19 รัตนสังฆราชาพระบิดา แห่งสังฆมณฑลไทย

ตอนที่ 12 . สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
เรื่องพิเศษสดุดี 100 พระชันษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
ช่างภาพ: 

รัตนสังฆราชาพระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เชื้อพระวงศ์อีกพระองค์หนึ่ง ผู้ทรงพระปรีชาสามารถเรืองรองส่องแสงจรัสจ้าดุจเพชรน้ำเอก สมเป็นมหาปราชญ์ผู้เป็นศรีแห่งมหานคร ทรงมีพระจริยวัตรงดงามและทรงครองพระองค์อยู่ในสมณเพศมายาวนาน ด้วยพระเกียรติคุณอันโดดเด่น ทั้งในด้านงานบริหารและด้านวิชาการ จนทรงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สูงสุดเป็นอธิบดีสงฆ์ ทรงปกครองสังฆมณฑลไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระองค์ที่ 10 ทรงริเริ่มก่อตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัย เพื่อปรับปรุงระบบการศึกษาของภิกษุสามเณร ทรงริเริ่มให้มีการออกพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 ตรงกับ พ.ศ.2445 ที่ถือเป็นพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับแรกของไทย ทรงรอบรู้เชี่ยวชาญภาษาต่างๆ ทั้ง บาลี สันสกฤต อังกฤษ และฝรั่งเศส ทรงมีผลงานพระนิพนธ์ต่างๆ รวมกันมากกว่า 200 เรื่อง

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ประสูติ เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2403 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 47ใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) กับ เจ้าจอมมารดาน้อยแพ ประสูติ ณ ตำหนักหลังพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ เล่ากันว่าในวันที่ประสูตินั้น เกิดฝนตกใหญ่ไปทั่วกรุงเทพฯ ราวกับพญานาคให้น้ำ สมเด็จพระบรมชนก ทรงเห็นเป็นนิมิตมงคล จึงทรงพระราชทานนามว่า พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ อันเป็นมงคลนามที่เป็นนิมิตหมายว่าจะได้ทรงบรรพชาอุปสมบทในบวรพุทธศาสนาต่อไป กล่าวกันว่า สมเด็จพระราชบิดาได้ทรงตรวจดวงพระชะตากำเนิดแล้ว คงจะทรงทราบถึงกาลภายหน้า ว่าพระราชโอรสพระองค์นี้คงจะทรงเจริญรุดหน้ายิ่งยวดไปภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์เป็นอันแน่แท้นั่นเอง

ตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยก็ทรงกำพร้าพระมารดา เมื่อมีพระชนม์ได้เพียงหนึ่งขวบ จากนั้นก็ทรงอยู่ในความอุปถัมภ์ดูแลของ กรมหลวงวรเสฐสุดา หรือพระองค์เจ้าบุตรี พระราชธิดาในรัชกาลที่ 3 ซึ่งทรงเป็นเสด็จป้า แล้วต่อมาก็ทรงย้ายมาอยู่กับ ท้าวทรงกันดาร (ศรี) ผู้เป็นยาย ทรงเป็นผู้ใฝ่พระทัยในการศึกษามาแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงสนพระทัยเล่าเรียนภาษาบาลีตั้งแต่พระชนมายุได้ 8 พรรษา โดยทรงศึกษาจนสามารถแปลธรรมบทได้ก่อนที่จะทรงพระผนวชเป็นสามเณร ทรงมีครูฝรั่งเป็นผู้สอนภาษาอังกฤษให้เมื่อมีพระชนม์ราว 12 พรรษา รวมทั้งทรงศึกษาวิชาโหราศาสตร์กับครูผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย

ในปี 2416 เมื่อทรงมีพระชนม์ 14 พรรษา ก็ทรงเข้าบรรพชาเป็นสามเณรตามราชประเพณี ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว พร้อมกับเจ้านายพระองค์อื่นอีก2พระองค์ โดยมี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ในครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น กรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธุ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากทรงพระผนวชแล้วก็มาประทับ อยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงพระผนวชอยู่ 2 เดือนเศษ จากนั้นจึงทรงลาผนวช

พอถึงพระชนมายุครบ 20 พรรษา ก็ทรงพระผนวชอีกครั้ง โดยทรงอุปสมบทเป็นภิกษุ ณ วัดพระแก้ว เมื่อวันที่ 27มิถุนายน พ.ศ. 2422 มี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ พระจันทรโคจรคุณ (ยิ้ม จันทรังสี) วัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ โดยเสด็จมาประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

ครั้นแล้วในช่วงเข้าพรรษาของปีนั้นเอง เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯมาทรงถวายพุ่มพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตามราชประเพณี ได้เสด็จฯไปทรงถวายพุ่มพรรษา แด่พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ ซึ่งเพิ่งทรงพระผนวชใหม่ถึงกุฏิที่ประทับ พร้อมทั้งทรงกราบด้วยพระอาการเคารพอันเป็นอาการที่ไม่เคยทรงปฏิบัติต่อพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์อื่นที่ทรงพระผนวช ด้วยเหตุการณ์ในครั้งนี้เอง ทำให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงตัดสินพระทัยที่จะไม่ทรงลาผนวชอีกเลยนับแต่บัดนั้น ดังที่ทรงมีบันทึกอยู่ในหนังสือพระประวัติตรัสเล่าความว่า "เสด็จฯกุฏิเราทรงประเคนพุ่ม เราเห็นท่านทรงกราบด้วยเคารพอย่างเป็นพระ แปลกจากพระอาการที่ทรงแสดงแก่พระองค์อื่นเพียงทรงประคองอัญชลี เรานึกสลดใจว่า โดยฐานเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านก็เป็นเจ้าของเรา โดยฐานเนื่องในพระราชวงศ์เดียวกัน ท่านก็เป็นพระเชษฐาของเรา โดยฐานเป็นผู้แนะราชการพระราชทาน ท่านก็เป็นครูของเรา เห็นท่านทรงกราบแม้จะนึกว่าท่านทรงแสดงความเคารพแก่ธงชัยพระอรหันต์ต่างหากก็ยังวางใจไม่ลง ไม่ปรารถนาจะให้เสียความวางพระราชหฤทัยของท่าน ไม่ปรารถนาจะให้ท่านทอดพระเนตรเรา ผู้ที่ท่านทรงกราบแล้ว ถือเพศเป็นคฤหัสถ์อีก ตรงคำที่เขาพูดกันว่า กลัวจัญไรกิน เราตกลงใจว่าจะไม่สึกในเวลานั้น"

ครั้นทรงจำพรรษาได้หนึ่งพรรษาผ่านไป ก็ทรงย้ายไปจำพรรษา ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม อันเป็นสำนักของ พระจันทโคจรคุณ (ยิ้ม) ผู้เป็นพระอาจารย์ และต่อมาก็ได้ทรงอุปสมบทซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ตามธรรมเนียมของฝ่ายธรรมยุติ โดยเสด็จไปอุปสมบท ณ โบสถ์แพริมน้ำเจ้าพระยา หน้าวัดราชาธิวาส โดยในคราวนี้มีพระอุปัชฌาย์ คือ พระจันทโคจรคุณ (ยิ้ม) ส่วนพระกรรมวาจาจารย์ คือ พระธรรมไตรโลกาจารย์ (เดช ฐานจาโร)

เมื่อทรงอุปสมบทได้ 3 พรรษา ก็ทรงเข้าสอบแปลบาลีแบบปากเปล่า ต่อหน้าพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงเป็นประธานในการสอบ พร้อมด้วยพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ร่วมคณะกรรมการอีก 9 รูป ผลการสอบครั้งนั้น เจ้าพระคุณฯ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงสอบแปลรวดเดียวได้ 5 ประโยค ทรงเป็นพระมหาเปรียญ 5 ประโยคมาแต่คราวนั้น แล้วก็ทรงหยุดไว้เพียงนั้น ไม่ได้ทรงเข้าสอบแปลเปรียญอีกเลย

และในปีนั้น เมื่อทรงเป็นเปรียญ 5 ประโยคแล้ว ก็ทรงได้รับสถาปนาพระอิสริยยศเป็น กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นเจ้าคณะรองในธรรมยุติกนิกายเป็นพระองค์แรก ในพ.ศ.2424 นับว่าทรงเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ทรงมีพรรษากาลน้อยที่สุด คือ 3 พรรษาเท่านั้น ถึง พ.ศ.2434 อันเป็นที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สิ้นพระชนม์ลง จึงทรงได้รับโปรดเกล้าฯให้ทรงปกครองดูแลวัดบวรนิเวศวิหาร ในฐานะเจ้าอาวาสสืบต่อจาก สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ นับเป็นเจ้าอาวาสพระองค์ที่ 3 ของวัด

จากนั้นถัดมาอีก 2 ปี เป็นเวลาที่ทรงมีพรรษากาล 15 พรรษา ตรงกับ พ.ศ.2436 ทรงได้รับโปรดเกล้าฯ เลื่อนสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระราชาคณะเจ้าคณะใหญ่ คณะธรรมยุติ เป็นพระองค์ที่ 2

ในช่วงที่ทรงเป็นเจ้าอาวาสปกครองดูแลวัดบวรนิเวศวิหาร และทรงเป็นเจ้าคณะใหญ่แห่งสายธรรมยุตินี่เอง ที่ได้ทรงริเริ่มพัฒนากิจการพระศาสนาให้ก้าวรุดหน้าไปเป็นอันมาก โดยโปรดให้ภิกษุสามเณรที่บวชใหม่ได้เล่าเรียนพระธรรมวินัยเป็นภาษาไทย เพื่อให้เกิดความเข้าทั้งในส่วนพระธรรม และพระวินัยอย่างดียิ่ง ทรงสอนและสอบความรู้การเล่าเรียนพระธรรมวินัยแบบใหม่ด้วยพระองค์เอง ต่อมาไม่เพียงแต่ภิกษุ สามเณรใหม่เท่านั้นที่นิยมเรียนในแบบแผนใหม่ตามพระดำริของพระองค์ จึงทรงกำหนดให้เกิดหลักสูตรที่เรียกกันว่า "นักธรรม" อันเป็นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของสงฆ์มาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมในแบบใหม่ที่เป็นภาษาไทยควบคู่ไปกับภาษาบาลีตามแบบแผนที่มีมาแต่ดั้งเดิม

จนกระทั่ง ในพ.ศ.2436จึงโปรดให้จัดตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัย เพื่อเป็นสถานที่เล่าเรียนของพระสงฆ์ โดยโปรดให้จัดสอนการเล่าเรียนพระปริยัติธรรมของภิกษุ สามเณรตามแบบแผนใหม่ พร้อมไปกับการเรียนการสอนด้านวิชาการอื่นประกอบกันด้วย และโปรดให้มีการสอบด้วยการเขียนขึ้นเป็นครั้งแรก อันเป็นการวัดผลสอบด้วยข้อเขียนเป็นแห่งแรกชองเมืองไทย ภิกษุ สามเณรที่สอบไล่ได้ตามหลักสูตรนี้ ก็โปรดตั้งให้เป็นเปรียญด้วยเช่นเดียวกับการสอบตามแบบโบราณดังที่เรียกว่า สอบสนามหลวง แต่ผู้ที่สอบผ่านตามหลักสูตรใหม่นี้ทรงเรียกว่า "เปรียญมหามกุฏ" อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอบตามแบบใหม่นี้ ดำเนินไปได้เพียง 8 ปี ก็ต้องเลิกไปอย่างน่าเสียดาย ด้วยพระองค์ทรงมีพระภารกิจอื่นๆในคณะสงฆ์เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

ทั้งนี้หลังจากที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงก่อตั้งสถาบันการศึกษานี้ขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชดำรัสให้พระองค์ทรงช่วยปรับปรุงโรงเรียนสอนภาษาบาลี ชื่อ "มหาธาตุวิทยาลัย" ภายในวัดมหาธาตุขึ้นเป็น "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" เพื่อจัดการให้คณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายได้มีสถาบันการศึกษาชั้นสูงในลักษณะเดียวกัน ควบคู่ไปกับมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งสมัยนั้นเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูง และส่วนมากยังจำกัดอยู่แต่คณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต อย่างไรก็ตาม ต่อมา ทั้งมหามกุฏราชวิทยาลัย และมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต่างก็ต้องปิดตัวลงเนื่องเพราะยังติดขัดและขาดความพร้อมในหลายประการด้วยกัน จนกระทั่งมาในภายหลัง ในราว พ.ศ.2488 ที่มหามกุฏราชวิทยาลัย และใน พ.ศ.2490 มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งจึงได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเป็นมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอน และค้นคว้าวิจัยทางด้านพุทธศาสนาโดยเฉพาะดังเช่นในปัจจุบัน

ในส่วนของประชาชนทั่วไป ทรงส่งเสริมให้เกิดโรงเรียนสำหรับนักเรียนชายขึ้นตามวัดสาขาธรรมยุติต่างๆ เช่น โรงเรียนวัดบวรนิเวศ โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นต้น นอกจากนี้ยังทรงพัฒนาให้เกิดโรงเรียนเชลยศักดิ์ที่มีการเรียนการสอนแบบโรงเรียนประจำให้นักเรียนกินอยู่กับทางโรงเรียน ที่เป็นต้นแบบให้รัฐบาลและเอกชน รับมาดำเนินการในเวลาต่อมา

เมื่อมีการเรียนการสอน โปรดฯให้มีการจัดตั้งโรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย สำหรับพิมพ์หนังสือและตำราเรียนเป็นจำนวนมากเพื่อให้นักเรียนใช้ศึกษาเล่าเรียน และยังโปรดฯให้ออกนิตยสารเป็นรายเดือน ในชื่อ ธรรมจักษุ เพื่อเผยแผ่พระธรรมวินัยออกไปให้แพร่หลาย โดยสถานที่ตั้งของโรงพิมพ์ ก็ตั้งอยู่ที่โรงพิมพ์หลังเดิม ที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างขึ้นเมื่อครั้งยังทรงพระผนวชที่วัดบวรนิเวศวิหาร แท่นพิมพ์ก็ทรงใช้แท่นพิมพ์ที่เคยใช้สำหรับจัดพิมพ์พระไตรปิฎก ในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นั่นเอง

สำหรับนิตยสารธรรมจักษุ เป็นนิตยสารที่มีเนื้อหาส่งเสริมพระพุทธศาสนาในแง่มุมต่างๆ ถ่ายทอดพระธรรมคำสอน ตลอดจนเผยแพร่ข่าวสาร รวมทั้งกิจการของมหามกุฏราชวิทยาลัย อีกทั้งยังเป็นแหล่งสำคัญที่เปิดพื้นที่ให้กับบรรดาภิกษุ สามเณรที่เป็นนักเรียนของมหามกุฏราชวิทยาลัยได้ฝึกปรือในการแปลอรรถกถา ตลอดจนเขียนบทความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของพุทธศาสนา

ในปี 2441 ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริจะขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนไปทั่วราชอาณาจักร จึงทรงอาราธนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ที่ครั้งยังทรงเป็น กรมหมื่นวชิรญาณรวโรรส ให้ทรงรับไปดำเนินการ จึงทรงเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาระดับประถมในประเทศไทย โดยมีวัดเป็นโรงเรียน เพื่อความสะดวกและเหมาะสมกับงบประมาณ โดยมีพระเป็นผู้สอน มีมหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นต้นแบบในเรื่องหลักสูตร และการฝึกหัดครูสำหรับออกไปทำการสอน

นอกจากนี้ยังโปรดฯให้มีการจัดการดูการปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย เพื่อเอื้อให้เกิดการพัฒนาตัวเอง และสร้างความเจริญพัฒนาให้กับบ้านเมือง จึงเป็นเหตุให้เกิด พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ขึ้นเป็นฉบับแรก ดังที่เรียกว่า พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 มีการแบ่งคณะสงฆ์ออกเป็น 4 คณะ คือ คณะเหนือ คณะใต้ คณะธรรมยุติกา และคณะกลาง มี สมเด็จพระราชาคณะ เป็นเจ้าคณะ มีพระราชาคณะ เจ้าคณะรอง คณะละรูป ซึ่งพระเถระทั้ง 8 รูป ให้ถือเป็นตัวแทนการทำงานร่วมกันของคณะสงฆ์ ดังที่เรียกกันว่า มหาเถรสมาคม อันนับเป็นองค์กรสูงสุดของทางคณะสงฆ์ รวมทั้งยังเป็นที่ทรงปรึกษาด้านการพระศาสนาในพระมหากษัตริย์อีกด้วย

หลังจากมีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ขึ้นแล้ว จึงโปรดฯให้ตั้งผู้อำนวยการศึกษามณฑลต่างๆ เป็นเจ้าคณะมณฑล ทำหน้าที่บำรุงพุทธศาสนาควบคู่ไปกับอำนวยการศึกษาให้กับกับกุลบุตรทั้งหลาย ตามวัดในมณฑลนั้นๆให้เจริญรุ่งเรือง

บ้านเมืองในช่วงเวลาที่มีการตราพระราชบัญญัตินี้ เป็นช่วงที่ว่างสมเด็จพระสังฆราช เพราะนับแต่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สิ้นพระชนม์ ในปี 2434 แล้ว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ก็มิได้โปรดฯแต่งตั้งพระเถระรูปใดให้ดำรงสมณศักดิ์นี้อีกตลอดรัชกาล แต่มีการแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่ 4 รูป โดยมิได้ขึ้นแก่กันและกัน เมื่อคราวที่มีกิจอันจะพึงทำร่วมกัน เจ้าคณะใหญ่รูปใดมีสมณศักดิ์สูง เสนาบดีกระทรวงธรรมการก็รับพระบรมราชโองการสั่งไปทางเจ้าคณะรูปนั้น และในลักษณะนี้ก็เท่ากับว่า มหาเถรสมาคมในฐานะองค์กรสูงสุดของคณะสงฆ์อยู่ในฐานะเป็น "ที่ทรงปรึกษา" ทำหน้าที่ถวายคำแนะนำในเรื่องกิจการพระศาสนา และคณะสงฆ์ผ่านทางเสนาบดี กระทรวงธรรมการ เท่านั้น

ในเวลานั้น เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น กรมหมื่น ทรงสมณศักดิ์ สูงกว่าเจ้าคณะทั้งปวง จึงทรงพระกรุณาโปรดฯให้เป็นการก (เป็นภาษาโบราณ) ซึ่งก็คือประธาน ในที่ประชุมมหาเถรสมาคม เสมอเหมือนกับทรงปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช มาจนตลอดรัชกาล โดยใน พ.ศ.2449 ทรงได้รับโปรดเกล้าฯอีกครั้งหนึ่ง โดยทรงได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯเลื่อนเป็น กรมหลวง อันนับเป็นการเลื่อนสมณศักดิ์เป็นครั้งสุดท้ายในรัชกาลนี้ เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต ในปี 2453

เมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 6 มีพระบรมราชโองการโปรดฯให้ตั้งพระราชพิธีมหาสมณุตมาภิเษก ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงสถาปนาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส เป็น สมเด็จกรมพระยา ทรงสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระมหาสมณะ อันเป็นตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราช นั่นเอง ในการพระราชพิธีนี้ ตรงกับวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2453

ในปีถัดมา พ.ศ.2454 เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงปรับปรุงการปกครองคณะสงฆ์เป็นการใหญ่ และด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล ทรงห่วงใยในความเป็นไปของคณะสงฆ์ ที่ทรงต้องการให้เกิดความเจริญก้าวหน้าด้วยดี มิให้เกิดมลทินมัวหมองโดยยากที่จัดการและบริหารงานคณะสงฆ์ให้เกิดความรุ่งเรือง จึงทรงเสนอให้มอบหมายอำนาจในการปกครองคณะสงฆ์ให้อยู่ในการดูแลปกครองของคณะสงฆ์ด้วยกันเอง ด้วยทรงเห็นว่า พระย่อมเข้าใจในเรื่องของพระด้วยกันเองดีกว่าคฤหัสถ์ ซึ่งมิใช่พระ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริเห็นชอบด้วยในข้อนี้ จึงทรงตัดสินพระทัยมอบกิจการทั้งปวงอันเกี่ยวเนื่องกับพระศาสนาถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ผู้ทรงเป็นมหาสังฆปริณายก ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2455 ดังนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ จึงทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกของไทย ที่ทรงปกครองคณะสงฆ์โดยตรงด้วยพระองค์เอง เป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจครั้งสำคัญ จากที่คณะสงฆ์เคยถูกปกครองโดยคฤหัสถ์ มาเป็นคณะสงฆ์ขึ้นตรงอยู่กับสมเด็จพระสังฆราช นับเป็นการบริหารจัดการกันเองในระหว่างหมู่สงฆ์ อันเป็นการปกครองโดยตรงของคณะสงฆ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกที่เสด็จตรวจการณ์คณะสงฆ์ไปตามหัวเมืองต่างๆ เกือบทั่วราชอาณาจักร และเสด็จไปเป็นประจำทุกปีมิได้ขาด จนกระทั่งในช่วงปีท้ายๆของพระชนมชีพที่ทรงพระประชวร จึงมิได้เสด็จออกไปยังหัวเมืองห่างไกลดังแต่ก่อน ในการเสด็จออกไปตรวจการณ์คณะสงฆ์ยังท้องถิ่นห่างไกลอยู่เนืองๆนี่เอง ทำให้ทราบถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น และทรงมีวิธีแก้ไขให้ลุล่วงด้วยดี โดยทรงปรับปรุงแก้ไข และบริหารงานคณะสงฆ์ได้อย่างสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ

ดังนี้ ด้านการพระศาสนา ทรงเน้นส่งเสริมพัฒนาภิกษุ สามเณร ให้มีความรู้ความสามารถในพระธรรมวินัย เพื่อให้สามารถสั่งสอนประชาชนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ด้านการคณะสงฆ์ ทรงจัดระเบียบคณะสงฆ์ถูกต้องตรงตามพระวินัยและเข้าที่เข้าทางมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการประพฤติปฏิบัติของภิกษุ สามเณร เช่น ระเบียบเกี่ยวกับพระอุปัชฌาย์ การบรรพชาอุปสมบท การปกครองดูแลภิกษุ สามเณร และศิษย์วัด การวินิจฉัยอธิกรณ์ ระเบียบเกี่ยวกับสมณศักดิ์ พัดยศ นิตยภัต ดวงตราประจำตำแหน่ง เป็นต้น ด้านการศึกษา ทรงปรับปรุงและส่งเสริมการศึกษาของคณะสงฆ์ให้มีความทันสมัย โดยให้สามารถเรียนรู้พระธรรมวินัยได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องใช้เวลาในการเรียนนาน และให้มีความรู้รอบทั้งในด้านทางโลกและทางธรรม ทรงพยายามที่จะจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วยการจัดตั้งโรงเรียนของมหามกุฏราชวิทยาลัย เพื่อให้เกิดการเรียนการสอนวิชาการสมัยใหม่ ดังที่เรียกกันว่า มหาวิทยาลัย แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าในกาลสมัยของพระองค์ การจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยดังกล่าวยังไม่บรรลุสู่ความสำเร็จ แต่มีการจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกขึ้นในเมืองไทยในยุคสมัยต่อมา นั่นคือ สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ที่ถือกำเนิดขึ้น ใน พ.ศ.2488

ขณะที่การศึกษาสำหรับลูกหลานประชาชนทั่วไป ทรงใช้เวลาในการจัดการศึกษาขั้นประถมศึกษาอันเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานของชาติได้สำเร็จในเวลา 5 ปี ถือได้ว่าทรงเป็นผู้ให้กำเนิดการศึกษาขั้นประถมของไทย สำหรับผลงานพระนิพนธ์ เนื่องจากทรงรอบรู้ภาษาต่างๆทั้ง บาลี สันสกฤต ฝรั่งเศส และอังกฤษ จึงทรงพระนิพนธ์หนังสือต่างๆเป็นจำนวนมาก เช่น หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี โท เอก ทั้งหมด หลักสูตรบาลีไวยากรณ์ทั้งชุด ทรงมีพระราชนิพนธ์ ทั้งหมดกว่า 200 เรื่อง

มาในปี 2464 อันเป็นปีที่ทรงมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา และทรงอยู่ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช มาเป็นเวลา 10 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์จะทรงเฉลิมพระเกียรติเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ให้ยิ่งๆขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สถาปนาเปลี่ยนคำนำพระนาม เป็น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เพื่อเฉลิมพระเกียรติสืบไปชั่วกาลนาน พระนามที่ "สมเด็จพระมหาสมณเจ้า" จึงมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นครั้งแรก โดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นพระองค์แรกที่ทรงได้รับถวายคำนำหน้าพระนามนี้ และดังนั้น จึงมีการถวายคำนำหน้าพระนามแด่สมเด็จพระสังฆราช ที่เป็นเชื้อพระวงศ์ และทรงได้รับถวายมหาสมณนุตภิเษก ในแต่ก่อนมาอีก 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 7 ในสมัยรัชกาลที่ 4 และ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 8 ในสมัยรัชกาลที่ 5

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงประชวรด้วยวัณโรค พระอาการเรื้อรังเป็นเวลานาน จนถึง พ.ศ.2464 ที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา พระอาการกำเริบมากขึ้น จึงเสด็จทางเรือไปรักษาพระองค์ทางชายทะเลที่จังหวัดสงขลา แต่พระอาการก็ไม่ดีขึ้น จึงเสด็จกลับกรุงเทพฯ โดยทางรถไฟ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2464 เมื่อถึงวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2464 เวลา 10.35 น. ก็สิ้นพระชนม์ สิริรวมพระชนมายุ 61 พรรษา 3 เดือนเศษ ทรงครองวัดบวรนิเวศวิหาร 30 ปี ทรงดำรงตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราช 10 ปี กับ 7 เดือนเศษ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ถวายพระเพลิงพระศพ ณ เมรุท้องสนามหลวง นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงในแวดวงพระพุทธศาสนา ตลอดจนปวงชนทั้งหลาย ทรงเป็นที่อาลัยรักยิ่งนักของมหาชน ด้วยทรงมีคุณูปการแก่วงการพระศาสนา วงการศึกษา และทรงเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าไปเป็นอันมาก

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า