ผู้เชี่ยวชาญด้านความสุขสมบูรณ์ทางเพศของมหาวิทยาลัยลาโยลา แห่งสหรัฐอเมริกา ได้วาดภาพให้เห็นอานุภาพของความรักว่า ผู้ที่ถูกศรรักปักอกนั้นจะรู้สึกหายอกหายใจไม่เต็มท้องส่วนหัวใจก็รู้สึกเต้นตูมตาม

เขายังบอกว่า ผู้ที่ตกอยู่ในห้วงรักเหวลึก ร่างกายจะปล่อยสารเคมีที่ทำให้รู้สึกเป็นสุข จุดชนวนปฏิกิริยาต่างๆขึ้นในตัว สารทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ สารโดปามีน สารอะดรีนาลิน และสารนอรีไพน์ฟรีน มันจะถีบตัวขึ้นสูงสุดขีด ภายในตัวคนสองคนที่รักชอบกันโดปามีนจะบันดาลให้มีความรู้สึกเคลิบเคลิ้ม ส่วนสารอีกสองอย่างจะทำให้หัวใจเต้นโครมครามตัวร้อนผ่าวราวกับไฟพร้อมที่จะปล่อยตัวปล่อยใจลื่นไหลไปกับความรัก อย่างไรก็ตาม เขาได้เตือนให้คิดว่า ความหลงใหลในตัวคนรักอย่างเลิศลอยอาจเป็นข้อเสียได้เหมือนที่โบราณว่าไว้ "ความรักทำให้ตาบอด" เพราะมันจะทำให้เรามองเห็นคนที่เราหลงใหลมีแต่ส่วนที่ดีเท่านั้นในช่วงแรกรักนี้

คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยไรซ์ ได้ค้นพบว่า สาวอเมริกันมากถึงร้อยละ 48.9 ต้องการควงกับชายหนุ่มที่สูงกว่า พวกเธอให้เหตุผลว่า ผู้ชายที่ตัวสูงใหญ่กว่าจะสามารถให้ความคุ้มครองได้ดีกว่า ขณะที่ศาสตราจารย์วิชาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยนอร์ทเท็กซัส ให้ความเห็นว่า ทัศนะของชายหญิงในเรื่องเหล่านี้อาจขึ้นอยู่กับความเชื่อตามประเพณีของครอบครัวแต่ละคนด้วย เช่น บางบ้านมักจะถือว่าผู้ชายเป็นใหญ่เหมือนกับเป็นช้างเท้าหน้า ในขณะที่ฝ่ายหญิงยอมอยู่ในฐานะช้างเท้าหลัง เมื่อผู้ชายต้องเป็นฝ่ายคอยให้ความคุ้มครอง จึงนิยมบุรุษตัวสูงใหญ่

ปัจจุบันมีผู้ออกมาเตือนว่า เซลฟี่กำลังเป็นภัยใกล้ตัวที่เกิดจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ค ไลน์ อินสตราแกรมจนไม่เป็นอันทำการงานใดๆนอกไปจากชอบถ่ายรูปตัวเองในอิริยาบถต่างๆไม่ว่าจะทำอะไรไปที่ไหนหรือกินอะไร แล้วนำไปเผยแพร่บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ รับรู้และกดไลค์ รูปภาพและข้อความ เป็นอาการที่พบได้ทั้งชายหญิง โดยเฉพาะวัยรุ่นนักเรียนนักศึกษา และสามารถส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพจิตในอนาคตได้ โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อมั่นหรือความมั่นใจในตนเอง อาจส่งผลต่ออนาคตการงานและการพัฒนาประเทศอย่างคาดไม่ถึง

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ระบุว่า หน่วยงานสาธารณสุขประเทศอังกฤษเพิ่งประกาศว่าอาการเสพติดโซเชียลมีเดียถือเป็นโรคอย่างหนึ่ง ในแต่ละปีมีชาวอังกฤษเข้ารับการบำบัดด้วยโรคนี้มากกว่า 100 คน ผลเสียของโรคเซลฟี่แบ่งได้เป็น 2 ด้าน ด้านความสัมพันธ์กับคนรอบข้างทำให้ไม่สนใจใครไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่พูดจาไม่ทำกิจกรรมอื่น โดยกลุ่มนี้มักหลงรูปตัวเอง อัพรูปขึ้นสื่อออนไลน์ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัวว่าทำให้คนอื่นรำคาญ และด้านความรู้สึกต่อตนเอง กลุ่มที่ติดภาพและชื่นชอบการถูกกดไลค์ภาพของตัวเองโดยการปรับภาพตัวเองด้วยแอพลิเคชั่นต่างๆ ทำให้ตนเองสวยขึ้น ขาวขึ้นจะส่งผลเสียในแง่ไม่ยอมรับตัวเอง ไม่เชื่อมั่นในบุคลิกภาพตัวเอง เป็นคนกลัวและขาดความเชื่อมั่นไป

มูลนิธิเพื่อสิทธิ์และความเป็นธรรมทางเพศร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายด้านสิทธิ์ความเป็นธรรมทางเพศยังคงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตฉบับประชาชนเพื่อเสนอทางเลือกใหม่ในการจดทะเบียนคู่ชีวิตสำหรับทุกคนทุกเพศเพื่อให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียมและไม่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลรักเพศเดียวกันโดยมีสาระสำคัญเรื่องการจัดการทรัพย์สิน มรดก การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม คาดว่าร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะคลอดออกมาในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ จากนั้นจะนำเข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนโดยจัดตั้งเวทีรับฟังความคิดเห็น 4 ภาค ทั่วประเทศแล้วเข้าสู่ขั้นตอนของการรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนให้ได้ 1 หมื่นรายชื่อ เพื่อนำเสนอร่างกฎหมายให้สภาต่อไป

ล่าสุดคนไทยทั้งประเทศต่างปลาบปลื้มที่ได้เห็นภาพของนักวิทยาศาสตร์ไทยสาวสองคนประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรฤทัย ภิญญาคง อาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนำธงประจำพระองค์ของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และธงไตรรงค์ ขึ้นไปปักลงบนขั้วโลกใต้ตามโครงการความร่วมมือระหว่างไทยและจีนในด้านการวิจัยขั้วโลกตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทำให้มีการคัดเลือกนักวิทยาศาสตร์ไทย 2 คน ร่วมเดินทางสำรวจและวิจัยขั้วโลกใต้หรือทวีปแอนตาร์กติกกับคณะนักวิจัยจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ สถานีวิจัยขั้วโลกใต้ เกรทวอลล์ ของจีน เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ หลังจากที่ดินแดนแห่งนี้ถูกถ่ายทอดความลึกลับและมีแต่ความโหดร้ายทารุณจากความหนาวเย็นยากที่สิ่งมีชีวิตใดจะอาศัยอยู่ มีเพียงนักล่าปลาวาฬ และแมวน้ำทำมาหากินอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ตามประวัติศาสตร์ของโลกเพิ่งจะมีผู้พิชิตตำแหน่งขั้วโลกใต้ได้ เมื่อ พ.ศ.2454 และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่เสด็จฯไปทรงเยือนขั้วโลกใต้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2536 จึงทรงมีพระราชดำริที่จะให้คนไทยมีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับขั้วโลกใต้อันจะมีความสำคัญต่อสภาวการณ์ปัจจุบันของโลกและมวลมนุษยชาติ

รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิตย์ เป็นนักวิจัยสตรีไทยที่มีดีกรี เป็นสตรีคนแรก ซึ่งเดินทางไปทำการวิจัยเรื่องภาวะโลกร้อนยังดินแดนขั้วโลกใต้กับนักวิจัยญี่ปุ่นมาแล้ว เมื่อปี 2552 การเดินทางไปครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แต่ร่วมกับคณะนักวิจัยจีน และเป็นครั้งแรกที่ได้ดำน้ำลงไปสำรวจสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลแอนตาร์กติกซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาและยังไม่เคยมีใครลงไป นอกจากนี้ยังถือเป็นความท้าทายเนื่องจากตามปกติการดำน้ำจะต้องมีบัดดี้หรือคู่หูลงไปด้วย แต่ครั้งนี้เป็นการลงไปเพียงคนเดียว จึงต้องมีการใส่ชุดดำน้ำพิเศษสำหรับน้ำที่มีอุณหภูมิเย็นจัดโดยเฉพาะ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก บริษัทลอรีอัล (ประเทศไทย) เพื่อความมั่นใจ

ราวต้นปีหน้า พิรดา เตชะวิจิตร์ สาวมั่นอีกคนที่ได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในยี่สิบสามคน จาก 62 ประเทศทั่วโลก จะเป็นสาวไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่จะมีโอกาสเดินทางไปท่องอวกาศด้วยยาน ลิงซ์ มาร์ก ทู หลังจากที่หลงใหลใฝ่ฝันอยากเป็นนักบินอวกาศมาแต่ไหนแต่ไร เธอสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทด้านดาวเทียมประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบันทำงานเป็นวิศวกรประจำสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจิสด้า

ขั้นตอนการทดสอบ เธอสามารถผ่านความกดดันมาได้เป็นอย่างดี และอยู่ในระหว่างการเตรียมตัวที่จะเดินทางท่องอวกาศ โดยตามแผนคร่าวๆ พิรดา หรือ มิ้งค์ สาวหน้าหวานจากลำปางจะขึ้นบินกับนักบิน 1 คน สู่ชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็ว 3,552 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลาสามนาทีครึ่ง ยานจะขึ้นมาสู่บริเวณที่ 103 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเลในความสูง 103 กิโลเมตรจากพื้นโลก จะได้มองเห็นโลกทั้งใบและสัมผัสกับภาวะไร้แรงโน้มถ่วงนาน 6 นาที รวมเวลาเดินทาง 60 นาที

มิ้งค์ เปิดใจว่า เธอไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งหรือกล้าไปกว่าผู้หญิงคนใด เธอรู้สึกตัวเองเป็นเด็กบ้านนอกที่ไม่ได้เก่งอะไร มีเวลาที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่เธออาจจะมีมากก็คือ ความมุ่งมั่นที่จะทำความฝันให้เป็นความจริง เมื่ออยากเป็นนักบินอวกาศจึงสมัครเข้าร่วมโครงการด้วยความฝันว่าจะมีโอกาสสักครั้งในชีวิต และกำลังเฝ้ารอวันที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิตที่ใกล้จะมาถึง วันนี้เธอได้กลายเป็นสุภาพสตรีที่มีคนอยากให้เป็นไอดอลมากที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามมีคำแนะนำว่า ผู้หญิงควรนอนให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง ซึ่งจะนำไปสู่ผลที่ชัดเจนต่อทั้งร่างกายภายนอกและจิตใจภายในที่เบิกบาน และทำให้ดูเด็กลง โดยระบุว่าขั้นตอนการฟื้นบำรุงที่ดีที่สุดอยู่ในช่วงการนอนหลับ ทำให้เซลล์ผิวหนังได้ฟื้นบำรุงและผลัดเซลล์เก่า นอกจากนี้เคล็ดลับยังอยู่ที่หากสามารถนอนหงายได้ตลอดทั้งคืน โอกาสที่จะตื่นขึ้นมาโดยเกิดถุงใต้ตาจะน้อยลง รวมทั้งการนอนเต็มอิ่มทั้งคืนยังช่วยจัดระเบียบให้กับระบบการเผาผลาญอาหาร ทำให้การเผาผลาญแคลอรีดีขึ้น ตรงกันข้ามการนอนน้อยเกินไปจะเพิ่มระดับคอร์ติซอลทำให้ร่างกายเก็บสะสมไขมันเอาไว้ และลดระดับการเผาผลาญอาหารให้ทำงานแย่ลง ตลอดจนไปรบกวนความสามารถในการควบคุมความอยากอาหารอีกด้วย

หญิงไทยยุคดิจิทัลยามนี้แสนจะโชคดีได้มีโอกาสสร้างศักยภาพให้ตนเองเป็นสาวสวยรวยเสน่ห์และเก่งโดยไม่ยากนัก แต่การสร้างความเชื่อมั่นอันเกิดจากความงดงามภายในต่างหากที่นับวันจะทำได้ไม่ง่าย ท่ามกลางสังคมซึ่งเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น มือใครยาวสาวได้สาวเอา ส่งผลให้คนทุกวันนี้คิดสั้นมากกว่าคิดยาว