"ผ้าหมักโคลน" ภูมิปัญญาชนเผ่าภูไท

เส้นไหม ใยฝ้าย ลวดลายบนผืนผ้า
ช่างภาพ: 

ผ้าทอ เป็นงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านที่สะท้อนวิถีชีวิตวัฒนธรรมและอารยธรรมของกลุ่มชนในท้องถิ่นที่สืบทอดกันมา ผ้าทอพื้นเมืองของแต่ละท้องถิ่น แต่ละภาคมีรูปแบบของสีสัน ลวดลาย และกรรมวิธี การผลิตที่แตกต่างกันไป แม้ว่าจะผลิตขึ้นจากวัตถุดิบประเภทเดียวกันคือฝ้ายหรือไหม แต่มีเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อทางวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตผสมผสานค่านิยมในสังคมที่สืบทอดกันมาจากชุมชนต้นกำเนิด หญิงไทยสมัยโบราณได้รับการฝึกให้ทอผ้าตั้งแต่เยาว์วัย เพื่อนำผ้าทอไปใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ผ้าบูชาพระ ผ้าห่อศพ ของกำนัล ตลอดจนถึงเครื่องแต่งกายในพิธีแต่งงานของตนเอง การทอผ้าจึงเป็นวิถีชีวิตของคนมาโดยตลอด

อย่างเช่น "ผ้าหมักโคลน" ภูมิปัญญาของชนเผ่าภูไทในอำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ที่นำมาฝากคุณผู้อ่านในฉบับนี้ เป็นภูมิปัญญาที่อยู่คู่ชาวบ้านมาตั้งแต่โบราณกาล และยังคงสืบทอดเทคนิคการทำผ้าหมักโคลนมาจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นเอกลักษณ์ผ้าทอมือเส้นใยธรรมชาติของบ้านหนองสูงที่ผู้บริโภคทั้งในและนอกประเทศยอมรับ

การผลิตผ้าหมักโคลนของชาวบ้านหนองสูง มีการผลิตอยู่หลายชุมชน "นรินทิพย์ สิงหะตา" ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าดั้งเดิม หมู่ 2 ตำบลหนองสูงเหนือ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย ผ้าไหมหมักโคลน โดยให้กลมกลืนกับรูปแบบการผลิตดั้งเดิม ของชาวภูไท เมืองหนองสูง ภายใต้เครื่องหมายการค้า "แก่นเข-เพกา" ที่มาของผ้าหมักโคลนเริ่มจากการที่ชาวบ้านไปหาปลาในหนองน้ำแล้วใช้แหเพื่อดักจับปลา แต่แหถักใหม่มีสีขาวทำให้ปลาว่ายหนีไปหมด ชาวบ้านจึงนำแหไปแช่ในโคลนเพื่อให้แหมีสีดำคล้ำ จึงได้ลองนำเทคนิคดังกล่าวไปใช้กับการทำผ้าทอ โดยนำผ้าไปหมักในโคลนเช่นเดียวกับแห และนำไปย้อมต่อด้วยสีธรรมชาติ ซึ่งพบว่าผ้าที่ผ่านการหมักด้วยโคลนจะได้สีสันที่แปลกไปจากผ้าที่ไม่ได้หมักโคลน ซึ่งเมื่อนำไปย้อมสีก็จะได้ผ้าที่มีสีสดมากขึ้น เพราะโคลนช่วยจับสีทำให้สีเข้มขึ้น และสีติดทนนาน

สำหรับโคลนที่ใช้ในการหมักนี้จะใช้โคลนที่หนองน้ำ ที่บ้านหนองสูง ซึ่งเป็นดินโคลนที่มีอายุประมาณ 300-400 ปี โดยโคลนในท้องถิ่นอื่นๆ ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน แต่ควรใช้โคลนดินเหนียว และเนื้อโคลนต้องละเอียด ไม่มีเม็ดดินเม็ดทรายปะปน ดังนั้น การทำผ้าหมักโคลน จึงเริ่มจากนำโคลนขึ้นมากรองด้วยตะแกรงเพื่อคัดกรองเอาพวกเม็ดกรวดเม็ดดินออกให้เหลือแต่เนื้อโคลนล้วนๆ แล้วนำไปผสมน้ำและเกลือตามความเหมาะสม คนให้เข้ากัน นำเส้นใยผ้าฝ้าย หรือผ้าไหมลงไปแช่ในโคลนที่เตรียมไว้ โดยใช้เวลาในการหมักประมาณ 3-6 ชั่วโมง ซึ่งสีของเส้นใยจะอ่อนหรือเข้มขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการหมัก เมื่อหมักได้เวลาที่ต้องการก็นำขึ้นมาบิด จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง พอเส้นใยแห้งก็นำไปล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำกลับไปตากแดดให้แห้งอีกครั้ง จากนั้นจึงนำไปทำการย้อมสีตามที่ต้องการ

ผ้าที่นำมาใช้หมักโคลนต้องทอจากเส้นใยธรรมชาติ และย้อมสีธรรมชาติ สกัดจากเปลือกไม้ โดยกรรมวิธีแช่น้ำให้เปลือกไม้คลายสีออกมา แล้วนำไปต้มสกัดเอาน้ำสี จากนั้นก็ใส่เกลือ ทำการคนให้เข้ากันก็จะได้น้ำย้อม ผ้าหมักโคลนมี เนื้อนุ่ม เบาสบาย และแห้งเร็ว ทางกลุ่มจึงผลิตผ้าหมักโคลนจำหน่ายเป็นผ้าพันคอ และผ้าคลุมไหล่ และอาจจะทำเป็นผ้าห่อเด็ก เหมือนที่เคยใช้กันมาในสมัยโบราณด้วย