คืนหนาวอันยาวนาน ณ หมู่บ้านแม่ออ

ร้อยเรื่องเมืองไทย
ช่างภาพ: 

ยามเช้าอันหนาวเหน็บรอจนหมอกเริ่มจาง เราเดินทางจากอำเภอปาย ใช้เส้นทาง 1095 มาทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน ถึงดอยกิ่วลมระหว่างทางปาย-ปางมะผ้า ด้วยอาการหิวจนตาลาย โกโก้ร้อนกับขนมเค้กที่รองท้องกันมาจากร้าน "หลงรักกาแฟ" ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไร เราจอดรถถ่ายภาพพลางมองหามื้อเช้า ในที่สุดก็ได้อาศัยซื้ออาหารจากร้านชนเผ่าเล็กๆบนลานโล่งริมทาง แล้วหอบหิ้วขึ้นไปกินบนจุดชมวิว อากาศหนาวๆ เจอมื้อเช้าหนักๆ เป็นข้าวเหนียวดำนุ่มมือกับไข่ปิ้งอุ่นๆ เหยาะซอสแม็กกี้ ทำให้ซึ้งเลยว่าทำไมชาวเขาจึงตั้งชื่อว่าข้าวเหนียวพันธุ์นี้ว่า (อร่อย) "ลืมผัว"

หลังจากอิ่มท้องก็ล้างมือ แล้วเดินทางต่อจนมาถึงจุดชมวิวปางมะผ้า จอดรถชมคุณยายชาวเขาเป่าเครื่องดนตรีให้ฟังจนจบเพลง แล้วเดินทางต่อผ่านถ้ำปลาไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก็เลี้ยวขวาเข้าเส้นทางไปน้ำตกผาเสื่อและบ้านรักไทย เป็นถนนลาดยางอย่างดีตลอดเส้นทาง มีบางช่วงต้องขึ้นเขาสูงชัน ควรเช็คระบบเบรก คลัตช์ ให้ดีก่อนใช้ทางเส้นนี้ด้วยค่ะ เราต้องเดินทางต่อไปอีก30 กว่ากิโลเมตร ตามเส้นทางจะผ่านน้ำตกผาเสื่อ ทางเข้า พระตำหนักปางตอง จนกระทั่งถึงบ้านนาป่าแปก จะมีทางแยกซ้ายมือเหมือนทางเข้าหมู่บ้าน (จุดสังเกต ก่อนที่จะถึงก็คือ จะมีสะพานข้ามห้วยชื่อว่า "ห้วยมะเขือส้ม") ตรงทางแยกสังเกตป้ายให้ดีๆ เพราะมีป้ายมากมาย ณ จุดนี้ ต้องมองหาป้ายเล็กๆที่เขียนว่า "โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)" แล้วจึงเลี้ยวเข้าไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร ถนนจะผ่านเข้าสู่หมู่บ้านห้วยมะเขือส้ม เราขับรถผ่านแยกทางเข้าบ้านรวมไทย (ปางอุ๋ง) ไป เพราะจุดหมายปลายทางของเราคือหมู่บ้านแม่ออ (หมู่บ้านรักไทย) ที่อยู่อยู่สุดถนนสายนี้ค่ะ

บ้านแม่ออ (บ้านรักไทย) เป็นหมู่บ้านสุดท้ายติดชายแดนเมียนม่าร์ (พม่า) ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนาน อดีตทหารจีนคณะชาติ (กองพล 93) "ก๊กมินตั๋ง" ที่อพยพมาตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง หมู่บ้านนี้อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 1,776 เมตร จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกชาพันธุ์ดีและพืชเมืองหนาว มีอ่างเก็บน้ำเพื่อการเกษตรทิวทัศน์สวยงามเช่นเดียวกับปางอุ๋ง ชาวจีนส่วนใหญ่ยังคงรักษาประเพณี และมีวิถีชีวิตเรียบง่าย ประกอบอาชีพด้วยเกษตรกรรม และมีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยว ชื่อเดิมที่เคยเรียกกันว่า "แม่ออ" มาจากภาษาจีนว่า หมี่ออ แปลว่า ข้าว เพราะครั้งนั้นใช้บริเวณนี้เป็นที่เก็บเสบียง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นหมู่บ้านรักไทย ช่วงเทศกาลตรุษจีนหมู่บ้านนี้สนุกสนานมีสีสัน ชาวบ้านทุกคนใส่ชุดประจำชาติ ตกแต่งบ้านเรือนตามแบบประเพณี มีการละเล่นพื้นเมืองและจัดให้มีเทศกาลชิมชาควบคู่ไปด้วย บ้านรักไทยจึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อในเรื่องของชาและขาหมูหมั่นโถว ไฮไลท์ของหมู่บ้านนี้คือ อาหารจีนยูนนาน เมนูที่ขึ้นชื่อ เช่น ขาหมู-หมั่นโถ และหมูพันปี ละลายในปาก นอกจากนี้ยังมีพืชผักตามฤดูกาล เช่น เดือนสิงหาคม - กันยายน จะมีหน่อไม้น้ำ เป็นพืชที่เจริญเติบโตตามลำห้วยและที่ชื้น ลำต้นคล้ายต้นกก แต่รสชาติเหมือนหน่อไม้ ในฤดูหนาวของโปรดคือ โอซุ่น ใบมีสี และลักษณะคล้ายต้นโกศล ทั้ง 2 ชนิด ใช้ส่วนโคนของลำต้น มาหั่นสไลซ์บาง ๆ แล้วไปผัดกับน้ำมัน ว่ากันว่าอร่อยเด็ด

บ้านรักไทยยังมีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใครด้วยบ้านดินที่มีสีสันสวยงาม อีกทั้งมีเส้นทางเดินชมไร่ชา เป็นแนวยาวตามเนินเขารอบๆ ศึกษาวิธีการปลูก - เก็บใบชา ชมการอบใบชา และเดินเล่นรอบหมู่บ้านชมชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนในวิถีชีวิตของชาวจีนยูนนาน โดยมีมัคคุเทศก์น้อยคอยพาชมบ้านเรือน แนะนำผู้อาวุโสและสถานที่ฐานปฏิบัติการของกองกำลัง รวมถึงคุกดินที่คุมขังนักโทษ ทั้งยังมีการขี่ม้าพานักท่องเที่ยวข้ามแดนไปฝั่งพม่าอีกด้วย ที่พักในหมู่บ้านรักไทยมีทั้งโฮมสเตย์ เกสต์เฮ้าส์บ้านดิน และที่พักกึ่งรีสอร์ท แบบสไตล์จีนยูนานดั้งเดิม คืนนี้เราตัดสินใจค้างในหมู่บ้านรักไทย เพราะที่พักยังว่างอยู่หลายแห่งและแต่ละที่ค่อนข้างใหม่สะอาด ที่สำคัญสะดวกเรื่องอาหารการกิน สามารถมองหาร้านอาหาร ร้านขายสินค้าของฝาก (ชาเขียว ชาอู่หลง ชามะลิ บ๊วยจีน ลูกท้อ เสื้อ รองเท้าจีน) รอบศาลารวมใจบริเวณกลางหมู่บ้าน และริมอ่างเก็บน้ำ

อากาศที่นี่หนาวเย็นเป็นปกติในเดือนมกราคม ตอนกลางวันประมาณสิบกว่าองศาเซลเซียส เราเก็บข้าวของเข้าที่พัก ก่อนจะออกมาทานอาหารเย็นที่ร้านชื่อดังริมอ่างเก็บน้ำ นักท่องเที่ยวมากจนโต๊ะเกือบเต็ม มีสาธิตการดื่มชาให้ชมและเสิร์ฟชาอุ่นๆ ให้ดื่มฟรีตลอดมื้อ อิ่มข้าวแล้วเราก็เดินเล่นย่อยอาหาร ไปรอบๆอ่างเก็บน้ำ นอกจากเสียงเพลงแผ่วๆ แว่วมาจากร้านอาหารแล้ว ที่เหลือก็เป็นเสียงหรีดหริ่งเรไรร้องระงมกับเสียงลมหายใจของเราเท่านั้น

สองทุ่มกว่าๆเราเดินตัวสั่นกลับเข้ามาบ้านพัก เสื้อยืดแขนยาวหนาๆสองตัวซ้อนกับเสื้อกันหนาวสองชั้นที่มีขนสัตว์ฟูฟ่องในฮู้ดคลุมศีรษะกันความชื้นจากหมอกแทบไม่อยู่ ลองเช็คสภาพอากาศจากโปรแกรมในโทรศัพท์มือถือ โอ้แม่เจ้า อุณหภูมิตอนกลางคืนที่หมู่บ้านรักไทยลดเหลือ7องศาเซลเซียส ไม่ต้องถามว่า "มีใครอาบน้ำมั้ย" แม้มีเครื่องทำน้ำร้อนให้ ทุกคนก็ตัดสินใจตรงกันว่า "ไม่อาบ" เรานอนคุยกันจนดึกแล้วเผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนตีสาม เพื่อออกมานั่งดูดาวเต็มฟ้า ริมขอบประเทศไทย ณ ระเบียงโล่งบนชั้นสองของบ้าน ตั้งใจเก็บบรรยากาศลมหนาวและดาวเดือนไว้ในความทรงจำให้มากที่สุด...แสงดาวกะพริบพรายทั่วผืนฟ้า เห็นกลุ่มดาวเรียงตัวเชื่อมต่อกันเป็นรูปร่างต่างๆ ดาวจระเข้ ดาวเต่า ดาวไถ ตามแต่จินตนาการสามมิติจะสร้างให้เห็นในห้วงอวกาศ...เป็นคืนหนาวอันยาวนานที่อบอวลไปด้วยความรักความ...และความเข้าใจในการเดินทางร่วมกันจนมาถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้

เช้าวันรุ่งขึ้นเราตื่นขึ้นมาถ่ายภาพนักเรียนตัวน้อยเดินสะพายกระเป๋าหนังสือใบใหญ่มาสวัสดีคุณครูหน้าประตูโรงเรียน แล้วพากันเดินถ่ายรูปไปรอบๆอ่างเก็บน้ำ เรานั่งมองสายหมอกกลุ่มหนึ่งไหลตัวผ่านผิวน้ำไปอย่างรวดเร็วเมื่อมีลมแรงพัดผ่าน แล้วอีกกลุ่มก็เคลื่อนตัวแผ่คลุมผิวน้ำเข้ามาใหม่ นั่งมองอยู่อย่างนั้นเป็นนานอย่างไม่รู้เบื่อ พลันให้รู้สึกภูมิใจแทนคนที่อยู่ที่นี่จริงๆ แม้เขาต้องระหกระเหินจากบ้านเกิดเข้ามาอย่างยากไร้ แต่ได้พึ่งพระบรมโพธิสมภารจนมีผืนดินทำกิน สร้างหลักฐานบ้านช่อง สร้างครอบครัวจนเจริญรุ่งเรือง เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมอย่างที่สุด เราเดินกลับมาที่พักเพื่อเตรียมเก็บข้าวของออกเดินทางไป "ปางอุ๋ง" ป่าสนแสนสวยที่เป็นเหมือนดังภาพวาดในเทพนิยาย ระหว่างขนสัมภาระขึ้นรถ เจ้าของที่พักก็หิ้วเหยือกแก้วสีขาวใสใส่ชาสีเหลืองอุ่นๆ กับกาแฟกลิ่นหอมกรุ่นมาเสิร์ฟพร้อมข้าวจี่งาซึ่งคนที่นี่เรียกว่า "ข้าวปุก" เพราะในขั้นตอนการทำมีเสียงทุบดังปุกๆ เรานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวหนาหนัก ตัวที่ตั้งอยู่ข้างๆเจ้าของบ้าน พ่นควันออกปากแข่งกัน กินกันไปคุยกันไปสานสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน จนถึงเวลาที่ต้องโบกมือลาเพื่อต้องไปต่อ...โอกาสหน้าเราจะร้อยเรียงเรื่องราวสวยงามจากทั่วแคว้นแดนไทยมาฝากคุณผู้อ่านอีกค่ะ...สัญญา...