พิรดา เตชะวิจิตร์ ฝันให้ไกล ไปให้ถึง...อวกาศ

"เมื่อก่อนเวลาบอกใครว่าความฝันสูงสุดของเราคือการไปอวกาศ ฟังดูตลกนะ แต่ว่าพอเกิดขึ้นจริง มันดีใจสุดสุดลย"
สุขที่ใจรัก
ช่างภาพ: 

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราทุกคนจะมีความฝัน อยากจะได้สิ่งนั้น อยากจะเป็นอย่างนี้ ต่างๆนานา แตกต่างกันไปตามความคิดของแต่ละคน แต่ก็คงจะไม่มีใครที่คิดฝันไป "ไกล" เท่ากับผู้หญิงคนนี้อีกแล้ว เพราะความฝันของเธอคือ การได้ขึ้นไปสำรวจอวกาศสักครั้งหนึ่งในชีวิต

"ตอนนี้ดิฉันเป็นหนึ่งในยี่สิบสามคนจากทั่วโลกที่ได้สิทธิในที่นั่งบนยานบินสู่อวกาศ รู้สึกดีใจมากที่สุดในชีวิต เพราะเป็นความฝันที่อยากได้มากที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็แทบไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นจริงได้ เมื่อก่อนเวลาบอกใครว่าความฝันสูงสุดของเราคือการไปอวกาศ ฟังดูตลกนะ แต่ว่าพอเกิดขึ้นจริง มันดีใจสุดสุดลย"

พิรดา เตชะวิจิตร์ สาวร่างเล็กวัย ๒๙ ปี แต่กล้าทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินตัวคนนี้เป็นผู้ที่มีความสนใจและหลงใหลเรื่องอวกาศ รวมถึงฝันอยากเป็นนักบินอวกาศมาโดยตลอด เหตุผลเหล่านี้ผลักดันให้เธอสมัครขอทุนเพื่อไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านดาวเทียมที่ประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบัน มิ้ง-พิรดา ทำงานเป็นวิศวกรดาวเทียมที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และขณะนี้เธอยังได้รับเลือกเป็นตัวแทนคนไทยคนแรกที่จะได้เดินทางไปอวกาศกับโครงการ "แอ็กซ์ อพอลโล" อีกด้วย

"ดิฉันเป็นคนชอบเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็กๆ มีความฝันว่าอยากเป็นนักบิน แต่ไม่ได้ศึกษามาตรงสาย เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ค่าเรียนที่ค่อนข้างแพง แต่ยังไงก็ยังเรียนมาทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พอจบปี ๔ เห็นประกาศให้ทุนเรียนปริญญาโทสาขาวิศวกรรมอวกาศของ GISTDA รู้สึกสนใจว่านี่ยิ่งกว่าการเป็นนักบินอีก เพราะเกี่ยวกับอวกาศเลย ก็ได้ไปเรียนปริญญาโทที่ฝรั่งเศส ๑ ปี จบแล้วกลับมาทำงานกับต้นสังกัดที่ให้ทุนในตำแหน่งวิศวกรดาวเทียม มีหน้าที่คอยติดต่อสื่อสารกับดาวเทียมไทยโชต (THEOS) ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติของไทย โดยดูทั้งภาคพื้นดินและบนดาวเทียม

ในช่วงนั้นดิฉันเริ่มหลงใหลด้านอวกาศมากขึ้น แต่ต้องบอกก่อนว่าเป็นความหลงใหลที่มุ่งไปที่เรื่องของเทคโนโลยีอวกาศและความคิดของคนที่อยากจะเอาชนะอวกาศมากกว่าเรื่องในแนวดาราศาสตร์ เปรียบเทียบคล้ายๆ กับตอนที่มีการคิดค้นหลอดไฟซึ่งต้องทำการทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีกกว่าจะสำเร็จ ดิฉันมองว่านี่คือการทดสอบศักยภาพของมนุษย์ว่ามีมากแค่ไหน ดิฉันชอบเวลาที่คนเราสามารถเอาชนะขีดจำกัดไปได้เรื่อยๆ

ความหลงใหลที่เพิ่มมากขึ้นนั้น นอกจากจะเป็นเพราะว่าเรียนจบมาโดยตรงแล้ว พอมาทำงานเรายังมีโอกาสทำงานวิจัย และไปเสนอผลงานวิชาการที่ต่างประเทศหลายครั้ง ทำให้ได้เจอกับคนที่ทำงานอยู่ในแวดวงนี้ โดยเฉพาะนักบินอวกาศตัวจริงหลายคนจากหลายประเทศ ซึ่งคนที่เราจะพูดถึงตลอด เช่น 'ยีโซยอน' นักบินอวกาศหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ ตอนที่ได้ฟังเขาถ่ายทอดประสบการณ์บนเวทีสัมมนา แค่เล่าถึงตอนขึ้นไปทำภารกิจบนอวกาศก็รู้สึกว่าเจ๋งแล้ว แต่ที่เราสนใจลึกไปกว่านั้นคือ เขาคิดหรือมีความรู้สึกอย่างไรในระหว่างการเดินทางไปสู่การเป็นนักบินอวกาศ เพราะเป็นเรื่องที่น้อยคนมากที่จะไปถึงตรงนั้นได้ แล้วมีตอนหนึ่งที่เขาโทรศัพท์ขึ้นไปหาคนที่อยู่บนสถานีอวกาศ แล้วคนบนนั้นพูดตอบลงมาให้คนทั้งห้องได้ยินด้วย ความจริงอาจไม่ใช่เรื่องแปลกมากนะคะ แต่ก็เป็นความรู้สึกที่ให้แรงบันดาลใจกับเรามากๆ ว่าอยากทำอย่างนั้นบ้างจนเป็นเหมือนจุดที่ตัดสินใจอยู่ในใจแล้วว่า ถ้ามีโอกาสหรือมีการคัดเลือกคนไทยเป็นตัวแทนเดินทางไปในอวกาศ เราจะทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้ได้ไป และแล้วโอกาสนั้นก็มาถึงนั่นคือ โครงการแอ็กซ์ อพอลโล แต่ตอนแรกไม่เห็นโฆษณานี้ เพราะว่าไปต่างประเทศพอดี พอกลับมามีเพื่อนเล่าให้ฟัง บอกตัวเองทันทีว่านี่คือโครงการของฉัน (หัวเราะ​)

หลังจากนั้นรีบหาข้อมูลพบว่ามีอยู่ ๓ ช่องทาง ที่เราจะได้เป็นหนึ่งในสามคนไทยที่จะได้ไปเข้าสเปซแคมป์ที่สหรัฐฯ แล้วหลังจากนั้นจะมีการคัดเลือกเอาแค่ ๒๓ คน จากทั่วโลกที่จะได้ขึ้นไปอวกาศอีกที ก็คือ ๑. ทำคลิปวิดีโอส่งเข้ามาประกวด ๒. ส่งรหัสผลิตภัณฑ์ร่วมชิงโชค และ ๓. สมัครเข้าร่วมแข่งขันแฟนพันธุ์แท้ ทีนี้ด้วยความที่กลัวจะพลาดเลยทำทั้งสามช่องทางเลย แต่เผอิญได้ไปแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้ก่อน ช่วงนั้นเตรียมตัวด้วยการศึกษาหาข้อมูลเยอะมาก ค่อนข้างเครียดเหมือนกัน เพราะทำงานอยู่เบื้องหลังมาตลอด ไม่เคยออกมาเบื้องหน้าเลย รู้สึกฝืนธรรมชาติตัวเองนิดๆ แต่พอถึงวันอัดรายการ ไม่ตื่นเต้นนะคะ ถึงจะเป็นผู้เข้าแข่งขันที่เป็นหญิงคนเดียวก็ตาม แต่เราเตรียมตัวมาก่อนหน้าเต็มที่แล้ว แต่ก็ลุ้นไม่น้อย เพราะการแข่งนี้ไม่ได้วัดว่าใครฉลาดหรือเก่งที่สุด แต่วัดว่าคุณมีสติสัมปชัญญะดีแค่ไหนในขณะนั้น อีกอย่างเป็นเรื่องของโชคด้วย เพราะเราไม่มีทางที่จะรู้แบบครอบจักรวาลจึงอยู่ที่โชคว่าเราจะเลือกได้คำถามข้อที่เรามีความรู้อยู่หรือเปล่า

หลังจากได้เป็นแชมป์แฟนพันธุ์แท้ ดิฉันกับผู้ชนะจากอีกสองช่องทางก็ได้ตั๋วไป แอ็กซ์ โกลบอล สเปซ แคมป์ ซึ่งเป็นแคมป์ทางอวกาศประจำประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอลิด้า แต่ก่อนเดินทางทางบริษัทยูนิลีเวอร์ฯ ได้ร่วมกับกองทัพอากาศจัดกิจกรรมให้เราสามคนได้ไปทดสอบความพร้อมทางร่างกายและจิตใจที่สถาบันเวชศาสตร์การบินทหารอากาศ เช่น ห้องปรับบรรยากาศความกดดันต่ำ เครื่องฝึกยิงเก้าอี้ดีด เครื่องฝึกการหลงสภาพการบิน รวมถึงได้ไปที่โรงเรียนการบิน กำแพงแสน เพื่อขึ้นไปสังเกตการณ์การบินบนเครื่องฝึกสมรรถนะสูง PC-9 กับนักบินหมู่ผาดแผลงของกองทัพอากาศไทย (Blue Phoenix) เพื่อฝึกฝนร่างกายให้เตรียมพร้อมต่อการรับกับแรงจี (G-Force) เมื่อต้องขึ้นเครื่องบินไปบนอวกาศ การฝึกตอนนั้นทำให้รู้เลยว่าการเป็นนักบินรบไม่ง่ายอย่างที่คิด แล้วยังเจอปัญหาส่วนตัวอีกคือ คิดว่าเราตัวเล็กไปหรือเปล่า เพราะใส่ชุดนักบินรบที่จะรัดตั้งแต่เอวลงไปถึงขาเพื่อไม่ให้เลือดลงไปที่ขาเยอะเวลาเครื่องบินตีลังกาได้ไม่พอดีจนเป็นกังวลว่าจะขึ้นไปบนอวกาศได้หรือเปล่า ได้ไปคุยเรื่องนี้กับคุณแม่ แต่โดนถามกลับว่า แล้วทำไมลิงกับหมาถึงขึ้นไปได้ล่ะ เราก็อึ้งๆ กับคำตอบแม่นะ แต่ก็ เออ...ใช่...จริง มันตัวเล็กกว่าเราอีก (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นจะยอมแพ้ไม่ได้ ต้องเดินหน้าต่อ

หลังจากได้เตรียมความพร้อมที่ประเทศไทยแล้ว เราก็เดินทางไปสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้ไปเจอคนที่ผ่านการคัดเลือกจาก ๖๒ ประเทศ จำนวน ๑๐๗ คน ในจำนวนนี้มีผู้หญิง ๔ คน บรรยากาศในแคมป์สนุกมากค่ะ และค่อนข้างที่จะสนิทกันหมด เพราะต่างคนต่างมีความฝันเดียวกัน มีการแชร์ความรู้สึกและความรู้กัน ตลอดเวลาหนึ่งสัปดาห์นั้นเราต้องทำกิจกรรมหลายอย่างเพื่อเก็บคะแนนชิงตั๋วไปอวกาศ ที่มีทั้งหมด ๒๓ ใบ นั่นแปลว่าคนไทย ๓ คน อาจจะไม่มีใครได้ไปเลยก็ได้ แต่คิดว่ามาถึงขั้นนี้แล้วเราต้องสู้ต่อไป

กิจกรรมการฝึกหลักๆ มีอยู่ ๓ อย่าง ได้แก่ ภารกิจ G-Centrifuge หรือการทดลองนั่งในห้องนักบินในสภาวะการขับขี่ยานขึ้นสู่อวกาศจริงแบบซิมูเลเตอร์เพื่อทดสอบสภาวะร่างกาย และลองเปิดรับประสบการณ์จริงภายใต้แรงดันสูงสุดถึง 4.5G ภารกิจ Jet Fighter Flight เป็นการลองบินจริงบนเครื่องบินความเร็วมากกว่าความเร็วเสียงและลองบินกลับหัวกลางอากาศ สุดท้ายเป็นภารกิจ Zero G Flight ไฟลท์บินเป็นเส้นโค้งพาราโบลาที่พาเราขึ้นไปลองสัมผัสสภาวะไร้น้ำหนักของห้วงอวกาศ นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมย่อยอื่นๆ เช่นการฝึกแบบเดียวกับการฝึกของทหาร ซึ่งบางอย่างทำแล้วท้อมาก แต่ต้องทำให้เสร็จ โดยอาศัยใจสู้อย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วทุกกิจกรรมจะวัดว่าเรามีความกล้าหาญ ความกระตือรือร้น และการทำงานเป็นทีมหรือเปล่า ทั้งสามอย่างจะเป็นตัวชี้วัดว่าเราจะได้ตั๋วไปอวกาศไหม พอทำกิจกรรมครบหมดมีการประกาศรายชื่อเลย วันนั้นตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคมพอดี แล้วคนที่มามอบรางวัลให้ก็เป็นคนที่พิเศษมากๆ คือ 'บัซ อัลดริน' เขาเป็นนักบินอวกาศที่เหยียบดวงจันทร์เป็นคนที่ ๒ ต่อจาก นีล อาร์มสตรอง ส่วนกำหนดการเดินทางขึ้นไปสู่อวกาศคาดว่าเป็นปีหน้าค่ะ ดังนั้น ระหว่างนี้เราจึงต้องเตรียมร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่ตลอด

กว่าจะมาถึงจุดนี้ ดิฉันพบว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง จุดที่ยากคือ ใจกับความคิดของเราเองนี่แหละ เคยมีช่วงที่ท้อจนอยากจะยกเลิกเป็นช่วงที่จะแข่งแฟนพันธุ์แท้ เพราะว่ามีปัญหาชีวิตด้วย คือเพิ่งเลิกกับแฟนที่คบกันมา ๗ ปี ก่อนหน้าที่จะแข่งไม่นาน คนก็ถามว่าไม่เฮิร์ตหรือ ก็ยอมรับว่าเป็นค่ะ แต่ความฝันมันรอไม่ได้ เราจะต้องแข่งแล้ว อีกทั้งก่อนหน้ายังอ่านหนังสือหนักมาก แทบไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลย ตื่นมาอาบน้ำกินข้าวเสร็จก็อ่าน นั่งรถไปทำงานก็ยังอ่าน โชคดีที่หัวหน้าเข้าใจและสนับสนุน แต่พอมันเริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ และเกิดความกดดันจากหลายทาง ตอนนั้นเครียดมากจนร้องไห้ คิดอยู่ว่าจะยกเลิกดีไหม แล้วที่ตลกคือเหมือนเรากำลังเอาปัญหาบางอย่างมาใส่ตัว โดยที่ความจริงไม่ต้องทำหรือจะหยุดไปเลยก็ได้ อย่างการโทรศัพท์ไปยกเลิกกับทางรายการ เป็นเรื่องง่ายมากนะคะ เพียงแต่ว่าชีวิตเราที่ต้องอยู่ต่อหลังจากนั้นมากกว่าที่ยาก เพราะเราเคยพูดไปแล้วว่าจะทำทุกอย่างถ้ามีโครงการแบบนี้ แล้วไม่ได้พูดกับตัวเองคนเดียว แต่พูดกับทุกคน แล้วพอถึงเวลาจริงๆ กลับไม่ทำ คนอื่นอาจจะไม่ว่าอะไรหรอก แต่ตัวเรานี่แหละที่จะรู้สึก เวลามองย้อนกลับมาที่โครงการนี้จะรู้สึกว่าวันนั้นเราไม่ได้ทำให้เต็มที่ เราเป็นคนขี้แพ้ ตรงนั้นเป็นจุดดิฉันจะรับไม่ได้มากที่สุด

ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไรจะยกเลิกไม่ได้เด็ดขาด ถึงแม้จะมีอุปสรรค มีความกลัวต่างๆ เกิดขึ้นบ้าง แต่อยากจะบอกว่า ความกลัวนั้นทุกคนมีอยู่แล้ว แต่บางครั้งความกลัวที่ว่าอาจเป็นแค่การคิดไปเอง การลงมือทำทั้งที่ยังกลัว และการโฟกัสที่เป้าหมายเป็นหลักจะช่วยให้อุปสรรคต่างๆ เล็กลงได้ แล้วพอถึงวันที่เราเดินไปถึงความสำเร็จจะรู้สึกถึงความหอมหวาน และคุ้มค่ามากกับสิ่งที่ทำมาตลอด"