เพลเต คนกินเมีย (เรื่องสั้นโนเบล ชุดที่ 12)

วิมล กุณราชา แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

เรื่องสั้น ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามีขนาดสั้น เรื่องสั้นไม่ใช่เรื่องเล่าพื้นๆ การเขียนเรื่องสั้นให้จับใจ ผู้เขียนจะต้องเป็นนักคิดนักเล่าเรื่อง เรื่องที่เขียนจะต้องจับคนอ่านให้ติดอยู่ในร่างแหแห่งภวังค์ จนไม่สามารถหลุดพ้นจากเรื่องราวทั้งหมดได้

เรื่องสั้นของนักประพันธ์รางวัลโนเบลเปรียบดังเพชรพลอยยอดมงกุฎสำหรับนักอ่าน

เพลเต คนกินเมีย เรื่องสั้นโนเบล ชุดที่ 12 วิมล กุณราชา แปล สำนักพิมพ์นาคร

วิมล กุณราชา นักแปลฝีมือดี เรียนจบเอกภาษาและวรรณคดีอังกฤษ เคยเป็นครู เป็นผู้แปล

เรื่องสั้นชุด Dubliners ของ เจมส์ จอยซ์ ลงในนิตยสารไรเตอร์ยุคที่ กนกพงศ์ สงสมพันธ์ เป็นบรรณาธิการและเขาก็ทำงานแปลเรื่อยมา สำหรับรวมเรื่องสั้นโนเบล ชุดที่ 12 วิมล กุณราชา เขียนถึงหนังสือ เพลเต คนกินเมีย เล่มนี้และบอกให้ฉันรู้ว่าคิดไม่ผิดเลยที่เลือกเล่มนี้อ่าน

"รวมเรื่องสั้นแปลชุด เพลเต คนกินเมีย จากผลงานนักเขียนรางวัลโนเบลเล่มนี้ ผู้แปลพยายามเลือกสรรเรื่องที่เห็นว่ามีแง่มุมชวนคิดใคร่ครวญหลากหลายแนวมาเสนอท่านผู้อ่าน บางเรื่องมีเนื้อหาหม่นเศร้าที่อาจทำให้รู้สึกหดหู่สะเทือนใจ

"บางเรื่องออกแนวเสียดสีปนขบขันแกมขมขื่น บางเรื่องอาจต้องรื้อฟื้นหลักจิตวิทยาเบื้องต้นมาช่วยวิเคราะห์ทำความเข้าใจ บางเรื่องเนื้อหาดำเนินไปเรียบเรื่อยธรรมดาๆ หากแฝงซ่อนความหมายนัยสำคัญที่อาจต้องใช้เวลาตีความนานแล้วแต่ความถนัดของผู้อ่านแต่ละท่านซึ่งมีภูมิหลัง ระดับการศึกษา และคติความเชื่อแตกต่างกัน"

สำหรับฉัน แน่ใจว่าความเชื่อ ความหลากหลายที่มีในสังคมโลกจะทำให้โลกน่าอยู่ และรื่นรมย์

ถ้าทุกคนในโลกคิดเหมือนกัน ใช้ชีวิตเหมือนกันหมด มีบ้านเรือนแบบเดียวกัน กินอาหารเหมือนกัน แต่งตัวเหมือนๆกัน โลกคงไม่มีอะไรน่าสนใจอีกแล้ว

ข้อสำคัญก็คือเพราะว่าความหลากหลายจากคนที่ไม่เหมือนกันนั้นเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะใช้ตรวจสอบตนเอง ในการปฏิบัติตัวต่อผู้อื่น...นี่ต่างหากคือความท้าทาย

และหนังสือรวมเรื่องสั้น เพลเต คนกินเมีย มีหลากหลายเรื่องชวนคิด ช่วยให้เห็นความแตกต่างได้อย่างลึกซึ้งตราตรึง และก็มีบางเรื่องที่แม้จะเกิดในสังคมห่างไกลตัว แต่เพราะความเป็นคนจึงทำให้เรื่องนั้นแสนใกล้ หนังสือ เพลเต คนกินเมีย มีเรื่องสั้น 10 เรื่อง จากนักประพันธ์ 10 ท่านเหล่านี้ คือ คนุต

แฮมซุน อนาโทล ฟร็องซ์ ไอแซค บาเซวิส ซิงเกอร์ เฮอร์มานน์ เฮสเส มิคาลิน โซโลคอฟ เกาสิงเจี้ยน ดอริส เลสซิง ยาสึนาริ คาวาบาตะ บียอร์นสเตียร์เน บียอร์นสัน และ เพิร์ล เอส. บัค

ถ้าดูจากชื่อนักประพันธ์ทั้ง 10 รายนาม ใจก็นึกตามไปยังสถานที่ต่างๆที่นักประพันธ์เหล่านั้นเกิดและเติบโต เช่น นอร์เวย์ ฝรั่งเศส รัสเซีย อเมริกา จีน โปแลนด์ ประการที่ว่ามีนักประพันธ์หลายคนเขียนเรื่องสั้นอยู่ในเล่มเดียวกันนี้ เพราะอย่างนี้ฉันจึงชอบอ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นชุดโนเบล ภาพของสถานที่ที่แต่ละคนใช้ชีวิต เหตุการณ์บ้านเมือง วัฒนธรรมประเพณี การเลี้ยงดู ทุกๆสิ่งที่หล่อหลอมให้เกิดเรื่องสั้นอ่านวิเศษเรื่องหนึ่ง

เรื่องสั้นทั้งสิบเรื่องในเล่มล้วนแล้วแต่อ่านดีทั้งหมด ในเรื่องดีที่ชอบมากก็จะต้องมีเรื่องชอบมากกว่า และมากที่สุดอีก ฉันเลือกเรื่องที่ชอบมากมาเขียนก่อนคือ เรื่องทางรถไฟและสุสาน กับ แกรงเกอบีย์ พ่อค้าเร่อยากนอนคุก สองเรื่องนี้สะท้อนให้รู้คิดและเห็นความจริงเรื่องการเมือง คงไม่มีใครกล้าพูดให้เต็มปากว่าชีวิตไม่เกี่ยวกับการเมือง เพราะการเมืองใกล้ชิดกับเราทุกคนตั้งแต่ลืมตาตื่นตอนเช้าแล้วหลับตาลงนอนในตอนกลางคืน กระทั่งอาจตามเราไปในความฝัน โดยเฉพาะมักจะเป็นฝันร้ายเสียด้วย

เรื่อง ทางรถไฟและสุสาน เขียนโดย บียอร์นสเตียร์เน บียอร์นสัน สะท้อนให้เห็นถึงแวดวงการเมืองที่คิดคับแคบแต่เรื่องผลประโยชน์โดยขาดความเคารพคน และเหมือนกับประเทศของเราในเวลานี้อย่างเหลือเชื่อ การเมืองท้องถิ่นของเพื่อน (เคย) รักสองคน อะนุต อาเคร กับ ลาร์ส ฮ็อกสตัด แข่งขันแย่งชิงอำนาจในสภาตำบล ตำบลที่เคยสงบสุขก็พลิกผัน หลายคนล้มละลายไร้ที่ทำกินและมีหนี้สิน เมื่อผู้มีอำนาจคิดเอาชนะคะคานเร่งรัดพัฒนาอย่าหน้ามืดตามัว ความก้าวหน้าที่ไร้คุณธรรมขาดความเห็นใจและเคารพมนุษย์ ก็จะทำให้สังคมพบกับคำว่าหายนะ

ความเจริญก้าวหน้ากับศักดิ์ศรี จิตวิญญาณของมนุษย์ มนุษย์ควรจะเลือกจิตวิญญาณของตนเองไว้ไม่ใช่หรือ

"ในตอนเริ่มต้นต่างเก็บออมกันอย่างตระหนี่ถี่เหนียวที่สุด แล้วจบลงด้วยการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย เมื่อความคิดจิตใจของทุกคนจดจ่ออยู่แต่เรื่องเงินทอง ความเห็นแก่ตัว ความระแวงสงสัยและความแตกแยกก็ก่อตัวเติบโตขึ้น ในที่สุดก็กลายเป็นการฟ้องร้องคดีความและความเกลียดชังกัน"

"โชคลาภที่คุณพูดถึงนั้นผมได้พิสูจน์มาแล้วว่าเป็นโชคลาภชนิดใด มันก็เหมือนกับโชคลาภอื่นๆทั้งหลายที่คุณนำเข้ามาในตำบลนี้แหละ นั่นก็คือสิ่งอันน่าหวาดระแวง คุณทำให้เรามีโบสถ์ใหม่ แต่คุณก็ใส่จิตวิญญาณใหม่เข้าไปด้วย ซึ่งไม่ใช่จิตวิญญาณแห่งความรัก จริงอยู่คุณทำให้เรามีถนนสายใหม่ๆแต่ก็เป็นถนนสายใหม่ที่ทอดไปสู่หายนะ"

เรื่องแกรงเกอบีย์ พ่อค้าเร่อยากนอนคุก เขียนโดย อนาโทล ฟร็องซ์ เป็นเรื่องของพ่อค้าเร่ในศตวรรษที่ 19 เข็นรถเร่ขายผักมาเป็นเวลากว่ายี่สิบปี หลังจากตลาดวายเขาเข็นรถขายผักไปตามที่ต่างๆในเมือง จนเที่ยงวันหนึ่งก็เกิดเหตุจากเหตุที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นที่เรียกกันว่าน้ำผึ้งหยดเดียว ขณะที่แกรงเกอบีย์ จอดรถเพื่อรอเงินค่าผักอยู่หน้าร้านช่างทำรองเท้า เขาถูกตำรวจออกคำสั่งให้เข็นรถออกไป

เรื่องเลยเถิดจนต้องขึ้นศาล แกรงเกอบีย์ ถูกตัดสินจำคุก มีคนจ่ายค่าปรับให้แกออกมา และพบกับความล้มเหลวเพราะไม่มีใครซื้อผักเลย เมื่อรู้ว่าแกไปติดคุก ตาเฒ่ากลายเป็นคนขี้เมาและตั้งใจที่จะทำให้ถูกจับอีกครั้งเพราะอยู่ในคุกไม่ต้องดิ้นรนเลี้ยงชีวิต เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขียนล้อเลียนกระบวนการยุติธรรม และกฎหมายที่มนุษย์เป็นผู้เขียนขึ้นมาเพื่อความสงบเรียบร้อยในการอยู่ร่วมกัน

แม้เรื่องจะเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 ความอยุติธรรม และการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ตน และการข่มขู่คนที่ไม่รู้กฎหมาย ทำให้สังคมยังต้องเจ็บปวดกับเรื่องราวเหล่านี้อยู่ในปัจจุบัน

"ด้วยความเคารพยำเกรงอย่างเต็มเปี่ยม และท่วมท้นไปด้วยความครั่นคร้าม แกจึงพร้อมยอมรับคำพิพากษาตัดสินความผิดของตน ในสำนึกมโนธรรมของแก แกรงเกอบีย์เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตน แต่แกรู้สึกว่าสำนึกมโนธรรมของพ่อค้าเร่ขายผักนั้นช่างไร้ความหมายเหลือเกิน เมื่อมาเผชิญหน้ากับเกราะป้องกันของกฎหมาย รวมทั้งบรรดาเจ้าหน้าที่อัยการของรัฐ ทนายความของแกเองที่ได้โน้มน้าวชักจูงให้เชื่อว่าแกมิใช่ผู้บริสุทธิ์"

"เราไม่กล้าวางใจในพยานหลักฐานของคนๆเดียว แต่เราอาจมีความเชื่อถือในความเป็นตัวเลขได้"

"องคภาวะนั้นไม่มีอะไรเหมือนมนุษย์ มันเป็นอิสระจากทุกสิ่งที่ล่อลวงคนเราให้สับสน และชักนำให้เสื่อมทราม มันบริสุทธิ์ ไม่เคลื่อนเปลี่ยน และไม่มีอะไรเจือปน"

เรื่อง กะโหลกศักดิ์สิทธิ์ เขียนโดย เพิร์ล เอส. บัค นักเขียนหญิงสัญชาติอเมริกาที่เติบโตในประเทศจีน เขียนเรื่องชีวิตชาวตะวันออกได้ยอดเยี่ยม เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล (พ.ศ.2481)

กะโหลกศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องของประเพณีดั้งเดิม ลูกชายคนเดียวของตระกูลพราหมณ์อันมั่งคั่ง ราชิล โบศี เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กำลังศึกษาอยู่ในประเทศอเมริกา ประเทศเสรี เปิดกว้างต่างกับประเทศอินเดียที่ผู้คนยังยึดมั่นในประเพณีเก่าแก่ วันหนึ่งเขาได้รับโทรเลขจากทางบ้านว่า พ่อตาย

ราชิล เป็นลูกชายคนเดียว ความเป็นหนุ่มและชีวิตในอเมริกาทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจที่จะต้องเป็นผู้ประกอบพิธีศพให้กับพ่อตามศาสนาพราหมณ์ ราชิลทั้งหวาดกลัวและคับอกคับใจ เขาตั้งใจว่าจะไม่ยอมทำพิธี เขาจะไม่ใช้ค้อนทุบกะโหลกศีษะก่อนที่จะเผาเพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณให้ล่องลอยออกไปอย่างสงบตามคัมภีร์พระเวท แต่จะฝังศพพ่อตามแบบอังกฤษ

บิดาของราชิลเป็นผู้มีปัญญาและความสามารถ เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่โต เป็นรัฐมนตรี ที่สำคัญคือท่านเป็นคนดีมีผู้คนเคารพมากมาย ความดีงามของพ่อ ประเพณีของตระกูล และผู้คนที่ชื่นชมศรัทธา สร้างความหวั่นกลัวให้ราชิล

ราชิลมีแม่ ปัทมายาพี่สาวและญาติซึ่งวางความหวังไว้กับลูกชายคนเดียวของผู้นำตระกูลผู้ล่วงลับ โดยเฉพาะพี่สาวที่น่ารักอ่อนโยนของราชิล มีส่วนทำให้เขาได้คิดครวญถึงสิ่งต่างๆมากขึ้น

"แต่เขาพบความจริงว่า คนตายไปแล้วยังมีวิธีแสดงตัวอยู่ในความคิดคำนึงยิ่งกว่ายามมีชีวิตเสียอีก"

"ราชิลเดินเลียบตามชั้นหนังสือช้าๆ อย่างเชื่อฟัง หนังสือเหล่านั้นเปิดเผยถึงดวงจิตอันเจิดจรัสที่เปิดกว้างดวงหนึ่งซึ่งสนใจฝักใฝ่ในอภิปรัชญาและฟิสิกส์ในท่ามกลางศิลปะและการสร้างสรรค์ เขาไม่เคยมองดูหนังสือเหล่านั้นมาก่อนเลย เช่นเดียวกับไม่เคยรู้ซึ้งถึงความรู้สึกนึกคิดของพ่อ หนังสือเหล่านั้นคุ้นเคยกับพ่อ คุ้นเคยกับตะเกียงที่จุดสว่างจนดึกดื่น การตื่นแต่เช้าตรู่ การทำสมาธินิ่งเงียบเนิ่นนาน"

"ไม่หรอก- แน่นอน เธอจะต้องเปลี่ยนแปลง แต่อย่าเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงของเธอที่คุณพ่อ-ที่พิธีศพของท่าน คุณพ่อจะไม่ต้องการให้ครอบครัวทุกข์โทมนัส- หมายถึงครอบครัวทั้งตระกูลของท่านมันไม่ยุติธรรมที่จะฉวยโอกาสเพียงเพราะท่านสิ้นแล้ว"

กะโหลกศักดิ์สิทธิ์ เรื่องสั้นที่อบอุ่นงดงาม ประเพณียังคงความอุ่นเอื้อแก่ผู้คนที่ยึดถือปฏิบัติ เป็นความหวังความศรัทธาช่วยหล่อเลี้ยงหัวใจคน ทั้งยังช่วยโยงยึดคนไว้ด้วยกัน ประเพณีเก่าแก่ผ่านกาลเวลา ช่วยหล่อหลอมเพื่อดำรงสังคมมนุษย์ไว้ให้ดำเนินมาไกลยังปัจจุบันนี้

เรื่องสั้นอีกสองเรื่องดูเหมือนว่ามีเนื้อหาธรรมดา คือ เพลเต คนกินเมีย เขียนโดย ไอแซค บาเชวิส ซิงเกอร์ นักเขียนแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ กับอีกเรื่องชื่อ คนแคระ เขียนโดย เฮอร์มานน์ เฮสเสะ สองเรื่องเล่า เนื้อเรื่องเหมือนนิทานนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกลึกซึ้งในสัจจธรรมพื้นฐานของชีวิต คือ ความโลภและการเคารพผู้อื่น

เพลเต คนกินเมีย ชายเศรษฐีใช้ชีวิตเยี่ยงยาจก เมียทุกคนตายหมด หัวใจเขาแห้งแล้งนักแม้กับตัวเอง เงินก็ไม่สามารถช่วยให้เขามีความสุขกับชีวิตเลยแม้แต่น้อยนิด แล้วเรื่องความขี้เหนียวจนเกินเหตุของมนุษย์ให้บทเรียนแก่เราซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่องการเสียสละ การให้ทาน และความโลภดังสุภาษิตว่า

"โลภนัก มักลาภหาย" ยังเตือนสติให้คิด หากก็ยังมีคนโลภอมหิตเกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ เช่นในสังคมทุนสามานย์ทุกวันนี้

"คนกินเมียมีชีวิตยืนยาวกว่าทุกคน ไม่ว่าเมีย ศัตรู ทรัพย์สมบัติ อหังสาริมทรัพย์ และคนรุ่นเดียวกันกับเขา ทั้งหลายทั้งปวงถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง พระเจ้าโปรดทรงอภัยฉันที่พูดเช่นนี้- เหลือเพียงฝุ่นธุลีกองหนึ่งเท่านั้น"

เช่นเดียวกับเรื่อง คนแคระ ของ เฮสเส คนแคระรับใช้นายหญิงมาร์เกอริต้า คาโดริน คุณหนูผู้เย่อหยิ่ง ในครอบครัวชนชั้นสูงในมืองเวนิซ เสพสุขสำราญฟุ้งเฟ้อ ฟิลิปโปต่างจากคนอื่นๆ เขามีความรู้และปัญญา เป็นนักเล่าเรื่อง เขาจึง เป็นดังสมบัติล้ำค่า เป็น "สิ่งของ" หลายครั้งที่เธอทำร้ายหัวใจชายรับใช้คนแคระ กระทั่งวันหนึ่งเธอปล่อยให้สุนัขของฟิลิปโปจมน้ำตายต่อหน้าต่อตา โดยไม่ช่วยเหลือใดๆ

เหตุการณ์ดูเหมือนเล็กน้อยนี้ทำให้เกิดหายนะขึ้นแก่เธอและคนรัก

"คุณหนูมาร์เกอริต้าเสียสติวิกลจริต แต่ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อมาอีกหลายปี บางครั้งบางคราเธอจะนั่งอยู่ที่ราวระเบียงคฤหาสน์ ส่งเสียงเรียกเรือกอนโดลาทุกลำที่แล่นผ่านว่า "ช่วยมันด้วย! ช่วยเจ้าหมาน้อย! ช่วยฟิโนน้อยด้วย อย่างไรก็ตาม ทุกคนทราบเรื่องราวของเธอดีและไม่มีใครสนใจคำพูดอันไร้สตินั้น"

เรื่องทั้งสิบในหนังสือรวมเรื่องสั้นโนเบล ชุดที่ 12 เพลเต คนกินเมีย เปรียบดังดอกไม้แห่งปัญญา ผลิบานตราตรึงใจ ทั้งยังขยายกลีบปกคลุมให้ร่มรื่น เราอ่านเรื่องราวต่างๆเพื่อให้เหตุการณ์และตัวละครในเรื่อง มอบบทเรียนให้แก่เรา...

เพราะไม่มีใครจะใช้ชีวิตเดียวที่มีอยู่เผชิญหน้ากับทุกเหตุการณ์ได้

เรื่องสั้นจึงเปรียบเสมือนอัญมณีแห่งอำนาจ และหนังสือรวมเรื่องสั้นโนเบล ก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง