พูดไปสองไพเบี้ย

สายลม...แสงแดด

บอกกับตัวเองว่า "ถ้าเก่งจริงก็หุบปากให้แน่นสนิทเข้าไว้"

มีหลายครั้งที่เราควรจะหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกัน แต่ในอีกหลายๆ ครั้ง บางครั้งวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือ อดทน และหุบปากปิดแน่นให้เหมือนหอยลายผัดพริกเผาที่คนเขาแงะกินไม่สำเร็จนั่นเลยทีเดียว (ช่วงหลังๆ หาร้านกินเมนูนี้ไม่ใคร่ได้ พยายามแกะแทบตาย พอแงะออกมาเห็นมีแต่เปลือกหอยอบโคลน ใครเจอตัวหอยที่สาบสูญไปขอให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้วย)

วิธีนี้ภาษาไทยเรียกว่า "พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง"

บางครั้งความแข็งแกร่งของมนุษย์เราก็ทดสอบได้ด้วยการ เก็บอั้นเอาไว้ เหมือนฉี่ตอนหาห้องน้ำเข้าไม่ได้...เอ่อ เปรียบเป็นเขื่อนเห็นจะฟังดูมีสุขภาพดีกว่า เพราะการอั้นฉี่นั้นไม่ดีนะเออ

เปรียบเป็นเขื่อน ข้อสำคัญคือต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรระบายน้ำที่ไหน กับใคร ไม่งั้นเดี๋ยวเขื่อนแตกจะท่วมเราตายอีก

แต่ประเด็นคือ พลังแห่งการชนะใจตัวเองนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นกำลังภายในอย่างหนึ่ง สั่งสมไว้บ้างแทนที่จะเอาออกมาปล่อยใส่คนอื่นหมด ปราชญ์หลายท่านว่าชนะคนอื่นไม่สู้ชนะใจตนเอง

ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะว่าคนจำนวนมาก (บางทีอาจจะรวมทั้งสุดแสงดาวด้วย) เป็นคนชนิดที่ "เสียใจไม่ว่าแต่เสียหน้าไม่ได้" เคยไหม...บางครั้งรู้ว่าตัวเองผิดแล้วนะ หรือบางทียังไม่รู้หรอกแต่คลางแคลงใจสงสัยว่าตัวเอง "อาจจะผิดก็ได้" แต่เถียงมานานแล้วนี่ ยังไงก็ต้องเอาให้ชนะ ต้องดันทุรังเอาให้ตัวเองถูกให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเสียอะไรไปบ้างระหว่างทาง

ถ้าบอกว่าไม่เคย ให้ลองคิดใหม่อีกครั้ง ถ้าคำตอบยังคงเป็น "ไม่เคย" ไม่ใช่ว่าคุณเป็นคนเก่งมากๆ ที่ไม่เคยผิดเลยหรือผิดแล้วใจนักเลงยอมรับแต่โดยดีตลอด ก็เป็นคนกลัวเสียหน้ามากๆ นั่นแหละ

ซึ่งการกลัวเสียหน้าไม่ใช่เรื่องน่าอับอายอะไร มนุษย์ที่ไหนก็ไม่ชอบเสียหน้าทั้งนั้น เว้นแต่เป็นโรคจิต อาจจะมาโซคิสม์แบบอ่อนๆ ชอบขายหน้า คนปกติส่วนใหญ่ก็อยากจะถูก จริงไหม...หรือไม่จริง อย่างสุดแสงดาวเป็นต้น อยากจะแพงมากกว่าถูก...ไม่ใช่ละ หมายถึงว่า คนปกติส่วนใหญ่ก็อยากจะเป็นฝ่ายถูกต้องกันทั้งนั้นละน่า ไม่เห็นมีใครอยากทำผิดพลาดแม้ว่ามนุษย์เราจะผิดพลาดกันอยู่ตลอดเวลาก็ตามที

ไม่ใช่ว่าอยากชนะคะคานอะไรหรอก แต่ตอนหลังๆ นะอีโก้ หรือแปลเป็นภาษาพระได้ว่า "ตัวกู" มันพาไป

สามสี่ปีมาแล้วมีหนังจีนเรื่อง "ยอดกระบี่เงาปีศาจ" เข้ามาฉาย ช่องอะไรก็ไม่รู้ละจำไม่ได้ เห็นญาตินั่งดูอยู่ สุดแสงดาวเลยเข้าไปขอแจมมั่งเป็นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างลูกพี่ลูกน้อง ก็มีมุกตลกตามสไตล์หนังจีนพากย์ไทยนั่นแหละ พระเอกฝีมือห่วยแตกแต่ดันใจกว้างไปออกรับช่วยแก้ตัวแทนเพื่อนให้รอดจากการโดนไล่ออกจากสำนัก เลยโดนลงโทษให้ไปแช่น้ำเย็นกับเพื่อนคนนั้นแล้วก็ไปขอกอดเพราะความหนาว เลยโดนเพื่อนชกกระเด็นออกมา ดูขำๆ สนุกดี แต่ชอบเพลง "คือฉัน ผู้ชนะ" ประกอบเรื่องที่ร้องเป็นภาษาไทยว่า "ได้เป็นหนึ่ง ได้สมใจ ได้ยิ่งใหญ่กว่าใครในเกมนี้ มองกลับไป ไม่เหลือใครเมื่อฉันมองไปทั่วแดน ไม่มีใครเคียงคู่ใจ เหลือเพียงแต่บุญคุณกับความแค้น นี่น่ะหรือคือสงครามที่ฉันต้องการ"

เคยอ่านนวนิยายกำลังภายในของ "โก้วเล้ง" อยู่สองสามเรื่อง หนึ่งในนั้นคือเรื่องลูกปลาน้อยเซียวฮื้อยี้ หรือเจาะต่อซังเกียว คนวิเคราะห์เขาว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่โก้วเล้งฉีกแนวกำลังภายในเก่าๆ ที่ตอนนั้นมีอยู่เกลื่อนเมืองแนวบุญคุณความแค้นในยุทธภพ ที่สะสางความแค้นไม่จบสิ้น ฆ่ากันไปฆ่ากันมาตายไม่หมดเสียที

สำหรับคนที่ไม่เคยอ่าน "เซียวฮื้อยี้" เป็นลูกชายฝาแฝดคนเล็ก มีพี่ชื่อ "ฮวยบ่อข่วย" พ่อแม่โดนฆ่าตายตั้งแต่สองคนนี้เกิด เพราะประมุขวังบุปผาแค้นที่หลงรักพ่อของทั้งคู่แต่กลับโดนเมิน ฆ่าแล้วยังไม่หายแค้นก็วางแผนจะให้พี่น้องฆ่ากันเอง โดยส่งเซียวฮื่อยี้ไปไว้ในมือเพื่อนสนิทของพ่อที่ในยุทธจักรเขาว่าเป็น "ฝ่ายธรรมะ" แล้วเก็บฮวยบ่อข่วยไว้เลี้ยงเองในวังบุปผา ซึ่งถือว่าเป็น "ฝ่ายอธรรม" คาดหวังเอาไว้ว่าวันหน้าเมื่อสองพี่น้องได้พบกันโดยไม่รู้ว่าเป็นพี่น้องกันมาก่อน (เซียวฮื่อยี้โดนคมอาวุธบาดที่หน้าเลยโตขึ้นมาหน้าไม่เหมือนพี่ชาย) จะต้องตรงเข้าห้ำหั่นกันจนตายไปข้างหนึ่งแน่เพราะอยู่คนละฝ่าย จากนั้นการแก้แค้นขั้นลึกล้ำสุดยอดก็คือนางจะบอกคนที่รอดชีวิตว่าทั้งสองเป็นพี่น้องกัน คงกะว่าให้เสียใจคลุ้มคลั่งเสียจริตกันไปเลย

แต่เหตุการณ์พลิกผัน เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นและเซียวฮื่อยี้ก็ดันถูกเลี้ยงให้โตขึ้นมาโดยเจ็ดคนโหด นี่แหละเลยเป็นเหตุให้พระเอกของโก้วเล้งเรื่องนี้ไม่ธรรมดา แล้วก็ไม่สนใจต่อบุญคุณความแค้นแม้จะเป็นของพ่อแม่ตัวเองก็ตาม เพราะ "จะเอาความแค้นของคนรุ่นก่อนมาแบกเอาไว้ทำไม" ประมุขวังบุปผากลุ้มใจแย่ไป แต่ยังเหลืออีกคนให้กดดันคือฮวยบ่อข่วยที่นางเลี้ยงมากับมือ เรื่องนี้ก็เลยมีอะไรให้ลุ้นต่อไป ว่าสรุปสองพี่น้องนี้จะรอดไหม หรือว่าใครจะรอด

แต่จุดยืนของตัวละครเอกเรารู้อยู่แล้ว เขาชอบแกล้งคนไปวันๆ ยิ่งกว่าจะไปแก้แค้นใคร

คำสอนจากฝั่งตะวันตกก็มี ท่านว่า "อย่าทะเลาะกับคนโง่ เพราะคนที่ดูอยู่นั้นแยกไม่ออกหรอกว่าใครโง่"

เลยไม่รู้ว่าใครโง่กว่า คนโง่หรือคนที่ทะเลาะกับคนโง่ หรือคนที่ดูอยู่ เพราะอาจจะโง่มากก็ได้เลยแยกไม่ออกว่าคนไหนโง่กว่าคนไหน หรือว่าที่จริงแล้ว เราต่างก็โง่เขลาด้วยกันทั้งนั้น แต่เป็นในบางเวลา บางจังหวะ บางเรื่องบางตอน มีใครคนไหนหรือที่จะฉลาดเลิศล้ำอยู่ได้ทุกเรื่องทุกเวลาเหมือนเซเว่นเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง อย่างนั้นก็ควรจะส่งเทียบไปเชิญมาเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยครูแล้ว จะได้ช่วยกันฉลาดทั้งประเทศ และก้าวไกลไปจนทั้งโลก

คนที่รู้ตัวว่าตัวเองโง่นั้น อย่างน้อยก็ยังจัดอยู่ในบัวประเภทที่สาม ยังพอสอนได้ แต่คนโง่ที่คิดว่าตัวเองฉลาดนั่นแหละ ที่เราไม่ควรไปยุ่งด้วย เพราะขนาดพระพุทธเจ้ายังโบกมือบายคนพวกนี้แล้ว มนุษย์ธรรมดาเดินดินกินข้าวแกงมื้อละ 40 บาทอย่างเราจะไปมีปัญญาอะไร

หลักเกณฑ์ง่ายๆ ที่ผู้ใหญ่สอนไว้ตั้งแต่เด็ก เป็นความรู้เก่าเก็บในซอกหยากไย่เขรอะของสมองมีอยู่ว่า "ถ้าไม่ได้ทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือดร้อน ก็ทำไป แต่ถ้าทำแล้วตัวเองหรือคนอื่นเดือดร้อน ก็อย่าทำ"