน่านเท่านั้น จำได้อีกว่า บางคืนเราไปนอนในตำบลที่อยู่ใกล้พื้นที่สู้รบในเขตอำเภอแม่จริมได้ยิน เสียงปืนกล ปืนใหญ่จากการสู้รบรัวถี่ยิบเป็นระยะ

และที่น่าน...เป็นครั้งแรกในชีวิตอีกเหมือนกันสำหรับการกินข้าวเหนียวกับแกงเขียวหวานไก่ และไข่เจียว มื้อแรกๆ เรายอมรับ...ว่า...กลืนไม่ลง มันคลื่นไส้พะอืดพะอมจริงๆ แต่นี่นับเป็นน้ำใจสุดๆของชาวบ้าน ปกติเขากินข้าวเหนียวกับน้ำพริก ผักต้ม ลาบคั่ว ลาบเลือด แต่เราเป็นแขกจากเมืองหลวง เขาจึงเชือดไก่มาแกงต้อนรับ เราปั้นข้าวเหนียวจิ้มน้ำพริกอยู่หลายวันกว่าจะปรับตัวได้ แต่...แค่ข้าวเหนียวกับแกงเขียวหวานไก่นะ ข้าวเหนียวกับไข่เจียว อย่างไรก็ไม่ได้ มันเลี่ยนเกินจะบรรยาย ที่จริงก่อนหน้านี้เราเคยไปออกค่ายอาสาสมัครที่ตำบลเหมืองจี้ อำเภอเมืองลำพูนมาก่อน แต่พวกเราหุงข้าวสวยและทำกับข้าวกินเอง ไม่ได้ไปอยู่กินกับชาวบ้านเหมือนในครั้งนี้ จึงยังไม่เคยสัมผัสอาหารพื้นบ้านจริงๆ

บางวันพี่พัฒนากรจะนัดให้เราพบปะพูดคุยชาวบ้านยามค่ำคืน สำหรับบางหมู่บ้านที่มีงานเก็บเกี่ยวในช่วงกลางวัน ชาวบ้านจะเลี้ยงเหล้าต้มเอง โอ้โฮ!! รสชาติเกินบรรยาย มันวาบวาบตามจุดที่น้ำเหล้าเคลื่อนจากลำคอลงสู่กระเพาะ แต่มันช่วยแก้หนาวได้จริง ในการพบปะพูดคุยกับชาวบ้าน ส่วนใหญ่ผู้ที่ทำหน้าที่วิทยากร คือ "แดง" หัวหน้าทีม "ธง" เป็นฝ่ายเสริมเรื่องฮาๆ ส่วนฝ่ายหญิงจะพูดถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยว่า ผู้หญิงมีบทบาทในการต่อสู้เรียกร้องอย่างไร

อีกอย่างสำหรับความประทับใจในหนาวนี้ที่น่าน คือช่วงตื่นเช้า ตอนล้างหน้าแปรงฟัน นี่มันสุดแสนทรมานจริงๆ น้ำล้างหน้าที่ตักจากตุ่มหรือจากบ่อน้ำ เย็นเยียบราวน้ำที่ผ่านการแช่จากช่องฟรีทในตู้เย็น เพียงไม่แข็งเป็นน้ำแข็งเท่านั้น อาบน้ำเช้านะหรือ...เชอะ!! เมินเสียเถอะ เราอาบน้ำกันวันละครั้งเท่านั้น ช่วงเที่ยงๆไม่เกินบ่ายสาม...น่าน...ในวันนั้น หนาวจับใจจริงๆ และนั่นคือครั้งแรก...กับหนาวนี้ที่น่าน...เพชรน้ำงามแห่งล้านนาตะวันออก

(โปรดอ่านต่อฉบับหน้า)