จรวย ขันมณีหนึ่งในสามเสือแห่งวงการรถยนต์

นัดพบ

ในบรรดาหนังสือที่วางขายอย่างดาษดื่นอยู่บนแผง กลุ่มหนังสือยานยนต์จัดเป็นกลุ่มที่น่าจับตามองอย่างมาก เพราะจัดได้ว่ามีการแข่งขันสูงมาก กลยุทธ์ในการทำหนังสือกลุ่มนี้จึงน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว และหากจะกล่าวถึงบริษัทยานยนต์ สแควร์ กรุ๊ป จำกัด และบริษัทสำนักพิมพ์นิตยสารยานยนต์ จำกัด ซึ่งมี คุณจรวย ขันมณี เป็น CEO ย่อมเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะหนังสือยานยนต์ และนักเลงรถกระบะ ซึ่งคุณจรวยบอกว่าเป็นผู้บุกเบิก "การจะทำหนังสือให้ประสบความสำเร็จเราจะต้องพัฒนาให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา มีการจัดอาร์ตเวิร์คที่สวยงาม และต้องมีโฆษณามากพอที่จะมาซัพพอร์ตค่าใช้จ่าย" เสือคนกลางกล่าวถึงกระบวนวิธีแห่งความสำเร็จ

ในวงการสิ่งพิมพ์รถยนต์และวงการรถยนต์คุณจรวย ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสามเสือแห่งวงการรถยนต์

ผมขออธิบายความก่อนว่าที่มาของคำว่า 3 เสือแห่งวงการรถยนต์มีที่มาอย่างไร ในวงการรถยนต์จะประกอบด้วยเพื่อน 3 คน คนแรกคือ ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนาแห่งกรังซ์ปรีด์ เป็นพี่ใหญ่ ซึ่งมีอายุแก่กว่าผม 2 ปี ส่วนขวัญชัย ปภัสราพงษ์ จากฟอร์มูล่า นั้นอายุอ่อนกว่าผมปีกว่าๆ ผมจึงเป็นคนกลาง

สิ่งผมตระหนักมาตลอดคือการทำธุรกิจนั้นเราจำเป็นต้องอยู่ร่วมกันตลอดไป การแตกแยกกันย่อมไม่ดีแน่ ผมในฐานะที่เป็นคนกลางที่มักคอยจะประนีประนอมทุกเรื่อง ยกตัวอย่างการจัดงานมอเตอร์เอ๊กซโป เดิมนั้นมีอยู่แล้ว ซึ่งผมเป็นผู้ที่ร่วมก่อตั้งด้วยคนหนึ่ง แต่ภายหลังผมก็ถอนตัวออกมา เพราะธุรกิจพวกนี้เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดความแตกแยกกันก็จะไม่ดี เห็นหน้ากันแล้วไม่คุยกันก็ดูกะไรอยู่ ดังนั้น เพื่อป้องกันข้อครหาที่จะเกิดขึ้นในวงการ การประนีประนอมจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เราจึงมีการนัดหมายกินข้าวกันทุกเดือน 1. เพื่อผูกมัดเราสามคนไว้ด้วยกัน 2. เป็นการผูกมัดผู้ประกอบกาธุรกิจที่ทำอยู่ให้แน่นแฟ้น และไปด้วยกันอย่างราบรื่น ณ วันนี้ถามว่าดีมั้ย ดีครับ เพราะทุกคนมองว่าเราเป็นเสาหลักของวงการรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ ยิ่งนานวันเข้าเราจึงเป็น Big Tree

คุณจรวยรู้สึกอย่างไรต่อคำยกย่องนี้

ในเมื่อเราเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของวงการจึงต้องระวังเรื่องการวางเนื้อวางตัวให้สมกับที่รับการยกย่อง ส่วนเรื่องความขัดแย้งในแต่ละวงการย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำธุรกิจก็ย่อมต้องมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าเรามองไปที่ความใหญ่ของตลาด แบ่งกันทำไม่ก้าวก่ายกัน อย่างเช่นงานมอเตอร์โชว์ หรือมอเตอร์เอ๊กซโป ด้วยมารยาทก็ควรจัดให้ห่างกัน เพราะที่เราจัดงานพวกนี้ขึ้นมาก็เพื่ออยากขาย

ผมจึงจะเลือกจัดงานในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงของโลว์ซีซั่น เพราะตรงกับช่วงหน้าฝน ทั้งที่เราก็ต้องเสียเงินค่าเช่าสถานที่ในอัตราเดียวกัน แต่เราจะขายถูกลงหน่อย เพื่อให้ลูกค้ามีต้นทุนที่ต่ำลง เป็นการสร้างความพอใจทั้งสองฝ่าย คือลูกค้ากับผู้ขาย และแน่นอนว่าในช่วงฤดูฝนทุกคนต้องทำโปรโมชั่น ลดแลกแจกแถม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เหล่านี้จึงกลายเป็นที่มาของมหกรรมยานยนต์เพื่อขาย ที่ชื่อว่า Big Motor Sale B คือ Bangkok I คือ International G คือ Grand รวมแล้วคือ "Bangkok International Grand Motor Sale"

ทำไมคุณจรวยเลือกที่จะทำหนังสือรถยนต์คะ

เกือบ 20 ปีแล้ว ที่เลือกที่จะทำหนังสืออย่างเดียว ก็พออยู่ได้ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนที่เค้าพูดกันแต่อย่างใด เมื่อคนลือกันว่าทำหนังสือแล้วรวย เราก็ต้องรับ แต่สิ่งที่ใช่นั้นไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ถามว่าทำไมเราอยู่ได้เพราะเราใช้เงิน ใช้คนอย่างประหยัด เรามีหนังสือทั้งหมด 4-5 หัว ผมไม่เคยแยกกองบรรณาธิการ ซึ่งตรงนี้ช่วยให้เราลดจำนวนพนักงานลงไปได้

การทำหนังสือมันเป็นความพึงพอใจเฉพาะของแต่ละบุคคล เมื่อหนังสือออกมาแล้วทุกครั้งจึงเกิดความผูกพัน หลังจากนั้นก็จะหยิบออกมาชื่นชม พร้อมทั้งหาข้อบกพร่องเพื่อแก้ไขต่อไป ทั้งนี้เราเองก็ต้องดูหนังสือจากเมืองนอกด้วยว่าเค้าไปถึงไหนแล้ว ถ้าเราไม่แก้ไขหนังสือก็จะอยู่อย่างเดิม หนังสือหัวนอกก็จะพากันแซงหน้าเราไปหมด เมื่อเวลานั้นมาถึงคงไม่ต่างอะไรกับปลาตายลอยตามน้ำ เพราะฉะนั้นการทำหนังสือต้องอยู่ในสถานะของปลาเป็นที่ว่ายทวนน้ำได้

สำคัญอีกอย่างคือความผูกพันกันระหว่างทีมงาน และมรรยาทในการทำหนังสือ หรือแม้กระทั่งเรื่องการจัดงาน ตรงนี้คงเป็นอานิสงส์ทำให้เรามีเพื่อนดีและมีงานดีเข้ามาอยู่เสมอ เมื่อเราอายุปูนนี้แล้วก็รังแต่จะนับถอยหลังลงไปทุกวัน สร้างความดีไว้ดีกว่า

ผมอายุ 68 ปีแล้ว ทุกวันนี้เราตื่นขึ้นมา ไม่เจ็บไม่ป่วย นับว่าดีที่สุดแล้ว มีคนที่วัยเดียวกับผมบางคนขาชา กำลังวังชาลดลง ทั้งชีวิตนี้ขอเพียงอย่างเดียวอย่าติดที่นอน ติดเตียง ติดบ้าน เพราะเมื่อไหร่ที่เกิดอาการครบทั้งสามอย่างแสดงว่านั่นคือคุณเจ็บป่วยแล้ว และนั่นเท่ากับเราทุกข์และบริวารเราเองก็พลอยทุกข์ไปด้วย ผมเองต้องดูแลภรรยาซึ่งถูกประตูรั้วล้มทับมา 5 ปีกว่าแล้ว ผมจึงซึ้งในสัจธรรมข้อนี้ดี เพราะเค้าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องป้อนข้าวป้อนน้ำ อาบน้ำอาบท่าให้ คนเราตราบเท่าที่ยังไม่เจ็บไม่ป่วยจะไม่มีวันรู้อย่างเด็ดขาด

ส่วนทำไมผมถึงตัดสินใจทำหนังสือรถยนต์ เพราะเมื่อก่อนรถยนต์มีไม่มาก แล้วหัวหนังสือยานยนต์ที่ผมได้มาก็เป็นหนังสือหัวใหญ่ เดิมเป็นของสมาคมส่งเสริมสวัสดิภาพจราจร จนที่สุดผมก็ซื้อลิขสิทธิ์มาเลย และแตกออกเป็น นักเลงรถ นักเลงรถกระบะ นักเลงมอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะนักเลงรถกระบะถือเป็นหนังสือเล่มแรกของเมืองไทย เดิมเนื้อหาจะครึ่งๆกับรถชนิดอื่น แต่เมื่อภายหลังเกิดเสียงเรียกร้องขึ้นผมจึงออกหนังสือนักเลงรถกระบะเพียงอย่างเดียว

ในส่วนของผมคาดการณ์ว่ากระบะจะเป็นรถอเนกประสงค์ที่คนจะต้องใช้ทั่งครอบครัว มีหลายคนไม่เห็นด้วย แต่หลังจากนั้นไม่ถึง 2 ปี ก็มีคนออกหนังสือประเภทเดียวกันนี้ตามมา ผมจึงถือว่าหนังสือนักเลงรถกระบะเป็นหนังสือที่ให้ความรู้เรื่องรถกระบะเป็นเล่มแรก

เมื่อแรกออกเราเล็งไปที่ตลาดภูธร 60 เปอร์เซ็นต์ ในนครบาล 40 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าเอารถกระบะมาวิ่งในกรุงเทพฯจะถูกมองว่าลูกทุ่ง แต่ ณ วันนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร เพราะตอนนี้รูปโฉมของรถกระบะถูกดัดแปลงให้ดูหรูหราและทันสมัยมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นฟอร์จูนเนอร์ มิวเซเว่น ปาเจโร่ กลายเป็นรถอเนกประสงค์ไป ผู้นำวงการสมัยก่อนคือไทยรุ่งยูเนียนคาร์

ประเด็นหลักของการทำหนังสือรถยนต์เราต้องมองถึงเรื่องใดบ้างคะ

เมื่อก่อนหนังสือขายดี ถ้าหนังสือติดตลาดโฆษณาก็สามารถเลี้ยงตัวได้ จะเห็นว่าหนังสือทุกเล่มในปัจจุบัน แม้กระทั่งหัวใหญ่ๆ ทั่วไป ถ้าไม่มีโฆษณาน้อยไม่คุ้มทุน อยู่ไม่ได้ ยิ่ง ณ วันนี้มีเรื่องของโซเชียลมีเดียเข้ามาเกี่ยวข้องทุกหย่อมหญ้า เรายังมีคู่แข่งเข้ามาตอดเล็กตอดน้อย

ณ วันนี้การทำหนังสือจึงถือว่าค่อนข้างลำบาก เพราะถูกแชร์ตลาดออกไป ถ้าเราไม่ปรับโครงสร้างของหนังสือออกไปเพื่อให้ทันสมัยขึ้น ผมกล้าพูดได้เลยว่าเราจะอยู่ลำบาก ถึงปรับแล้วก็ยังอยู่ลำบาก จึงจำเป็นที่เราจะต้องหากิจกรรมส่งเสริมหนังสือ เพื่อสร้างความรู้จัก เราจึงมีกิจกรรมมหกรรมยานยนต์เพื่อขายขึ้นเป็นการสร้างรายได้เพิ่ม

ในฐานะของคนทำหนังสือคุณจรวยคิดว่าหนังสือยังจะอยู่ได้มั้ยคะ

ย้อนหลังไปเมื่อ 12 ปีก่อนซึ่งเป็นยุคของโซเชียลมีเดียเข้ามาแรกๆ ยอมรับว่าน่ากลัว ผมคิดหนักเลยนะว่าหนังสือจะอยู่ได้อีกสักกี่ปี แต่ ณ วันนี้สถานการณ์เปลี่ยน เพราะหนังสือเล่มจะยังอยู่ได้อีกนานถ้าเรามีการพัฒนา เพราะการอ่านหนังสือกับการอ่าน e-book ให้ความรู้สึกที่ต่างกัน e-book จะให้ความรู้สึกที่แข็งกระด้าง ส่วนหนังสือเล่มให้ความรู้สึกผูกพันและสัมผัสได้ถึงกลิ่นเฉพาะตัวของกระดาษและหมึกพิมพ์ แต่หนังสือก็ต้องถูกแชร์ส่วนแบ่งออกตลาดออกไป แต่หมายความว่าเราต้องพร้อม จะพัฒนาเนื้อหาและรูปเล่มให้ทันสมัยขึ้น สิ่งที่ตามมาคือโฆษณาเราก็ยังอยู่ได้

เมื่อมีภาวะกดดันหลายด้านสิ่งที่คนทำหนังสือต้องปรับคือเรื่องใดบ้าง

สำคัญคือ Conten เพราะเป็นจุดดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน ซึ่งเนื้อหาสาระ รวมกระทั่งภาษาก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามกลุ่มผู้อ่าน แต่ในส่วนหนังสือยานยนต์ที่มีอยู่ในขณะนี้ เราจะจำแนกผู้อ่านออกเป็นกลุ่มๆ ยานยนต์จะใช้ภาษาสุภาพ ส่วนนักเลงรถก็เน้นกลุ่มวัยรุ่นที่ลุย แรง เร็ว แต่หนังสือนักเลงรถกระบะจะออกแนวภูธรเสียทีเดียวไม่ได้แล้วตอนนี้ เพราะมีรถอเนกประสงค์รวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย และนักเลงมอเตอร์ไซค์ส่วนหนึ่งก็มีรถใหญ่หรูหราเข้ามาด้วย ปรับตามสภาพของกลุ่มผู้อ่าน

ความแตกต่างของหนังสือแนวยานยนต์และหนังสือทั่วไปคืออะไรคะ

หนังสือรถยนต์จะพยายามรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้รถมาเป็นเนื้อหาหลักของหนังสือเพื่อช่วยดึงความสนใจ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีลูกค้าอีกจำนวนมากที่ต้องการแบบถามเร็วตอบเร็ว วิทยุจึงเริ่มมีบทบาทขึ้นเพราะสามารถต่อสายตรงเข้าไปยังรายการได้เลย แต่ถ้าเป็นหนังสือถามวันนี้อีก 2 เดือน จึงจะได้คำตอบ แต่เมื่อได้รับคำตอบแล้วมันจะคงทนถาวร ข้องใจเมื่อไหร่ก็สามารถนำกลับมาอ่านได้อีก เพราะได้ถูกบันทึกไว้เรียกว่าดีคนละอย่าง ยกตัวอย่างเช่นหนังสือนักเลงรถมอเตอร์ไซค์ ถ้ามีรูปของตัวเองลง เค้าจะซื้อทันที 2-4 เล่ม ในคนเดียวทั้งเก็บไว้และให้คนอื่น ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เราต้องยอมรับและทำหนังสือให้อยู่ได้

ตอนนี้ยังดูเนื้อหาอยู่มั้ยคะ

น้อยลงแล้วครับ ปล่อยให้คณะกรรมการ บรรณาธิการคัดกรองเรื่องราวนำเสนอออกมา บางครั้งเราก็เสริมเข้าไป หนังสือโดยทั่วไปตอนนี้ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นรูป ส่วนเนื้อหาเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเนื้อเรื่องมากเกินไปคนก็จะไม่อ่าน

ปัญหาหรือข้อจำกัดของการทำหนังสือกลุ่มรถยนต์คืออะไรคะ

ถ้าเป็นรูปภาพเราจะไม่แต่งมาก แต่จะเลือกมุมจนกว่าจะพอใจซึ่งตรงนี้คือข้อดีของกล้องดิจิทัล ไม่เปลืองค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นการทำหนังสือในปัจจุบันต้นทุนค่าใช้จ่ายเรื่องรูปจึงถูกมาก ไม่จำเป็นต้องมีฝีมือมากก็ได้ขอให้ขยันถ่ายเท่านั้นเป็นพอ จากที่เคยเป็นปัญหาก็น้อยลง แต่กล้องดิจิทัลขาดมิติ

ย้อนกลับไปว่าก่อนที่จะทำหนังสือคุณจรวยทำอะไรมาก่อนคะ

เมื่อก่อนนี้ผมทำงานกับทหารอเมริกันชื่อว่าหน่วยจัสแมค สมัยที่รบกับเวียดกง มีไซท์งานอยู่ที่รามอินทราข้างกับสนามกอล์ฟ ทบ. ในปัจจุบัน เดิมทีบริเวณนั้นเป็นศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ สมัยนั้นทหารอเมริกันใช้เป็นฐานทัพไปทิ้งระเบิดเวียดนาม แต่พักอยู่ที่เสรีคอร์ด สะพานควาย ระหว่างนั้นก็ทำหนังสือพวกซับพลีเม้นต์ให้กับกระทรวงต่างๆ ในวาระครบรอบ เช่น การทาง การประปา สมัยนั้นผมหาโฆษณาเองด้วยพิมพ์ครั้งละ 5,000 เล่ม

ส่วนหนังสือยานยนต์ ประชาธิปไตยเค้าทำอยู่ประมาณ 10 ปี ปรากฏว่าไม่สำเร็จ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ก็เอาไปทำต่อ ปีกว่าๆก็ไม่ดีอีก จนพนักงานของเค้ามาถามผมว่าสนใจหนังสือยานยนต์มั้ย น่าสนใจนะครับ แต่คุณเชื่อมั้ยผมไม่มีความรู้เรื่องรถยนต์เลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่รู้คือการทำหนังสืออย่างไรให้ขายได้ และมีกำไร

เบื้องต้นเช่าหัวหนังสือเค้าทำก่อน เริ่มจากยานยนต์เมื่อประมาณ 40 กว่าปีก่อน ทำไปมาก็มีการปรับเปลี่ยนรูปเล่มไปเรื่อยๆ และเริ่มดีขึ้นตามลำดับ กระทั่งสุดท้ายออกหนังสือนักเลงกอล์ฟ แต่ก็มีคนคัดค้านว่าหนังสือทำนองนี้ขายไม่ได้หรอก เพราะคนเล่นกอล์ฟจะไม่ซื้อหนังสือกอล์ฟ เพราะเมื่อซื้อไปแล้วเหมือนตัวเองมีปมด้อยต้องอ่านหนังสือ แต่ถ้าแจกฟรียืนดีรับ ที่สุดก็ต้องหยุดไป

ในเมื่อไม่มีความรู้เรื่องรถยนต์เลย คุณจรวยมั่นใจได้อย่างไรว่าหนังสือจะยืนอยู่ได้

ผมมั่นใจว่าผมสามารถหาโฆษณาได้ แล้วคนที่มาร่วมงานกับเราก็ต้องทำตามกติกาที่ตั้งกันไว้ สต๊าฟฟ์เราจึงค่อนข้างเปลี่ยนบ่อย เพราะเราลงทุนและวางแผนแล้วว่าเราจะต้องทำแบบนี้ เมื่อเรามีโฆษณาเราจะปรับช่วงไหนเราก็สามารถทำได้

กดดันมั้ยคะแรกๆ

ยอมรับว่ากดดันครับมาก เพราะเงินทุนเรามีไม่กี่แสน ค่าใช้จ่ายเราก็สูงมาก

สิ่งที่คุณจรวยมองว่าเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในการทำหนังสือคืออะไรคะ

ลูกค้าที่จะลงโฆษณา เพราะเค้ารู้ดีกว่าเราเยอะถามว่าทำไม ก็เซลส์ทั้งหลายนี่แหละไปสอนเค้า เพราะในแต่ละวันจะมีคนไปหาเค้าเยอะมาก ทั้งหนังสือผู้หญิง หนังสือรถยนต์ หนังสือแฟชั่น ฯลฯ บางครั้งเค้ารู้ดีกว่าเราอีก ว่าตัวไหนขอได้ ตัวไหนบีบได้ เพราะเซลส์ที่ขายโฆษณานั้นไปสอนเค้าเอง เพราะฉะนั้นเซลส์ถ้าไม่เก่งจริงเท่ากับเราเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน หนังสือที่ทุนน้อยก็ต้องลนลานยอมให้ เพราะถูกบีบด้วยการทำยอดโฆษณา ณ วันนี้แม้ว่าหนังสือยังจะยืนอยู่ได้แต่ก็นับว่าตกที่นั่งลำบากกันทุกราย บางเล่มน่าสงสารมากอยู่แบบประคองๆกันไปเท่านั้นเพื่ออยู่รอด

ปัจจุบันหนังสือของเราถ้าไม่พัฒนา เป็นอันแพ้หนังสือหัวนอกหมด เพราะเค้าแทบไม่ต้องทำอาร์ตเวิร์คเลยส่งสำเร็จมาจากเมืองนอกทั้งหมด ฝ่ายศิลป์ของเราเพียงแต่ทำหน้าที่เลือกรูปใส่ลงไปเท่านั้นเอง เพราะได้ถูกวางเลเอ้าท์มาหมดแล้ว ทุกอย่างเป็นFormat ของเค้าทั้งหมด

เราต้องระวังเรื่องใดบ้างคะในการทำหนังสือกลุ่มนี้

เราดูกันวันต่อวันเลย มีเรื่องต้องแก้ไขทุกวัน ณ วันนี้เราต้องทำตามคนขายโฆษณา เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า

การที่เราประสบความสำเร็จอย่างสูงในการทำหนังสือกลุ่มยานยนต์มาจากเรื่องใดคะ

การที่อยู่นาน หัวหนังสือช่วยได้ อะลุ้มอะหล่วยกับลูกค้า ต่างฝ่ายต่างช่วยกัน Win Win ด้วยกันทั้งคู่ครับ