แพรณัฐ "นวนิยายเติมเต็มชีวิต"

สัมภาษณ์พิเศษ
ช่างภาพ: 

ทิพยวไลย์ ทวีพาณิชย์ เจ้าของนามปากกา แพรณัฐ เป็นที่สนใจของนักอ่านรุ่นใหม่ในฐานะนักเขียนนวนิยายร่วมสมัยยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ หมวกอีกใบหนึ่ง ในนามจริง เธอเป็นที่ปรึกษาของโรงเรียนอนุบาลปรางทิพย์และปรางทิพย์เดย์แคร์ สถาบันการศึกษาระดับอนุบาลซึ่งมีชื่อเสียงมายาวนานกว่า ๔๐ ปี ส่วนตัวตนจริงบนถนนวรรณกรรม แพรณัฐ คืออีกภาคหนึ่งที่เข้ามาเติมเต็มในโลกและชีวิตของเธอให้สมบูรณ์อิ่มสุขยิ่งขึ้น

หญิงสาวศึกษาจบคณะศิลปศาสตร์ วิชาเอกฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำเร็จปริญญาโทด้านบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยบริหารงานอยู่ในตำแหน่งครูใหญ่ของโรงเรียนอนุบาลปรางทิพย์ถึง ๘ ปี อันเป็นกิจการครอบครัวที่ดำเนินมาด้วยหลักความมั่นคงแห่งคุณภาพ

ที่สุดวันหนึ่ง ความรู้สึกข้างในเรียกร้องให้ต้องเลือก เธอจึงเลือกเป็น แพรณัฐ และขอลาออกจากการเป็นครูใหญ่โรงเรียนอนุบาล ทางครอบครัวเข้าใจดี ทำให้นับจากนั้นมีโอกาสทุ่มเททำงานอันเป็นที่รัก ได้ย่างก้าวอย่างสร้างสรรค์ไปบนถนนน้ำหมึกอย่างเต็มตัว

จากวันนั้นถึงวันนี้ ระยะเวลาดำเนินมา ๗-๘ ปีเต็มแล้ว แพรณัฐก็ยังคงมั่นคงต่อหัวใจตนเอง เธอรักที่จะเขียน...เขียน...เขียน...เพื่อความสุขของผู้อ่านและของตัวเธอเอง เธอชัดเจนว่านวนิยายคือสิ่งเติมเต็มในชีวิต เธอจึงเลือกเป็นนักเขียนนวนิยาย และวันนี้เธอก็ประสบความสำเร็จในอาชีพด้วยหัวใจรักนำทาง ด้วยความจริงใจกับตนเองเป็นบ่อเกิดแรก ทำให้โลกวรรณกรรมปรากฏนาม แพรณัฐ โด่งดังขจรขจาย ชื่อเสียงแผ่ออกไปกว้างขวางในทุกวันนี้

เริ่มต้นสนทนากับเธอ โดยจุดประเด็นแรกว่า หมุดเริ่มต้นของใจรักที่ปรารถนาจะเป็นนักประพันธ์

"ต้องเท้าความกลับไปตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนค่ะ คือคุณพ่อคุณแม่สนับสนุนและปลูกฝังให้ลูกรักการอ่านหนังสือมาตลอด และด้วยความที่คุณแม่ทำงานใกล้ชิดกับเด็กเล็กชั้นอนุบาล พอเราโตขึ้น คุณแม่ก็จะบอกว่าให้ช่วยแต่งนิทานให้หน่อย แม่จะเอาไปเล่าให้น้องๆที่โรงเรียนฟัง จำได้ว่านิทานเรื่องแรกที่แต่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับปลาวาฬ (หัวเราะ สีหน้าแจ่มใส)

ครอบครัวเราที่บ้าน ทั้งคุณพ่อคุณแม่คุณยายชอบการอ่านหนังสือมาก ทำให้ลูกๆซึมซับรักการอ่านไปด้วย คุณพ่อมักพาไปร้านหนังสือเพื่อให้ลูกๆเลือกซื้อคนละ ๑ เล่ม

ด้วยความที่ชอบอ่านชอบเขียน โตขึ้นมา นอกจากชอบเขียนนิทาน ก็ยังชอบเขียนจดหมาย ตอนเรียนชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการเรียนวิชาภาษาไทย ครูก็ให้เขียนจดหมายถึงเพื่อน เขียนไปเขียนมาก็ติดค่ะ ปิดเทอมแพรยังเขียนจดหมายหาเพื่อนอยู่เหมือนเดิม เพื่อนๆสมัยเรียนบอกว่าแพรเขียนได้สนุกกว่าพูด (หัวเราะ)

พอมาถึงวัยทำงาน แพรเป็นครูใหญ่อยู่ ๘ ปี ช่วงนั้นมีการเขียนหลักสูตร เขียนงานวิชาการ ออกจุลสารของโรงเรียน ก็ต้องเขียนคอลัมน์ และยังเป็นคณะกรรมการฝ่ายวิชาการในสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย ต้องช่วยจัดทำวารสารของสมาคมอนุบาลฯ หรือไม่ก็เขียนงานวิจัยต่างๆ บางครั้งเขียนบทความให้ครูอ่านบ้าง ให้ผู้ปกครองอ่านบ้าง รู้สึกว่าช่วงนั้นเขียนเยอะมากๆค่ะ

แพรคิดว่าตัวเองเป็นคนรักในภาษา คิดถึงภาษาอยู่ตลอดเวลา รักที่จะอ่านและรักที่จะเขียนหนังสือ จำได้ว่าสมัยเด็กๆ วรรณกรรมเยาวชนเล่มแรกที่อ่าน คือชุดนาร์เนีย เรื่อง เมืองในตู้เสื้อผ้า อ่านแล้วชอบ สนุก ประทับใจมาก จากนั้นจึงไปหาวรรณกรรมเยาวชนเรื่องอื่นๆมาอ่านต่อ จนกระทั่ง เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๒ มีโอกาสอ่านหนังสือนอกเวลา เรื่อง นิกกับพิม ของ ว.ณ ประมวญมารค ยิ่งรู้สึกประทับใจ เป็นเรื่องราวความรักที่น่ารักมาก ต่อมาได้อ่านนวนิยาย คู่กรรม ของ ทมยันตี เรื่องนี้อ่านหลายรอบ และก็ร้องไห้ทุกรอบที่อ่าน โดยเฉพาะประทับใจในวิธีการเขียน ยอมรับว่าทมยันตีเป็นนักเขียนนวนิยายคนแรกในดวงใจ เปรียบเหมือนเป็นครูคนแรกในด้านงานเขียน หลังจากนั้นอ่านเรื่อง ในฝัน ก็เศร้าอีก แพรยังพูดกับคุณแม่ว่านวนิยายต้องเศร้าขนาดนี้เลยเหรอ ยิ่งอ่านก็ยิ่งเศร้า แต่เราก็หยุดอ่านไม่ได้ อ่านแล้วร้องไห้ตาบวม คุณแม่ท่านได้แนะนำให้อ่านเรื่อง ปริศนา ผลงานของ ว.ณ ประมวญมารค ก็รู้สึกชอบ ประทับใจ รวมทั้งงานเขียนของนักเขียนท่านอื่นๆที่อ่านตามมาก็ชอบมาก เช่น ว.วินิจฉัยกุล แก้วเก้า จุฑารัตน์ ฯลฯ"

เมื่อค้นพบความสุขและความอิ่มเอมในอารมณ์จากการอ่านนวนิยาย จึงทำให้แพรณัฐกลายเป็นนักอ่านตัวยงและอ่านเรื่อยมาในหลากหลายนามปากกา ตราบกระทั่งเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ก็ยังชอบอ่านนวนิยาย

"ช่วงที่เรียนปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ อาจารย์มักให้นักศึกษาวิเคราะห์งานวรรณกรรมฝรั่งเศสว่าคนเขียนคิดอย่างไร ใช้กลวิธีการเขียนแบบไหน เหตุใดจึงเขียน เมื่อต้องวิเคราะห์มากๆเข้า พอเวลาที่อ่านนวนิยายไทย ก็ติดการวิเคราะห์เหล่านั้นมาด้วย แต่ช่วงหนึ่งที่แพรต้องทำงานเป็นครูใหญ่ในโรงเรียน ช่วงนั้นพูดได้ว่าทำให้เราต้องทิ้งความใกล้ชิดในภาษาวรรณกรรมไป มาเน้นอยู่ที่งานบริหาร งานวิชาการของโรงเรียนมากกว่า พอนานวันเข้าทำให้รู้สึกว่าชีวิตเราเหมือนยังขาดอะไรไป ข้างในจิตใจค่อนข้างโหยหาอะไรบางอย่าง

ขณะที่งานโรงเรียนก็ค่อนข้างเครียด ทำให้กระหายการอ่านนวนิยายมาก จึงแก้เครียดด้วยการอ่านนวนิยาย เรียกว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่อ่านนวนิยายเยอะมากๆ เหมือนว่าเราได้ปลดปล่อยความเครียด

วันหนึ่งเพื่อนซึ่งสังเกตเห็นว่าแพรชอบอ่านนวนิยายมากๆ ก็ทักขึ้นว่าอ่านเยอะขนาดนี้ ทำไมไม่ลองเขียนดูบ้าง เราก็กลับมานั่งคิดว่าตัวเองจะเขียนได้เหรอ และนึกถึงว่าที่เราเคยเรียนรู้ทฤษฎีวิเคราะห์วรรณกรรม ก็น่าจะลองเอามาใช้ประโยชน์สำหรับที่จะเขียน และบังเอิญได้พบนักเขียนนามปากกา ณารา ที่เราชื่นชอบงานเขาอยู่ แพรเป็นแฟนคลับของคุณณาราด้วย จึงเข้าไปพูดคุย บอกกับคุณณาราว่าแพรอยากเขียนนวนิยาย คุณณาราก็พูดตอบกลับมาว่า อยากเขียน ให้ลงมือเขียนเลย ถ้าไม่ลงมือเขียน เราก็จะไม่ได้เริ่มต้นสักที

นวนิยายเรื่องแรกที่แพรลงมือเขียน คือเรื่อง มนต์มรกต เป็นนวนิยายแนวแฟนตาซี ขณะที่เขียนไม่ได้บอกใครเลยว่ากำลังเขียนนวนิยายอยู่ แล้วก็ไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดอยากเป็นนักเขียนนวนิยาย เพียงแต่ตอนเขียนก็ใช้การตั้งคำถามกับตัวเองแบบที่เราเรียนหลักทฤษฎีการวิเคราะห์งานวรรณกรรม

พอเขียนเรื่องมนต์มรกตจบ แพรก็ลองส่งต้นฉบับมาให้ที่สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์พิจารณา โดยมีคุณประดับเกียรติ ตุมประธาน เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ คุณประดับเกียรติอ่านพิจารณาต้นฉบับเรื่องมนต์มรกต ของแพร ก็ตอบกลับว่ารับจัดพิมพ์รวมเล่ม คุณประดับเกียรติบอกว่าเขาเห็นอะไรบางอย่างในงานของแพร และแพรก็เขียนแนวแฟนตาซีได้ดี ซึ่งตรงนี้บอกได้ว่าแพรได้รับแรงบันดาลใจจากงานเขียนของนักเขียนนามปากกาจุฑารัตน์ คือรู้สึกประทับใจงานแนวเหนือธรรมชาติของคุณจุฑารัตน์ เนื่องจากเป็นนวนิยายที่มีกลิ่นอายของนิทานและเทพนิยายผสมๆอยู่ด้วยกัน ทำให้ชอบมาก

สารภาพว่าขณะที่ซุ่มเขียนเรื่องมนต์มรกตอยู่ ๖ เดือน ไม่กล้าบอกใครเลย รวมทั้งไม่ได้บอกคุณพ่อคุณแม่ด้วย จนกระทั่ง มนต์มรกตพิมพ์เป็นเล่มออกมา ถึงนำมาให้คุณพ่อคุณแม่ดู"

จวบจนเวลานี้ ประมาณ ๗ ปีผ่านมาแล้วที่นวนิยายเรื่องแรกในนามปากกาแพรณัฐ เปิดตัวสู่สายตาสาธารณชน หากเธอยังคิดถึงเรื่องนั้นและจดจำได้แม่นมั่น

"แพรรู้สึกว่าตอนเขียนมนต์มรกต เหมือนแพรได้ปล่อยของ เหมือนการอ่านที่ผ่านๆมามันอัดแน่นอยู่ข้างในตัวเรา แต่ปัจจุบันนี้ก็ไม่ค่อยกล้าหยิบมาอ่านอีก (หัวเราะสดใส) อายค่ะ กลัวจะเกิดคำถามกับตัวเองว่า เอ๊ะ เราเขียนอะไรออกไป (มีเสียงฮาลูกคู่เล็กน้อย นึกเอ็นดูเธอว่าเป็นนักเขียนน้องใหม่ในวงการที่อ่อนน้อมถ่อนตนอย่างน่ารัก)"

อีกความรู้สึกหนึ่งซึ่งแพรณัฐบอกกับสกุลไทยโดยเปิดเผยก็คือว่าา

"เมื่อได้เขียนนวนิยาย ทำให้รู้สึกถึงชีวิตถูกเติมเต็ม อะไรที่เราเคยโหยหา เราได้พบแล้ว"

ต่อจากนั้น แพรณัฐมีผลงานนวนิยายแนวแฟนตาซีติดตามออกมาอีกหลายเรื่อง กล่าวคือ สายรุ้งแห่งอเล็กซานเดรีย โอฆะอัคนี

"เมื่อโอฆะอัคนีเสร็จเรียบร้อย คุณประดับเกียรติได้ให้ข้อแนะนำว่า แพรน่าเขยิบขึ้นมาพิมพ์ผลงานกับพิมพ์คำได้แล้ว ซึ่งนักอ่านนวนิยายของพิมพ์คำจะเป็นผู้ใหญ่มากกว่า ขณะที่ ๓ เรื่องแรก ผลงานของแพรอยู่ในสำนักพิมพ์ปริ๊นเซส ก็ต้องขอขอบคุณคุณประดับเกียรติจริงๆเหมือนเป็นครูด้านงานเขียนของแพรอีกคนหนึ่ง คุณประดับเกียรติสอนในเรื่องการเขียนนวนิยายให้แก่แพรมาก และคุมเข้มมากๆด้วย"

จากคำแนะนำของบรรณาธิการ ในเวลาต่อมาแพรณัฐจึงเขียนเรื่อง แม้นเวลามากั้นรัก (ปี ๒๕๕๑) โดยจัดพิมพ์กับพิมพ์คำสำนักพิมพ์ และยังมีเรื่อง เงารักข้ามมิติ (ปี ๒๕๕๑) ในนามปากกา พริณา พิมพ์รวมเล่มที่สำนักพิมพ์เพื่อนดี และมีผลงานอีกหลายเรื่องที่ทยอยสู่สายตาคนอ่าน อาทิ วายุภัคมนตรา (ปี ๒๕๕๒ หนึ่งในนวนิยายชุดบ้านไร่ปลายฝัน) ลายร้ายลายรัก (ปี ๒๕๕๒) เปลวไฟในสายลม (ปี ๒๕๕๓ หนึ่งในนวนิยายชุด The Sixth Sense สื่อรักสัมผัสหัวใจ) เล่ห์นางฟ้า (ปี ๒๕๕๓) และโจรกรรมรัก ภาค ๑ ตอนคดีมงกุฎเพชร (ปี ๒๕๕๓ เขียนร่วมกับ วาริส ซ่อนกลิ่น เก้าแต้ม ร่มแก้ว) นอกจากนี้ยังมีเรื่อง คุณชายรณพีร์ (ปี ๒๕๕๔ หนึ่งในนวนิยายชุด สุภาพบุรุษจุฑาเทพ) บัลลังก์จักรวาล (ลงพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย ปี ๒๕๕๓-๒๕๕๔ นามปากกา พริณา) คฤหาสน์มายา (ปี ๒๕๕๕) โจรกรรมรัก ภาค ๒ ตอน ตอนตะลุยโลกมหัศจรรย์ (ปี ๒๕๕๕ เขียนร่วมกับ วาริส อุมาริการ์ นภาสรร อิสย่าห์ ซ่อนกลิ่น เก้าแต้ม ร่มแก้ว) กามเทพจำแลง (ปี ๒๕๕๕ หนึ่งในนวนิยายชุด The Cupids บริษัทรักอุตลุด) ฯลฯ

แพรณัฐเล่าบรรยากาศถึงช่วงที่เขียนเรื่อง แม้นเวลามากั้นรัก เธอต้องเขียนทั้งน้ำตาทีเดียว เนื่องจากเป็นเรื่องยาก เพราะมีทั้งกลิ่นอายลึกลับเหนือธรรมชาติ และเป็นแนวประวัติศาสตร์ย้อนยุค เพราะฉะนั้น ข้อมูลจึงต้องถูกต้องแม่นยำ ผิดพลาดไม่ได้ การทำงานชิ้นนี้จึงทำให้เธอเรียนรู้ด้านการค้นคว้าข้อมูล และได้เพิ่มพูน ประสบการณ์การเขียนนวนิยายเพิ่มมากขึ้น

ส่วนพัฒนาการงานเขียนในแง่มุมการเขียนร่วมกับนักประพันธ์นามปากกาอื่น แพรณัฐเผยความคิดให้ฟัง

"การเขียนร่วมกันให้เป็นนวนิยายชุด ไม่มีอุปสรรคอะไรค่ะ ซึ่งเราทำงานเขียนด้วยกันมาถึง ๓ ชุดแล้ว ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนสนิท เหมือนเป็นญาติ เหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน เพียงแต่ขั้นตอนแรกต้องมาทำความเข้าใจร่วมกันให้ชัด มาเวิร์คช็อปด้วยกันก่อน ต้องเดินทางไปดูฉากสถานที่พร้อมกัน ที่เหลือในช่วงเวลาการเขียน เราเพียงคุมเรื่องให้ได้ คุมตัวละครหลักให้อยู่ ส่วนเนื้อหารายละเอียดเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นระหว่างที่เรื่องดำเนินไป ก็แล้วแต่ผู้เขียนแต่ละคน และเมื่อเขียนจบบทต้องแลกกันอ่าน เพื่อช่วยกันตรวจสอบ ไม่ให้หลุดหรือแกว่งได้ค่ะ"

แต่ใช่ว่าจะไม่มีความกดดันอันใดในการเขียนเลย เนื่องจากเมื่อมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัด เสียงตอบรับและกำลังใจ เสียงชมเชยจากแฟนคลับ เสมือนหนึ่งน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจคนเขียนให้ชุ่มชื่นเสมอ อีกด้านหนึ่งกลับมีความกดดันแฝงอยู่ลึกๆในทุกครั้งที่เริ่มแต่งเรื่องใหม่ เพราะกังวลว่าตนเองจะสร้างสรรค์ผลงานได้ดีกว่าเรื่องที่แล้วไหม คนอ่านจะสนุกหรือชอบอีกไหม ความคิดเหล่านี้อาจเป็นความกดดันสำหรับนักประพันธ์ที่กำลังจะก้าวขึ้นไปสู่บันไดอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือ บันไดแห่งความเป็นมืออาชีพ

"การทำงานเขียนนวนิยาย แพรคิดว่าเราต้องแข่งกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา ต้องหนีตัวเอง ต้องคิดอะไรใหม่ สร้างสรรค์พล็อตใหม่ๆที่ฉีกออกไป เพื่อไม่อยากให้คนอ่านรู้สึกว่าเราย่ำอยู่ที่เดิม ไม่อยากให้คนอ่านผิดหวังกับงานของเรา"

ขณะเดียวกันเธอได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปรากฏการณ์การเขียนนวนิยายชุดซึ่งต้องทำงานประสานมือกับนักเขียนนามอื่นๆด้วย

"คิดว่าก็สนุกดีนะคะ เมื่อก่อนแพรก็ชอบอ่านนวนิยายชุด เช่นเรื่อง ปริศนา รัตนาวดี เจ้าสาวของอานนท์ ที่มีตัวละครหลักมาเชื่อมโยง มาในยุคหลังๆนี้ก็มีงานชุดของกิ่งฉัตร ซึ่งชอบเหมือนกัน พอเราได้มาทำเองบ้าง ตื่นเต้นสนุกดีค่ะ ถึงแม้ว่าจะเป็นการเขียนของนักเขียนหลายคนในเรื่องเดียวกัน แพรว่าสนุกไปอีกแบบ เพราะนักเขียนแต่ละคนมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนกัน คิดว่าคนอ่านจะได้สัมผัสเรื่องราวหลายอารมณ์ในเรื่องเดียวกัน มีความแตกต่างแต่กลมกลืน และไม่น่าเบื่อ ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การจะเขียนงานชุดร่วมกันได้ดี ต้องมีความสนิทสนมชอบพอกันอยู่ก่อนด้วย เหมือนเพื่อนสนิทที่มาทำงานเป็นทีมเวิร์คด้วยกัน เราจะโทร.คุยปรึกษางานกันบ่อยมาก ถ้าไม่สนิทกันจริง อาจจะทำให้งานกลมกลืนกันยาก

แพรคิดว่าตัวเองโชคดีมากค่ะที่มีโอกาสได้มาทำงานที่ตัวเองรัก และได้อยู่ท่ามกลางคนเก่งๆมากมาย (ใบหน้ามีรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น)"

ถามไปถึงหลักในการทำงานร่วมกับนักเขียนคนอื่นๆ ได้ยินคำตอบหนักแน่น เสียงดังฟังชัด

"สำหรับแพร เราต้องเคารพในงานเขียนของนักเขียนท่านอื่น รู้จักงานเขียนของผู้ที่เราต้องไปทำงานร่วมกับเขาให้ดีพอ และคำว่าอัตตา ต้องตัดออกไปเลยค่ะ"

หากไฟแห่งอัตตาดับลง แต่ไฟในดวงใจนักเขียนยังโชติช่วงชัชวาล และไม่เคยริบหรี่ลงแม้สักขณะจิตเดียว

แฟนๆผู้อ่านหลายคนคงทราบกันโดยทั่วไป นอกจากนามปากกาแพรณัฐอันโด่งดังเลื่องลืออยู่ในวงการขีดเขียนแล้ว เธอยังมีนามแฝงอีกนามหนึ่ง นั่นก็คือ พริณา ซึ่งผลงานเป็นที่ประจักษ์ผ่านสายตานักอ่านนวนิยายสกุลไทยรายสัปดาห์มาบ้างแล้ว ถ้ายังจำเรื่อง บัลลังก์จักรวาล กันได้ คงไม่ลืมว่าเป็นฝีมือของนักเขียนคนเดียวกัน และมีกลิ่นอายแฟนตาซีที่ถือเป็นอัตลักษณ์ในงานเขียนสไตล์แพรณัฐเช่นเดียวกัน

"เรื่องนี้ บัลลังก์จักรวาล ใช้เวลาเขียนนานมากค่ะ และเขียนก่อนเรื่องวายุภัคมนตราด้วยซ้ำ ที่บอกว่าใช้เวลานานเพราะตัวเองหยุดเขียนไปพักหนึ่ง ไปทำเรื่องอื่นก่อน จนกระทั่ง บัลลังก์จักรวาล ได้ตีพิมพ์ในสกุลไทย รู้สึกเกร็งมากๆค่ะ เนื่องจากผู้อ่านสกุลไทยล้วนแล้วแต่เป็นผู้ใหญ่ผู้ทรงความรู้ ซึ่งแพรเองรู้ตัวดีว่าเราถนัดแนวงานแฟนตาซี พล็อตแบบรักๆฝันๆเหนือธรรมชาติ ขณะที่นวนิยายในสกุลไทยส่วนใหญ่เป็นนักเขียนมืออาชีพระดับครู อย่างเช่น แก้วเก้า แพรก็ชอบติดตามอ่านอยู่เสมอ

ตอนที่คิดจะเขียน บัลลังก์จักรวาล ไม่ได้คิดถึงอะไรมากนะคะ คิดถึงแต่คุณพ่อ เพราะท่านชอบเขียนหนังสือแนะแนววิธีการดูแลสวนยาง สวนปาล์ม แล้วพิมพ์แจกญาติสนิทมิตรสหาย ทำให้แพรเกิดแรงบันดาลใจอยากเขียนนวนิยายที่มีฉากสวนปาล์ม (ดวงตามีหยาดน้ำคลอยามเอ่ยถึงบิดา)

คุณพ่อของแพรท่านเป็นชาวใต้ รับราชการจนเกษียณ และมีสวนยาง สวนปาล์มอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ความจริงคุณพ่อท่านไม่เคยอ่านนวนิยายของแพร เพราะท่านอายุมากแล้ว สายตาไม่ดี แต่แพรอยากทำงานสักชิ้นที่เสมือนว่าให้คุณพ่อมีส่วนร่วมในงานนั้นด้วย เพราะฉะนั้น จะเห็นว่า บัลลังก์จักรวาล แพรได้ถ่ายทอดความรักความอบอุ่นระหว่างพ่อกับลูกสาวซึ่งเป็นนางเอกของเรื่อง และพ่อของนางเอกก็เป็นเจ้าของสวนปาล์ม รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆเกี่ยวกับสวนปาล์ม แพรได้ความรู้มาจากหนังสือของคุณพ่อค่ะ หรือไม่ก็ถ้าอยากรู้อะไรเพิ่มเติม แพรก็จะถามคุณพ่อตลอด ตอนนั้นคุณพ่อท่านยังมีชีวิตอยู่"

ส่วนเรื่องล่าสุด กำลังตีพิมพ์เป็นตอนๆในสกุลไทย นำเสนอผู้อ่านสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ณ ขณะนี้ คือเรื่อง พยากรณ์ซ่อนรัก ซึ่งนางเอกเป็นนักพยากรณ์ทำนายดวงชะตาจากดอกกุหลาบ ถือว่าแปลกใหม่และมีเสน่ห์อยู่ไม่น้อย

"ตอนที่คุณพ่อป่วยหนัก จนกระทั่งท่านเสียชีวิตลง แพรเขียนหนังสือไม่ได้เลย ต้องหยุดพักไปนานถึง ๑ ปี พอทำใจได้แล้ว จึงกลับมาเขียนนวนิยายใหม่ ก็คือเรื่อง พยากรณ์ซ่อนรัก ซึ่งผู้อ่านอาจจะสังเกตว่ามีกลิ่นอายของแฟนตาซีน้อยลงกว่าเรื่องอื่นๆ แต่ก็ยังเจืออยู่บ้าง"

ตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องล่าสุดนี้ ผู้แต่งเติบโตและงานมีพัฒนาการเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

"อาจเป็นเพราะหยุดการเขียนไปนานพักใหญ่มังคะ ทำให้พลังเยอะขึ้น (หัวเราะ) ซึ่งโดยส่วนตัวไม่ได้สนใจเรื่องศาสตร์หมอดูมากนัก แต่มีผู้จุดประกายให้ลองเขียน พล็อตคิดไว้ตั้งแต่เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว จนกระทั่งได้ลงมือเขียนในปีนี้

Search หาข้อมูลด้วยค่ะ พบว่ามีหมอดูใบไม้ หมอดูดอกไม้ แพรก็เลยจินตนาการให้นางเอกเป็นหมอดูดอกกุหลาบ เพื่อว่าจะได้สวยสง่าหอมหวน

เรื่องนี้แพรหาข้อมูลเกี่ยวกับเกร็ดอะไรต่างๆเยอะมาก ถึงขนาดว่าต้องส่งเรื่องให้คุณตำรวจช่วยเช็คข้อมูลความถูกต้องด้วย เนื่องจากไปโยงใยกับการฆาตกรรม ซึ่งแพรไม่อยากให้งานออกมาผิดพลาด จึงพยายามทำให้ดีที่สุด ต้องเขียนอย่างรอบคอบมากที่สุด (ยิ้มหวานอย่างคนอารมณ์ดี)"

ด้านขั้นตอนการทำงาน นักเขียนสาวบอกอย่างไม่ปิดบัง

"แพรอาจจะเป็นคนที่เริ่มต้นงานเขียนชิ้นใหม่ช้ากว่าคนอื่น เพราะว่าองค์ประกอบทุกอย่างต้องครบเสียก่อน เรื่องย่อก็จะเขียนสรุปไว้เลย เส้นเรื่องตลอดจนธีมเรื่อง ต้องเห็นชัดตั้งแต่แรก ต้องเห็นพล็อตชัดเจนจนจบ ตัวละครต้องชัด ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละคร แพรจะเขียนเป็นแผนผังติดไว้เลย กำหนดรายละเอียดของตัวละครให้มากที่สุด บางทีไม่ได้ใช้ทั้งหมดหรอกนะคะ แต่รายละเอียดเหล่านี้จะช่วยให้เรานึกภาพตัวละครได้ชัดเจนที่สุดค่ะ แล้วในระหว่างที่เขียน อาจมีเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาบ้าง แต่ตอนต้นกับตอนจบของเรื่องจะชัดเจนตั้งแต่แรก ส่วนตอนกลางอาจเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ได้

เสน่ห์ในงานเขียนของแพรณัฐและพริณา เจ้าตัวแสดงทัศนะ พร้อมกับมีประกายแสงเฉิดฉายออกมาจากดวงตาคู่นั้น

"คิดว่างานเขียนของแพร เป็นงานที่อ่านสบายๆ รื่นรมย์ อ่านแล้วไม่บีบหัวใจ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวความรักหวานกุ๊กกิ๊ก ผสมจินตนิยายเหนือธรรมชาติ และมีส่วนผสมของความเก่าความใหม่ที่ลงตัว หมายถึงว่าแพรก็คือนักอ่านที่คาบเกี่ยวช่วงเวลาระหว่างนักเขียนรุ่นเก่ากับนักเขียนรุ่นใหม่ จึงทำให้เห็นถึงรูปแบบงานเขียนที่งดงามด้วยวรรณศิลป์และอรรถรสการประพันธ์ ขณะเดียวกันก็ได้สัมผัสกับงานที่เป็นความใหม่ร่วมสมัยด้วย แพรจึงรู้สึกเหมือนเราอยู่ตรงกลางระหว่างสองช่วงเวลา เพราะฉะนั้น งานเขียนส่วนใหญ่ของแพรจึงเป็นส่วนผสมเก่าใหม่ของทั้งสองยุค"

กล่าวได้ว่า ทั้งหมดนี้คือชีวิตที่มีจุดเริ่มต้นมาจากนวนิยาย คือบริบทแห่งความล้ำค่าต่อการเติมเต็ม แพรณัฐอาจจะเป็นแบบฉบับภาพในฝันของนักเขียนนวนิยายรุ่นใหม่ต่อๆไป ที่กล้าก้าวออกมาเดินบนความฝันของตนเอง และก็ได้พบว่า จากก้าวแรกของคนเดินตามฝัน กลายมาเป็นคนขายฝัน และจะส่งต่อความฝันนั้นให้แก่คนอื่นๆต่อไปอีกที่ปรารถนาจะยืนหยัดอยู่บนเส้นทางสายฝันสายเดียวกันนี้