อภิชาต ปิยะสกุลชัยชาญ ชวนวิ่งอย่างยั่งยืน

"ไม่ใช่การถอดรองเท้าวิ่ง แต่วิ่งให้เหมือนถอดรองเท้า'"
สุขที่ใจรัก

เมื่อการวิ่งเพื่อออกกำลังกลับกลายเป็นการสร้างความเจ็บปวดให้กับร่างกายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้ชายคนนี้จึงเริ่มต้นค้นหาทั้งทางทฤษฎีและการปฏิบัติลงมือจริงจนพบคำตอบที่ช่วยคลายได้ทุกความสงสัย

"ผมจะชอบพูดเป็นประโยคติดปากว่า อย่าวิ่งเหมือนเดิน อย่าเดินเหมือนวิ่ง เพราะมันไม่เหมือนกัน ร่างกายเราถูกสร้างมาแล้วให้ทำสองอย่างแยกกัน ถามว่าจริงหรือ คำตอบคือ จริงครับ คุณลองไปดูเด็กวิ่งได้ เวลาเขาเล่นวิ่งไล่กันจะวิ่งไม่เหมือนเราเลย นั่นแหละคือท่าวิ่งตามธรรมชาติของมนุษย์ เราควรวิ่งให้ได้อย่างนั้นแล้วจะเลี่ยงอาการบาดเจ็บได้ ทั้งยังช่วยให้วิ่งได้นาน และวิ่งได้ไกลขึ้นอีกด้วย"

คุณตูน-อภิชาต ปิยะสกุลชัยชาญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทซินโค่ ลิฟวิ่ง จำกัด และยังเป็นเจ้าของเฟซบุ๊คแฟนเพจ "วิ่งตีนเปล่า" ที่เจ้าตัวตั้งใจทำขึ้นเพื่อแบ่งปันข้อมูลความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการวิ่งอย่างถูกต้อง ตามสโลแกนที่ว่า "ไม่ใช่การถอดรองเท้าวิ่ง แต่วิ่งให้เหมือนถอดรองเท้า'"

"เมื่อก่อนผมเป็นคนไม่ออกกำลังกายเลย และอ้วนมากหนักเกือบร้อยกิโล พออยากจะลดน้ำหนักถึงควบคุมอาหาร และเริ่มออกกำลังกายซึ่งอย่างแรกที่คนจะนึกถึงคือ การวิ่ง เพราะง่ายสุด ผมเริ่มวิ่งเมื่อ ๑๑ ปีที่แล้ว แต่วิ่งได้น้อยมาก ระยะทางสูงสุดเท่าที่เคยวิ่งได้ในช่วงนั้นแค่ ๔ กิโลเมตร ถ้าไม่เหนื่อยก็เจ็บเข่า เจ็บเท้า เจ็บสารพัด แต่เนื่องจากผมตีกอล์ฟด้วยและให้เวลากับมันมากกว่าการวิ่งจึงไม่เคยจริงจังว่าจะต้องวิ่งได้เท่าไหร่ ไม่เคยแข่ง ไม่มีก๊วนวิ่ง แต่ไลฟ์สไตล์ผมเป็นคนตื่นเช้า พอตื่นไม่มีอะไรทำ อย่างเดียวที่ทำได้คือ ไปวิ่ง  ทีนี้พอเริ่มเบื่อกอล์ฟ อยากเปลี่ยนชนิดกีฬาใหม่เลยมองมาที่ไตรกีฬา ซึ่งว่ายน้ำกับขี่จักรยาน เราทำได้อยู่แล้ว ขาดแต่การวิ่งที่ยังไงก็ไม่พัฒนา ถ้าจะไปลงแข่งคงไม่ได้จึงเริ่มจริงจังกับการค้นข้อมูลเพื่อหาสาเหตุจนไปเจอเว็บไซต์หนึ่งพูดถึงเรื่องการวิ่งเท้าเปล่า รู้สึกโดนใจ เพราะว่าที่เคยเข้าใจเกี่ยวกับการวิ่งมาตลอดนั้นมันผิด เช่น เราจะได้ยินมาตลอดว่า 'ถ้าวิ่งระยะไกลต้องวิ่งลงส้น วิ่งระยะสั้นต้องวิ่งลงหน้าเท้า' ซึ่งในความเป็นจริงมันผิดและถูกไม่หมด คือการวิ่งลงส้นก่อนผิดแน่นอน ไม่ได้ผิดที่เอาส้นลงก่อน แต่ผิดที่พอเราเอาส้นลงก่อน เข่าจะเหยียดตรง และจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บต่างๆ ที่ผมเคยเป็นมาตลอด วิธีการวิ่งที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะวิ่งยาววิ่งสั้นต้องเหมือนกัน คือต้องลงที่บริเวณกระดูกฝ่าเท้าถึงกลางเท้าก่อน แล้วถึงค่อยหย่อนส้นลงสัมผัสพื้นในแต่ละก้าว (เหมือนเด็กวิ่ง) ส่วนการวิ่งลงหน้าเท้าที่ว่า ก็ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะการที่นักวิ่ง Sprint (วิ่งระยะสั้นจับความเร็ว) ลงหน้าเท้าเพราะความเร็วที่นักวิ่งเหล่านั้นต้องกระทำ มันเร็วมากเสียจนเอาส้นลงแตะพื้นไม่ทันในแต่ละก้าว ไม่ใช่การจงใจไม่เอาส้นลงแตะพื้นแต่อย่างใด

ในนั้นมีอยู่ประโยคหนึ่งที่เหมือนเป็นการจุดประกายในหัวผมคือ ถ้าไม่เชื่อในทฤษฎีนี้ลองถอดรองเท้าวิ่งดูสิ ตั้งแต่นั้นมาผมลองวิ่งตามที่เขาบอกดู พอลองปุ๊บ มันใช่ ระยะทางเพิ่มขึ้น ความเร็วเพิ่มขึ้น เหนื่อยน้อยลง แต่ไม่ใช่เพิ่มขึ้นพรวดๆนะครับ ครั้งแรกจำได้ว่าเพิ่มจาก ๔ กิโลเมตรเป็น ๕-๖ กิโลเมตร พอกลับมาบ้านดีใจมาก แต่ครั้งแรกยังใส่รองเท้าวิ่งคู่เดิมอยู่ แค่เปลี่ยนท่าวิ่ง แต่ก็ยังเจ็บเท้า คราวนี้ลองถอดรองเท้าวิ่งเลย หลังจากนั้นได้ไปเจอเพื่อนที่วิ่งเท้าเปล่าเหมือนกัน จนเกิดแรงบันดาลใจอยากเปิดเพจในเฟซบุ๊ค เพราะสังเกตว่าคนที่วิ่งส่วนใหญ่วิ่งเหมือนเราเมื่อก่อนแล้วจะเจออาการบาดเจ็บ ในเพจของผมจึงเน้นการให้ความรู้เพื่อต้องการจะเปลี่ยนวิธีการ หรือวิธีคิดของคน คล้ายกับตอนที่ไปอ่านเรื่องของคนอื่น เราก็อยากเอามาเผยแพร่ให้คนไทยได้รู้บ้าง โดยข้อมูลที่ผมได้มาในช่วงแรกๆ มาจาก ๒ แหล่ง คือ จากคลิปวิดีโอของคุณหมอนักวิ่งชาวอเมริกันคนหนึ่ง กับข้อมูลจากเว็บไซต์รองเท้ายี่ห้อหนึ่งที่ผลิตออกมาสำหรับการวิ่ง-เดินแบบธรรมชาติ หลังจากนั้นสารภาพว่าไม่ได้ค้นอะไรอีก แต่เป็นการทดลองด้วยตัวเองทั้งหมด เนื้อหาทุกอย่างที่เอามาเล่ามาจากประสบการณ์ส่วนตัวเวลาไปวิ่งแล้วเจอปัญหาอะไรมาบ้าง จนเริ่มรู้สึกว่าต้องต่อยอดแล้วถึงซื้อหนังสือมาอ่านเพื่อเติมความรู้ให้ตัวเอง

ผมใช้ชื่อเพจว่า 'วิ่งตีนเปล่า' ชื่อบอกแบบนั้น แต่สโลแกนที่ตามมา ซึ่งคิดไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดเพจคือ 'ไม่ใช่การถอดรองเท้าวิ่ง แต่วิ่งให้เหมือนถอดรองเท้า' หมายความว่าเราไม่ได้ต่อต้านการใส่รองเท้าวิ่ง รองเท้าดีๆมี คุณจะใส่ก็ได้ เพียงแต่ปรับท่วงท่าการวิ่งให้เหมือนกับไม่ได้ใส่รองเท้า

โดยข้อแรกต้องเริ่มต้นจากจุดแรกที่เท้าสัมผัสพื้นก่อน เพราะคนที่ใส่รองเท้าวิ่งส่วนใหญ่จะกลัวแรงกระแทก พอบริษัทรองเท้ารู้แบบนี้จึงออกแบบพื้นรองเท้าให้หนาซึ่งทำให้ท่าวิ่งเปลี่ยนไปเป็นการวิ่งลงส้นก่อน นั่นหมายความว่ารองเท้าคือปัญหาส่วนหนึ่ง บวกกับความเข้าใจของคนทั่วไปที่ถูกฝังหัวมาอย่างผิดๆ จนกลายเป็นอาการบาดเจ็บต่างๆ ตามที่ผมเคยเจอมา ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนความคิดนี้ก่อนว่า รองเท้าไม่ได้ช่วยลดการกระแทกและอาการบาดเจ็บใดๆ เลย ไม่อย่างนั้นเราคงไม่เห็นคนซื้อรองเท้าคู่ละหลายพัน แต่ยังพันเข่าวิ่งอยู่ เราสูญเสียวิธีการเดินและวิ่งตามธรรมชาติไป เพราะรองเท้าวิ่งยุคนี้ทำให้เข้าใจว่าการเดินกับวิ่งเหมือนกัน แต่ความจริงแล้วเท้าเป็นอวัยวะที่ซับซ้อนมาก และการลดแรงกระแทกอยู่ที่ท่าวิ่ง ซึ่งที่ถูกต้องคือท่าวิ่งธรรมชาติที่ติดตัวมนุษย์มา ลองถอดรองเท้าวิ่งดู ท่านั้นแหละครับเอามาปรับกับตอนที่ใส่รองเท้าวิ่ง ข้อต่อมาเป็นสิ่งที่ตามมาจากการวิ่งลงส้นเท้าก่อนคือ เข่าจะตรง ซึ่งเข่าถือเป็นจุดที่เกิดอาการเจ็บมากที่สุด เพราะกระดูกซึ่งควรทำหน้าที่เหมือนบานพับอย่างเดียว ไม่ใช่ต้องมารับน้ำหนักตัวเรา แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเอากระดูกฝ่าเท้าลงก่อน เข่าจะงอ น้ำหนักตัวจะถูกแบ่งไปที่น่องกับต้นขา ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อทั้งนั้นสามารถรับน้ำหนักเราได้สบายอยู่แล้ว

ผมจะเขียนบทความลงเพจสัปดาห์ละ ๓-๔ ชิ้น พูดถึงเรื่องวิ่งทั้งหมด ไม่ว่าจะวิธีการลงเท้าอย่างที่พูดไป ประสบการณ์ที่เจอตอนไปวิ่ง เพราะผมมีความคิดหลายอย่างตรงกันข้ามกับสิ่งที่ทุกคนเข้าใจ เช่น บางคนบอกว่าถอดรองเท้าวิ่งบนพื้นคอนกรีต เข่าเสียนะ ผมก็อธิบายต่อว่า จริงๆ แล้วในร่างกายคนเรา เส้นเอ็นกับกล้ามเนื้อเหมือนเป็นสปริงในตัว เปรียบเทียบให้นึกถึงเวลาเรากินน่องไก่ แล้วกัดไปโดนเอ็นในน่อง มันเหมือนหนังสติ๊ก ดังนั้น ถ้ามันอยู่บนพื้นแข็งจะเด้งดีมาก แต่ถ้าเอาสปริงไปกดบนโซฟาเพื่อให้เด้งคืนกลับมา ระยะเดียวกันกับพื้นแข็ง เราต้องใช้แรงกดมากกว่า เทียบกับการวิ่งบนพื้นที่มีการเสริมให้นุ่มมากๆ จะเป็นอันตรายกับเข่าและกระดูกของเรา นี่เป็นตัวอย่างของความคิดที่สวนทางกัน แต่เพราะผมไม่ได้ต่อต้านการใส่รองเท้า จึงนำไปสู่ความคิดเรื่องการเลือกรองเท้าเป็นอีกหัวข้อหนึ่งต่อมาว่า พอเข้าใจวิธีการวิ่งที่ถูกต้องแล้ว เราจะมีหลักเกณฑ์ในการเลือกรองเท้าที่เหมาะสมต่อไป

เพจนี้เปิดมาไม่นานประมาณปีกว่า แต่ก็มีความภูมิใจและดีใจในฐานะคนทำเพจ เพราะถึงแม้เราจะไม่ใช่นักวิ่งอันดับ ๑ ของประเทศ ไม่ใช่คุณหมอเชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่เวลาเราพูดอะไรออกไปมีคนเชื่อแล้วส่วนหนึ่ง และพอเชื่อแล้วเขาเอาไปลองทำตาม บางคนติดตามตั้งแต่แรก เขียนมาถามว่า ผมอ้วนนะหนักร้อยกิโล วิ่งได้ไหม ผมก็บอกว่า ได้ เพราะเคยหนักมากเหมือนกัน ทีนี้พอเขาเอาวิธีการตามที่เราบอกไปลองแล้วเขียนกลับมาบอกว่า ตอนนี้เขาวิ่งได้แล้วนะ ดีใจมาก คนทำเพจอย่างเราก็พลอยดีใจตามไปด้วย ในปีนี้เลยตั้งใจว่าจะเริ่มมีกิจกรรมให้ลูกเพจทำแล้ว คิดว่าทุกคนคงรออยู่ เพราะบางทีแค่อ่านอาจคิดตามไม่ทัน ผมเลยอยากให้มาเจอกัน แต่แค่นั้นมันง่ายไป เป็นคนวางแผนคิดอะไรนาน อยากให้ดูยิ่งใหญ่ด้วย มีเสื้อ ตำรา น้ำดื่ม อุปกรณ์การสอนพร้อม คืออารมณ์ว่า มีความรู้เลยอยากปล่อยของ ไม่อยากเก็บไว้คนเดียว (หัวเราะ)

คนที่สนใจเพจของผม ส่วนใหญ่จะเคยบาดเจ็บมาก่อน บางคนอยากลองประสบการณ์ใหม่ บางคนวิ่งแล้วไม่พัฒนาเลย จะวนอยู่แบบนี้ กับอีกพวกหนึ่งคือ ได้ยินมาว่าต้องวิ่งลงส้นก่อน แต่ตัวเองเป็นคนวิ่งลงหน้าเท้าโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่มาฝืนตามคนอื่นเลยเจ็บ พอมาเจอเพจนี้ ดีใจมาก ผมก็ให้คำแนะนำแล้วให้เขาเอาไปปรับใช้ แต่ทุกคนจะสงสัยเหมือนกันว่า จะเจอเศษแก้วบาดเท้าไหม ถ้าถามคนที่เคยวิ่งตามงานวิ่ง เช่น ในกรุงเทพฯ ไม่มีนะครับ ต้องชมพนักงานของกรุงเทพมหานครว่า ทำงานดีมาก แต่อาจจะมีเศษหินเศษกรวดบ้าง ซึ่งอันนี้เราเลี่ยงไม่ได้ ถามว่าเจ็บไหม เจ็บในช่วงแรก แต่สักพักจะเริ่มไม่เจ็บ จะว่าเท้าด้านก็ไม่ใช่ น่าจะเพราะปรับตัวได้แล้ว บางคนคิดว่าวิ่งเท้าเปล่า เท้าจะต้องด้านมากแน่ๆ ที่จริงไม่เลย กลับหนาและนุ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่ถึงขั้นสากหรือแตกไหม ไม่มีเลย จะเหมือนการสปาโดยเอาหินมาขัดจนเนียนมากกว่า เขาจะแซวกันให้หมู่นักวิ่งเท้าเปล่าว่า เท้าเนียนกว่าหน้าอีก (หัวเราะ) แต่ที่หน้าอาจต้องด้านกว่าเท้า เพราะคนจะมอง เรื่องนี้เป็นอีกหัวข้อที่คุยกัน ผมมีลูกเพจเป็นผู้หญิงเยอะที่อยากลองวิ่งเท้าเปล่า แต่อาย ก็เข้าใจ เพราะเคยอายมาก่อน ข้อแนะนำคือเวลาเขามีนัดกันให้ลองไปร่วม เพราะวิ่งเป็นกลุ่มจะไม่รู้สึกอายเท่าวิ่งคนเดียว แรกๆ เท้าอาจจะพอง แต่อย่างที่บอกว่าเท้าเป็นอวัยวะที่ซับซ้อนมาก พองแป๊บเดียวก็หาย แล้วทีนี้เราจะปรับตัว กลับมาวิ่งถนนเดิมไม่เจ็บแล้ว ที่สำคัญ ยิ่งมาวิ่งเท้าเปล่าจะยิ่งรู้สึกรักเท้ามากขึ้น ที่พูดแบบนี้เพราะอยากให้เข้าใจว่า รองเท้าวิ่งพื้นแข็งๆ หนาๆ รวมถึงรองเท้าใส่ทั่วไปที่เป็นแบบนี้ อย่าไปใส่เลย ปล่อยเท้าให้เป็นอิสระบ้าง อย่าไปบังคับมันมาก ตอนนี้ผมเองวิ่งทั้งแบบถอดรองเท้าบ้าง ไม่ถอดบ้าง แต่วิธีการวิ่งยังคงเหมือนกันก็จะไม่บาดเจ็บอีกต่อไป

คุณอาจจะรู้สึกว่า ทำไมผมพูดเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บบ่อยจัง อยากจะบอกว่าถ้าใครเคยเจ็บจะทราบว่าเป็นอะไรที่น่ารำคาญมาก การบาดเจ็บจากการวิ่งทำให้อดวิ่งไปเป็นเดือนนะครับ บางทีเจ็บเรื้อรังด้วย แต่ถ้าเราวิ่งถูกวิธี โอกาสเจ็บอาจจะไม่มีเลย ศักยภาพของร่างกายก็ได้พัฒนาอย่างถูกต้อง กล้ามเนื้อ กระดูก เข่า ข้อต่อจะถูกงานใช้อย่างถูกหน้าที่ของมัน ทำให้วิ่งได้ไกลและเร็วขึ้น หัวใจมีการสูบฉีดสม่ำเสมอ เป็นผลพวงที่ต่อเนื่องกันมา รวมๆ ทั้งหมดนี้เรียกว่า 'การวิ่งอย่างยั่งยืน' คือการวิ่งได้อย่างถูกต้องจะทำให้เรามีความสุขกับการวิ่งไปได้เรื่อยๆ โดยไม่มีปัญหาเรื่องอายุเลย"