นับเป็นโชคดีที่พวกเราเกิดมาเป็นผู้หญิงยุคนี้ ยุคที่สตรีได้รับการยอมรับในความเท่าเทียมและความสามารถ "บันนี่" จึงอดไม่ได้ที่จะให้ความสำคัญกับ "วันสตรีสากล" ที่จะมาถึงในวันที่ 8 มีนาคมนี้ แต่ทราบไหมคะว่ากว่าจะได้มีวันนี้ เพราะใครให้? และยากเย็นแสนเข็ญเพียงใดที่เหล่าสตรีในอดีตต้องต่อสู้กันมา?

ดังที่ทราบกันว่าในอดีตกาล สตรีมักเป็นฝ่ายที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของชาย ไว้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพ การกดขี่ข่มเหงและการเอารัดเอาเปรียบที่มีต่อสตรีในสังคมได้กลายเป็นแรงผลักดันให้สตรีส่วนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมและความเท่าเทียมกันในสังคม เรื่องราวแห่งการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิ์นี้สืบย้อนไปโดยเริ่มตั้งแต่ปี 1789 บรรดาสตรีชาวปารีสพร้อมใจกันเดินขบวนไปยังพระราชวังแวร์ซายส์ เพื่อเรียกร้องเสรีภาพความเสมอภาคและภราดรภาพ และเรียกร้องความคุ้มครองแก่สตรีขึ้นเป็นครั้งแรก

ในปี 1857 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม กลุ่มผู้ใช้แรงงานสตรีจากโรงงานทอผ้าและติดเย็บเครื่องนุ่งห่มได้พากันเดินขบวนประท้วงในนครนิวยอร์ก เพื่อเรียกร้องสิทธิในการทำงาน และให้มีการรับรองสภาพการทำงานของสตรีที่ดียิ่งขึ้น โดยเรียกร้องเพิ่มค่าจ้างและปรับปรุงสภาพการทำงาน แต่แล้วเหตุการณ์ก็จบลงด้วยฆาตกรรมโหดคนงานหญิง 119 คน โดยการเผาโรงเรียนในขณะที่คนงานหญิงกำลังประท้วงอยู่ ต่อมาในปี 1866 การประชุมสมัชชาของบรรดาสมาคมผู้ใช้แรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 1 ได้มีการออกมติเกี่ยวกับการทำงานอาชีพของสตรี รับว่าเป็นการท้าทายอย่างเปิดเผยต่อขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม ซึ่งสมัยนั้นกำหนดให้สตรีต้องอยู่เฉพาะในบ้านเท่านั้น

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1889 คลาร่า เซทกิ้น ได้แสดงสุนทรพจน์เป็นครั้งแรก เรื่องปัญหาของสตรีต่อที่ประชุมผู้ก่อตั้งสภาคองเกรสสากล ครั้งที่ 2 ในกรุงปารีส เรียกร้องให้สตรีมีสิทธิในการทำงาน ให้มีการคุ้มครองสตรีและเด็ก รวมทั้งยังได้เรียกร้องให้สตรีมีส่วนร่วมในการประชุมระดับชาติ และระดับสากลอีกด้วย ต่อมาในปี 1899 ได้มีการจัดประชุมกลุ่มสตรีผู้ต่อต้านสงครามขึ้นที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการต่อต้านสงครามที่พัฒนาและเติบโตมากในช่วงศตวรรษที่ 20 จากนั้นในปี 1907 กรรมการสตรีในโรงงานทอผ้าในเมืองชิคาโก้ได้ลุกฮือขึ้นเดินขบวนประท้วงการเอาเปรียบ กดขี่ ทารุณจากนายจ้าง โดยเรียกร้องให้นายจ้างลดเวลาทำงานจากวันละ 12-15 ชั่วโมง ให้เหลือวันละ 8 ชั่วโมง พร้อมปรับปรุงสวัสดิการภายในโรงงาน และให้สตรีมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งด้วย การเรียกร้องครั้งนี้ แม้จะมีหลายร้อยคนถูกจับ แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากสตรีทั่วโลก และส่งผลให้วิถีการออกแบบทุนนิยมเริ่มสั่นคลอน

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1910 ได้มีการประชุมครั้งที่ 2 ของสมัชชานักสังคมนิยมหญิงนานาชาติในกรุงปารีส โดยมี คลาร่า เซทวิ้น นักสังคมนิยมจากเยอรมัน ในฐานะเลขาธิการของสตรีสากลได้เสนอให้วันที่ 8 มีนาคมเป็นวันสตรีสากล เพื่อรำลึกถึงการต่อสู้ของคนงานหญิงโรงงานทอผ้าในนครนิวยอร์ก ที่ต่อสู้จนจบด้วยถูกฆาตกรรมหมู่ และได้รับการอนุมัติอย่างเป็นเอกฉันท์ จากผู้เข้าร่วมการประชุมนับร้อยจากองค์กรต่างๆ 17 ประเทศ และมีประชาชนมากกว่าหนึ่งล้านคนเข้าร่วมชุมนุม ต่อมาในปี 1957 องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดวันที่ 8 มีนาคม เป็นวันสตรีสากลเช่นกัน โดยมีการประกาศเกียรติคุณยกย่องสตรีที่ทำคุณประโยชน์ให้กับโลก ทั้งที่มีชีวิตอยู่และเสียชีวิตไปแล้ว อาทิ เจ้าหญิงไดอาน่า แห่งอังกฤษ แม่ชีเทเรซา แห่งอินเดีย ประธานาธิบดีเมกาวดี แห่งอินโดนีเซีย และ นางอองซานซูจี ของพม่า

สำหรับในประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2532 ได้ก่อตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ (กสส.) ขึ้นอย่างเป็นทางการ สังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทของผู้หญิงในสังคม รวมทั้งระลึกถึงความเป็นมาแห่งการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเสมอภาคยุติธรรม สันติภาพ และการพัฒนา ทุกปีจะมีการจัดกิจกรรมเพื่อฉลองและประกาศเกียรติคุณแก่สตรีดีเด่นประจำปีด้วยเช่นกัน