ชัชวาลย์ ปัทมดิลก

นักพากย์ผู้สร้างสีสันในการแข่งขันว่าวไทย
สุขที่ใจรัก
ช่างภาพ: 

ในแวดวงผู้ชื่นชมกีฬาว่าวไทย หากเอ่ยชื่อ ชัชวาลย์ ปัทมดิลก หรือ ลุงช้าง เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นเวลาเกือบ ๓๐ ปีมาแล้ว ที่ลุงช้างนั่งแท่นถือไมค์รับหน้าที่เป็นผู้พากย์การแข่งขันว่าวไทยและว่าวนานาชาติด้วยน้ำเสียง ลีลา แถมด้วยมุกตลกเรียกเสียงฮาซึ่งหาคนขึ้นมายืนเทียบได้ยากเหลือเกิน

ความเป็นมาของนักพากย์มือหนึ่งวัย ๗๒ ปีผู้นี้ เริ่มต้นขึ้นโดยบังเอิญ แต่ถ้าใจไม่รักจริงแล้วก็คงยากที่จะทำต่อเนื่องมาได้จนถึงปัจจุบัน

“ผมเป็นเด็กกรุงเทพฯ อยู่แถวบางลำพู แต่ไปได้แฟนเป็นคนจังหวัดแพร่เลยไปทำกิจการฉายหนังดังที่สุดชื่อ ช้างทองภาพยนตร์ เดินสายฉายไปทั่ว ๓ จังหวัด แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ แต่พอปี ๒๕ ขาดทุน แทบหมดเนื้อหมดตัวเลยเข้ากรุงเทพฯ เพราะลูก ๓ คน มาเรียนหนังสือที่นี่หมด วันหนึ่งไปเที่ยวสนามหลวง เจอน้องชายคือ ปริญญา สุขชิต หรือเจ้าเป็ด นักเชียร์ระดับชาติ เขาเป็นกรรมการสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์อยู่ พอเห็นหน้าผมก็บอกพี่มาช่วยพูดให้หน่อย' ตั้งแต่ปี' ๒๖ จนกระทั่งถึงปีนี้ เกือบ ๓๐ ปีแล้วที่ผมได้พากย์การแข่งขันว่าวจุฬา-ปักเป้าอยู่ที่สนามหลวง ตอนแรกยังมีความรู้แค่งูๆปลาๆ เลยจะไม่ได้พูดถึงกฎกติกาอะไรมาก ถ้าเรื่องนี้เจ้าเป็ดเขาจะเก่ง ส่วนผมจะเก่งเรื่องความสนุกสนาน สร้างสีสัน เพราะเมื่อก่อนเคยเป็นโฆษกหนังไงครับ ตั้งแต่นั้นมาคนก็เลยติด ขนาดผมนั่งพากย์อยู่ หันไปคุยกับคณะกรรมการแป๊บเดียว คนดูตะโกนเลย 'อย่าเพิ่งคุย ถ้าจะคุยกลับไปคุยที่บ้าน ตอนนี้พากย์ก่อน' (หัวเราะ) แม้กระทั่งตลกยังต้องไปเอามุกที่ผม อย่าง ผจญ ดวงขจร หรือ สีหนุ่ม เชิญยิ้ม เมื่อก่อนก็เป็นพรรคพวกกัน เขาบอก 'ตาช้างแกนี่อะไรพากย์คนเดียว คนดูหัวเราะเอาๆ ฉันเนี่ยเล่นตลกแทบตายไม่มีคนหัวเราะเลย'

ที่สนามหลวงจะแข่งว่าวกันช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมทั้งเดือน ช่วงนี้ลมจะดี มาจากทางใต้เป็นลมว่าวขนานแท้ที่พัดผ่านจากพระบรมมหาราชวังไปบางลำพู ในกฎการเล่นว่าว ถ้าลมไม่ถูกทิศทางจะเล่นไม่ได้ คือถ้าเป็นลมเหนือมา ว่าวขึ้นจะลอยไปทางวัดพระแก้ว ถ้าต่อสู้กันแล้วว่าวขาดลอยไปติดพระบรมมหาราชวังมีโทษ กฎมณเฑียรจึงห้ามเล่นด้านนั้น เล่นได้อย่างเดียวคือลมใต้ หรือถ้าฝนตกลงมา วันรุ่งขึ้นจะเล่นไม่ได้ เพราะลมจะกลับทิศทางต้องรอจนกว่าลมจะกลับมาทางเดิมถึงจะเล่นได้ นี่เป็นกฎที่เรายังยึดถือจนปัจจุบัน การแข่งจะเริ่มตั้งแต่สี่โมงถึงหกโมงเย็น แต่บ่ายสองผมต้องไปถึงสนามแล้ว เครื่องเสียง ไมค์ต้องพร้อม และผมจะมีไซเรนเพื่อเวลาว่าวข้างบนต่อสู้กันแล้วเกิดปฏิกิริยาว่าบังคับไม่ได้ หัวหัก ปีกหักบ้าง เราจะกดไซเรนบอกให้คนดูรู้ เขาจะได้หลบทัน แล้วว่าวจุฬา-ปักเป้ามีทั้งหมดกี่สาย ผมพากย์หมดคนเดียว คิดอยากจะหาคนมาเปลี่ยนเหมือนกัน เพราะร่างกายเราก็ไหวบ้างไม่ไหวบ้าง เคยเอาคนพากย์เรือ พากย์ตะกร้อลอดห่วง กระบี่กระบองมา พอมาฟังผมพากย์ เขาบอกปล่อยให้ลุงช้างเถอะ เพราะกติกาไม่เหมือนกัน อย่างพายเรือจ้ำไปข้างหน้า กระบี่กระบองก็ตีไปตามจังหวะที่ได้เล่าเรียนมา แต่ว่าวกติกายากมาก เราไม่รู้ว่าข้างบนอากาศจะเป็นยังไง ต่อสู้ยังไงถึงจะแพ้ชนะกัน เราต้องพากย์ให้ประชาชนได้รับรู้ และต้องมีลูกเล่นแทรกให้คนดูรู้สึกสนุกสนานด้วย ไม่ใช่เข้าเหนียง (อาวุธของว่าวปักเป้า) ก็เข้าเหนียงตลอด จะโดนจำปา (อาวุธของว่าวจุฬา) ก็โดนจำปาตลอดไม่ใช่อย่างนั้น มันมีทั้งประกบหลัง ประกบเสียบหัว แล้วแต่ว่าว่าวจะเกิดอิริยาบถอย่างไรอยู่ข้างบนนั้น เราต้องคอยมองตลอด ซึ่งเรื่องสายตาผมเนี่ย คนเล่นว่าวเขาก็งงนะ เพราะไม่มีอุปกรณ์อะไรช่วยเลย แล้วพอปล่อยว่าวขึ้นไป มันเหลือตัวเล็กนิดเดียว คนเล่นยังไม่รู้ว่าเขาไปเจออะไรเลย แต่ผมพากย์ไปแล้ว ถามว่ารู้ได้ยังก็บอกไม่ถูก บางทีคนเล่นก็เลยจะฟังผม เขาบอกว่าวขึ้นแป๊บเดียว ลุงช้างรู้แล้วว่าจุฬาปักเป้าตัวไหนสู้กัน

แล้วเดี๋ยวนี้แค่พากย์ว่าวไทยไม่พอ ยังไปเป็นที่ปรึกษาของชมรมนักบินว่าวสนุกสกายไคท์ฟลายเยอร์ประเทศไทยอีกก็เลยต้องเล่นว่าวต่างประเทศ และพากย์ว่าวต่างประเทศเป็นภาษาไทย เคยมีโอกาสได้พากย์ถวายต่อหน้าพระที่นั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานเทศกาลว่าวนานาชาติที่ชะอำด้วยก็เป็นความภูมิใจมากทั้งที่ตัวเรามีความรู้แค่ ป.๔ เท่านั้นเอง แม้แต่งานบอลลูนนานาชาติ งานบินเฉลิมพระเกียรติของกองการบินพลเรือน เป็นเครื่องบินสองที่นั่งร่วม ๑๐๐ ลำ ผมก็ได้รับเกียรติให้ไปพากย์ บางที่ก็ให้ไปเป็นวิทยากร เพราะเขาเห็นว่าเรารู้กฎกติกา โดยเฉพาะงานแข่งขันว่าวที่จังหวัดสตูลจัดมา ๓๐ ครั้ง ผมได้ไปพากย์มา ๗ ครั้งแล้ว ความจริงเขามาเชิญผมตั้งสิบกว่าปีมาแล้ว แต่ตอนนั้นเขาจัดพร้อมกับที่สนามหลวง เราเลยไปไม่ได้ เพราะผมคนเดียว สตูลจึงต้องเลื่อนขึ้นมาจัดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ผมถึงไปพากย์ให้ได้ จนกระทั่งเขาบอกว่าขาดคนอื่นได้ แต่ห้ามขาดลุงช้าง เพราะทั้งพากย์ ทั้งเล่น แถมเต้นโชว์อีกต่างหาก (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นปีปีหนึ่งเลยจะเดินทางเยอะครับ ต่างประเทศก็ไป บางครั้งโชคดีเจ้าภาพจะออกค่าเครื่องบินค่าที่พักให้ แต่ก็มีเหมือนกันที่ต้องใช้เงินส่วนตัว แต่เราก็ไปในนามประเทศไทย ถือธงไทยไป ลูกเคยถามว่าพ่อจะทำให้เหนื่อยทำไม ก็บอกเขาว่าพ่ออยู่ได้อีกไม่กี่ปีหรอก อย่าให้พ่ออยู่เฉยๆ เลย ถ้ามีงานอะไรพอช่วยได้ก็ช่วยก่อนที่เราจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว แล้วก็ต้องไปกับภรรยา (ทัศนีย์ ปัทมดิลก) สองคน ขาดเขาไม่ได้เลย เพราะไปด้วยกันตั้งแต่แรกเป็นคู่ปาท่องโก๋

ความแตกต่างของว่าวไทยกับว่าวต่างประเทศ ต่างกันเยอะ ว่าวจุฬา-ปักเป้า เปรียบเหมือนดนตรีไทย ร่ายรำอ่อนช้อย แล้วยังถือเป็นหนึ่งในโลกด้วย เราเรียกกันว่าเจ้าเวหา เพราะ ๑. ทำด้วยไม้ไผ่สีสุกซึ่งเป็นไม้มงคล โดยไม้ไผ่นี้ต้องมีอายุ ๓-๔ ปีขึ้นไป ถึงจะเอามาทำได้ ๒. เป็นว่าวหนึ่งเดียวในโลกที่ชักด้วยเชือกเส้นเดียวแล้วสามารถบังคับให้ไปทางซ้ายหรือขวา บนลงล่าง หลบหลีกหนี หรือทำให้หมุนตัวก็ได้ ซึ่งว่าวต่างประเทศทำไม่ได้ ของเขาต้องเป็นว่าวสองมือถึงจะบังคับได้ ถ้าเปรียบเทียบกัน ว่าวต่างประเทศเหมือนดนตรีแจ๊ซซ์ ความดุเด็ดเผ็ดมันส์อยู่ที่เขานี่แหละ เวลาลมมามันลากเราวิ่งลิ่วๆ เลย คนเข้าไปกอดเอวไว้ก็ยังไหลต้องดึงกันตั้งสามสี่คนกว่าจะเอาอยู่ ว่าวบางตัวต้องช่วยกันดึงถึง ๑๐ คนก็มี บางชนิดเสียงจะดังเหมือนมอเตอร์ไซค์เลย แล้วถ้าใส่หางยาว ๔๐ เมตร ก็เพื่อโชว์ลวดลาย หรือบังคับให้เต้นระบำตามเสียงเพลงได้ ถ้าสรุปก็คือว่า เรื่องฝีมือการต่อสู้ ความเป็นเจ้าเวหาต้องยกให้ว่าวไทย แต่ความสวยงามอลังการ ความยิ่งใหญ่สู้ต่างประเทศไม่ได้ นี่ไม่ได้ดูถูกประเทศไทยนะ เราพูดไปตามความจริงที่ว่าเรากับเขาเด่นกันคนละอย่าง น้องชายเคยถามว่าพี่เป็นกรรมการสมาคมกีฬาไทยฯ แล้วทำไมไปเล่นว่าวต่างประเทศ ผมบอกว่าเราเล่นเพื่อฝีมือคนไทย บางทีเราก็ทำว่าวด้วยฝีมือของเราเองหรือซื้ออุปกรณ์มาดัดแปลง เขาก็เข้าใจ

แต่น่าเสียดายว่าเดี๋ยวนี้คนสนใจเล่นว่าวไทยชักจะน้อย ผมเป็นวิทยากรวิชาชีพของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนเขตลาดพร้าวด้วย เขาให้บู๊ธไปจัดที่เมืองทองธานี ผมเอาตุ๊กตาระบายสีกับว่าวไปจัดกิจกรรม เชื่อไหมนักเรียน ๕๐๐ คน ที่ต้องมารับลายเซ็นจากผมเพื่อไปเอาคะแนน มีคนมาทำว่าวคนเดียว นอกนั้นระบายสีตุ๊กตาหมด อีกอย่างคือมีเวทีให้แสดงฝีมือน้อย ที่มีอยู่บางทีก็หดๆหายๆ ก็น่าเห็นใจ เพราะคนที่เล่นว่าวไม่ใช่ว่ารวยนะ อาศัยว่าใจรัก แต่การเล่นว่าวแต่ละฤดูกาลใช้เงินเยอะ ถ้าว่าวจุฬาอยู่ที่ ๒-๓ แสนบาท ว่าวปักเป้าประมาณ ๕-๖ หมื่นบาท เพราะต้องจ้างรถขนมา คนชักก็ต้องจ้าง ว่าวจุฬาใช้ตั้ง ๓๐ คน ปักเป้าใช้ ๕ คน ถ้าไม่มีสปอนเซอร์ก็ต้องเล่นไปหมดไปทุกวัน ฟากคนดูเองก็น้อยลงเหมือนกัน สนามหลวงเมื่อก่อนแน่นไปด้วยประชาชน เด็กนี่หายวันนึง ๕-๖ คน เพราะพอเห็นว่าวก็อยากจะวิ่งตาม ถ้าพ่อแม่เผลอแป๊บเดียวลูกหายแล้ว ผิดกับสมัยนี้คนดูหายไปเยอะมาก สมมติจากสิบคนก็เหลือแค่สอง คงต้องอยู่ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเราแล้วว่าจะให้การสนับสนุน หาสปอนเซอร์ให้เราได้เล่นต่อไปไหม ไม่ใช่เฉพาะแค่ว่าวจุฬา-ปักเป้า เพราะกีฬาไทยมีหลายประเภท ดาบไทย ตระกร้อลอดบ่วง กระบี่กระบอง หมากรุก ฯลฯ ต้องใช้เงินทั้งนั้น หน่วยงานราชการต้องมาช่วยเสริม คือพวกเราน่ะมีสมอง มีภูมิปัญญาสอนให้ได้ แต่เราไม่มีเงิน มันขาดตรงนี้ ถ้าได้รับการสนับสนุนก็จะดี

ที่ผมต้องการอย่างเดียวคือ อยากให้ลูกหลานเยาวชนรุ่นหลังได้รู้ว่าประเพณีกีฬาไทยตั้งแต่โบราณสมัยปู่ย่า ตายาย เรามีอะไรบ้าง เล่นอย่างไร และดูอย่างไร ถ้าเราเริ่มปลูกฝังให้เขาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะได้นิดได้หน่อยก็ช่างเถอะ แต่ควรทำเพื่อไม่ให้ของไทยเลือนหายไปหมด อย่างว่าว ข้อดีนอกจากได้ออกกำลังกาย ยังสร้างความรักในครอบครัวด้วย พ่อแม่พาลูกเต้าไปเที่ยว ไปนั่งดูว่าว ผมถึงทำเรื่องนี้อยู่ตลอดด้วยจิตสำนึกว่าเราเป็นคนไทยที่อยากจะเห็นความเจริญก้าวหน้า ความสุขสดชื่นของเยาวชนและครอบครัว เวลาเห็นชาวบ้านยิ้ม ผมก็ภูมิใจ”