ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ "วิชา" ชีวิตที่ (ตรวจ) สอบได้

สัมภาษณ์พิเศษ
ช่างภาพ: 

(ตีพิมพ์เมื่อ ๒๑ พฤษภาคม ๒๐๑๔)

ประวัติการทำงานในฐานะผู้พิพากษาของ ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ อาจมีความโดดเด่นเป็นที่รู้จักต่อสาธารณชนอยู่ในหลายช่วงเวลา รวมทั้งในปัจจุบันที่ชื่อของท่านปรากฏอยู่ในทุกสื่อในฐานะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)...แต่ที่บันทึกอยู่ในความทรงจำของผู้เขียนอย่างไม่อาจลืมเลือน คือเมื่อครั้งที่ท่านดำรงตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว

ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นักข่าวใหม่ในขณะนั้นได้รับมอบหมายให้สัมภาษณ์เยาวชนผู้กระทำผิดที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนหญิงบ้านปราณี และได้นำชื่อและนามสกุลจริงของเด็กหญิงผู้ให้สัมภาษณ์ลงตีพิมพ์ เมื่อได้พบรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในขณะนั้น ท่านได้กล่าวตำหนิอย่างตรงไปตรงมาว่าการที่สื่อมวลชนนำชื่อและนามสกุลของเยาวชนไปเผยแพร่จะทำให้เกิดปัญหาต่อเยาวชนในภายหลังได้

ข้อผิดพลาดคือครู...ขณะเดียวกันเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ทำให้เห็นถึงความเมตตาของผู้ใหญ่คนหนึ่งที่พร้อมจะปกป้องเยาวชนคนเล็กๆในสังคมที่หลายคนไม่เคยเหลียวแลหรือให้ความสำคัญ จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่เมื่อได้พบท่านอีกครั้งใน พ.ศ.นี้ ถ้อยคำสนทนาในช่วงแรกๆที่ ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ บอกเล่าถึงก็คือ เรื่องราวของเด็กและเยาวชนที่ท่านรับผิดชอบดูแลอยู่ในงานยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันการทุจริตด้านศาสนาและการศึกษา ซึ่งมีเป้าหมายในการปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตแก่เยาวชน ซึ่งล่าสุดสำนักงาน ป.ป.ช. ได้พิจารณาคัดเลือกผลงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไปร่วมการแข่งขันในโครงการ I-Relay Youth Integrity Project ซึ่งจัดโดยหน่วยงาน Independent Anti-Commission (ICAC) ณ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยผลงานชื่อ A Maze will Amaze You หรือ ชื่อภาษาไทยว่า "เขาวงกตพิศวง" ได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทอง (Gold Award) นับเป็นความสำเร็จก้าวหนึ่งในความพยายามที่จะนำ "คุณธรรม จริยธรรม" ปลูกฝังให้แก่เยาวชนของชาติ

"อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ของผมที่ดูแลเด็กในสถานพินิจหลายปีมาก ตั้งแต่ผมเป็นหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวที่อุบลราชธานี เข้ามาในกรุงเทพฯ แล้วต่อมาผมก็มาเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ดูแลสถานพินิจทุกแห่ง สมัยก่อนพวกผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวเขาไปช่วยเหลือเด็กพวกนี้แล้วมักจะผิดหวัง บอกว่าเอาเข้าไปช่วยทำงานแล้วกลับไปทำความลำบากให้คนเป็นนายจ้าง ไม่น่าไว้ใจ เพราะว่าอะไร เพราะเขาทำด้วยความหวาดระแวงตลอดเวลาว่าเด็กพวกนี้ไม่น่าไว้ใจ ก็ไปคอยคุมตลอดเวลา เด็กก็จะอยู่ไม่นานแล้วก็ลาออกไป หรือเดินออกไปเฉยๆเลย เพราะเราไม่ไว้วางใจเขา ผมบอกเลยว่ากระบวนการในการอบรมเด็ก แม้ว่าเป็นเด็กที่เลวถึงที่สุดแต่เด็กคนนั้นมีศักยภาพที่เราอาจจะยังหาไม่เจอ ถ้าเราหาศักยภาพที่แท้จริงของเขาออกมาได้ เขาจะเป็นคนดีอย่างชนิดที่เราจะคาดไม่ถึงเลย เพราะฉะนั้นถ้าเราทำให้เด็กไม่ดีให้ดีได้แม้เพียงคนเดียว โลกนี้ก็จะดีขึ้นอย่างที่คุณไม่คาดคิด เขาจะไปแต่งงานกับคนดี เพราะเขาจะไม่เลือกคนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับเขา เขามีลูกเขาก็ต้องดูแลลูกอย่างดี มันเป็นทุนมนุษย์ที่สังคมได้ประโยชน์มหาศาล คุณไม่ต้องเอาหมดทุกคนหรอก ขอให้ทำให้เขาเป็นคนดีเพียงคนเดียว สองคน ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว" อาจารย์วิชาเล่าถึงการทำงานในขณะนั้น และแน่นอนว่ายังคงเกี่ยวพันกับการทำงานในปัจจุบันที่อาจเรียกได้ว่าเป็นภารกิจที่หนักหนามากกว่าเดิม ด้วยในเวลานี้ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีสถิติการคอรัปชั่นสูงสุดเป็นอันดับต้นๆของโลก เป็นสิ่งที่องค์กรที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จะต้องมีแนวทางยุทธศาสตร์ในการทำให้ประเทศไทยก้าวหน้าไปเป็นสังคมที่มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรมจริยธรรมเป็นเครื่องนำทาง

ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ ได้ชื่อว่าเป็นผู้หนึ่งที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมและยึดหลักความถูกต้องในการทำงานมาโดยตลอด โดยเริ่มต้นจากการปลูกฝังในครอบครัว เรื่อยมาจนถึงการหล่อหลอมด้วยการศึกษา และเส้นทางการทำงาน ท่านสำเร็จการศึกษาปริญญานิติศาสตรบัณฑิตและนิติศาสตรมหาบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตไทยจากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

เส้นทางการทำงานของท่านเริ่มต้นจากตำแหน่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จากนั้นจึงได้เข้ามาสู่การทำงานในแวดวงยุติธรรมมาโดยตลอด โดยได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานอัยการ ต่อมาสอบได้เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาและได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้พิพากษาศาลยุติธรรมเมื่อปี ๒๕๑๖ จากนั้นท่านได้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลคดีเด็กและเยาวชน จังหวัดอุบลราชธานี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดอุบลราชธานี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแพ่ง เลขานุการศาลฎีกา ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๑ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ผู้พิพากษาศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๑ และเกษียณอายุราชการในตำแหน่งประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา

นอกจากการทำหน้าที่ผู้พิพากษาแล้ว ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ ได้ชื่อว่าเป็น "นักวิชาการภาคปฏิบัติ" ที่ได้นำความรู้ในทางกฎหมายไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ โดย มีผลงานทางวิชาการที่เป็นตำราของนักกฎหมายรุ่นหลังมากมาย อีกทั้งยังอุทิศตนเพื่อการเรียนการสอนในฐานะอาจารย์พิเศษ โดยเป็นผู้บรรยายวิชากฎหมายล้มละลาย และวิชาการตีความกฎหมายและหลักคุณธรรม จริยธรรม ทั้งในระดับปริญญาบัณฑิตและบัณฑิตศึกษาตลอดจนหลักสูตรพิเศษให้แก่นิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนติบัณฑิตยสภาและสถาบันอื่นๆ นอกจากนั้นยังได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ เช่น ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคนที่สาม ประธานอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกรอบที่สาม ว่าด้วยองค์กรตรวจสอบอิสระและศาล กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐที่กระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

จากตำแหน่งหน้าที่การงานและผลงาน จึงอาจกล่าวได้ว่า ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ เป็นนักกฎหมาย นักวิชาการ และเป็นครูที่ครองตนอยู่ในเกียรติแห่งวิชาชีพ ตลอดระยะเวลาอันยาวนานกว่า ๔๐ ปี และเมื่อพิจารณาถึงภูมิหลังความเป็นมาอันเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน อาจกล่าวได้ว่าท่านมีต้นทุนทางจริยธรรมที่ได้รับการปลูกฝังจากครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานที่เข้มแข็งอย่างยิ่งดังที่ท่านได้เล่าถึงการปลูกฝังของครอบครัวตั้งแต่วัยเยาว์ เส้นทางการทำงานในอดีตที่ผ่านมา รวมไปถึงปัจจุบันที่ยังคงมุ่งมั่นอยู่กับการทำงานที่ท่านกล่าวว่า "ชีวิตนี้อุทิศเพื่อแผ่นดินและในหลวง"

"คุณแม่กับคุณยายเป็นแม่แบบของผม คุณยายไม่รู้หนังสือเลย แต่หาหนังสือรามเกียรติ์มาให้ผมอ่านให้ฟัง อ่านเป็นคำกลอนแล้วให้สรุปเรื่องด้วย แล้วก็ให้ไปดูโขน ผมก็ไปนั่งดู คล้ายๆกับว่าสิ่งเหล่านี้เข้าไปในจิตใจเรา ไปดูโขนแล้วก็งิ้วด้วย คุณยายก็บอกว่าตัวละครนี้เป็นยังไง เวลาเขาพากย์อะไรก็พอรู้บ้าง อย่างเรื่องสามก๊ก เพราะคุณยายให้อ่าน เพราะฉะนั้นผมเลยอ่านหนังสือได้ก่อนไปเรียนหนังสือ ต่อมาคุณแม่ให้อ่านระดับสูงไปกว่านั้นคือสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ชาวกรุง สยามรัฐรายวัน เป็นแฟน คุณชายคึกฤทธิ์ ปราโมช ตั้งแต่เด็กๆ คุณแม่อ่านแล้วก็มาวิจารณ์ในครอบครัว หนังสือชาวกรุงเป็นหนังสือที่ปลูกฝังเรื่องสุนทรียศาสตร์อย่างสุดซึ้งเลย ทำให้ผมได้รู้แง่มุมต่างๆที่ดีๆ สัปดาหวิจารณ์ก็มีการวิจารณ์ทางการเมือง เราจึงเห็นเรื่องการเมืองเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะจะถกเถียงกันเป็นประจำ เอ๊ะ จอมพลสฤษดิ์จะเอาไง (หัวเราะ) แล้วก็สกุลไทยด้วย สตรีสาร เดลิเมล์วันจันทร์ คุณแม่ซื้อหมด คุณแม่เป็นนักอ่านตัวยง ทำให้เรารู้จักกับนักเขียนที่สำคัญๆ การอ่านของผมเป็นการพักผ่อน ทำให้เราได้เห็นแง่มุมอื่นๆบ้าง และในแง่ของการใช้ชีวิต พฤติกรรมต่างๆ มีโอกาสเอามาวิเคราะห์ได้"

เมื่อชอบอ่านหนังสือ ทำไมถึงเลือกเรียนกฎหมายคะ

ความจริงผมชอบแต่งกลอน เล่าเรื่อง เล่านิทาน ไปดูหนังมาก็เล่าให้เพื่อนฟัง บางทีก็แต่งเรื่องขึ้นเองเลย เพื่อนก็มารุมฟัง แต่คุณแม่แนะนำว่าถ้าผมไปเรียนอักษรศาสตร์ ไปเป็นนักเขียน จะเป็นนักฝัน ไม่ใช่นักฝันธรรมดาด้วย แต่จะเป็นนักปฏิวัติ ท่านกลัวอันตราย ถ้าไม่เรียนรู้กฎหมาย มันจะไม่มีอะไรป้องกันตัว พูดง่ายๆคือหัวรุนแรง ปะทะคารมกับคุณยายกับคุณแม่เป็นประจำ ถ้าไม่จี้จริงๆว่าคุณทำอย่างนี้ไม่ถูกนะ ไม่ถูกยังไง ต้องบอกให้ครบ คุณแม่บอกว่าอย่างนี้เรียนกฎหมายดีกว่า เพราะว่าชอบโต้เถียง ใช้เหตุผล แล้วก็ต้องเป็นผู้พิพากษาด้วย เพราะถ้าไปเป็นทนายความหรือนักกฎหมายทั่วไป จะไม่มีเกราะคุ้มกันภัย และจิตจะไม่นิ่ง ไม่มั่นคง ถ้าเป็นผู้พิพากษาต้องปราศจากความลำเอียง จะได้รับการหล่อหลอม โอกาสที่จะช่วยประชาชนจะมีมากเพราะใช้ดุลยพินิจ ใช้หลักการ ผมมานึกๆตอนนี้ว่าเป็นสุดยอดแห่งการวิเคราะห์ ความที่คุณแม่อ่านหนังสือและรู้จักนิสัยของลูก แม่เรียนหนังสือน้อยเพราะครอบครัวทางคุณตามีปัญหา ลงทุนค้าขายเสียหายไปมาก ทำให้เงินเก็บไม่มี คุณแม่ต้องแยกออกมาก่อร่างสร้างตัวด้วยความยากลำบาก ท่านบอกว่าการที่คนเราจะใช้ชีวิตมันต้องมีพื้นฐานที่แน่น และมั่นคง เรียนรู้อะไรต้องเรียนจริงๆ ให้เป็นหลัก ให้มั่นคง คุณแม่ผมท่านเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้า พอไม่ได้เรียน ท่านมีหัวทางด้านการออกแบบ ตัดเย็บเสื้อผ้า แล้วก็มีร้านตัดเสื้อ ตัดโดยไม่ใช้แพทเทิร์น หลังจากเลิกเรียนแล้วผมต้องไปนั่งเฝ้า ท่านก็เย็บเสื้อผ้าให้ใส่หมด ทุกตัวไม่เคยซื้อเลย เราก็บ่นบอกว่าของผู้หญิง เพราะว่าแม่เอาผ้ามาต่อ แม่ก็บอกว่าใส่เถอะน่า (หัวเราะ) คุณแม่เป็นช่างตัดเย็บชุดไทยที่คนเข้าคิวยาวเหยียดเลย ผ้ากองเต็ม ตัดจนมือแข็งเลย เพราะต้องทำตลอด ร้านชื่อสุภีร์ อยู่ที่ผ่านฟ้า

เรื่องคุณธรรมจริยธรรมคุณแม่ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เช่น เรื่องการตรงต่อเวลา ถ้าไม่ตรงต่อเวลาเสียแล้วเท่ากับว่าขาดความซื่อสัตย์ จะใช้ไม่ได้เลย ทำอะไรต้องตรงต่อเวลาและตรงไปตรงมา และหากทำอะไรผิดต้องยอมรับผิด ผมเคยโดนตีเพราะหนีไปเที่ยว แม่จะถามเลยว่าจะให้แม่ตีกี่ที ยอมรับไหมว่าควรถูกตี

เมื่อมาเป็นนักกฎหมายแล้ว ชีวิตเป็นอย่างไรคะ

ทีแรกก็สอบอัยการได้ ก็เดินตามความฝัน ต่อยอดไปเป็นผู้พิพากษา แต่ความที่ว่าเรามักจะเป็นคนที่ชอบคิดนอกระบบ ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดว่าในที่สุดผมจะได้ต่อยอดเป็นระบบไต่ส่วนได้อย่างในขณะนี้ ผมมองว่าผู้พิพากษาเหมือนกับเราถูกป้อนมา เขาป้อนให้เรากินแบบอาหารสำเร็จรูปเหมือนอาหารกระป๋อง เพราะฉะนั้นกระบวนการยุติธรรมมันไม่ควรเป็นรูปแบบที่ตายตัว ผู้พิพากษาไม่สามารถแสวงหาอย่างอื่นได้ มันต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานที่เขาเสนอขึ้นมา เราต้องเป็นกลาง นั่งระหว่างโจทย์กับจำเลย ซึ่งตำรวจอาจจะปั้นพยานมา เราเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าเราไม่เชื่อเราก็ต้องยกฟ้อง แต่เราไม่สามารถไปค้นหาความจริงได้ว่าใครผิดกันแน่ คนสั่งการคือใคร อันนี้มันวนเวียนในจิตใจของผมมาตลอด ผมก็ได้เขียนตำรา ทำวิทยานิพนธ์เรื่องการใช้เหตุผลในทางกฎหมายว่า เรื่องของกฎหมายไม่ใช่เรื่องของคำสั่งอย่างเดียวแต่เป็นเรื่องของเหตุผลที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ พอผมพบตรงนี้ว่านี่มันมีสำนักที่ไม่ใช่สำนักที่เราคุ้นเคย สำนักกฎหมายที่เราคุ้นเคยคือ "สำนักกฎหมายบ้านเมือง" ที่ถือว่ากฎหมายมาจากรัฏฐาธิปัตย์ เป็นเรื่องของการบังคับคน บังคับใช้อย่างเดียว แต่กฎหมายที่เหนือกฎหมายคือเหตุผลแห่งความยุติธรรม เหตุผลไม่ใช่เรื่องของอำเภอใจ หากว่าเป็นเรื่องบุคคล มักเป็นเรื่องของอำเภอใจแต่เรื่องเหตุผล หมายความว่าเราต้องค้นหาเหตุผลจนกว่าจะแน่ใจจริงว่าเขาผิดหรือไม่ผิด อะไรผิดอะไรถูก เป็นเรื่องของการวินิจฉัยหาเหตุหาผล ซึ่งเป็นความคิดของ "สำนักกฎหมายธรรมชาติ" เป็นสำนักวิชาการใหญ่ที่สุดของยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่คุ้นเคยในระบบของการศึกษากฎหมายไทย

ต้องขอบคุณ ท่านองคมนตรีธานินทร์ กรัยวิเชียร ท่านเลือกผมไปช่วยท่านทำงานแล้วท่านก็บอกว่า ผมอยากให้คุณทำวิทยานิพนธ์เรื่องการใช้เหตุผลในทางกฎหมาย (Legal Reasoning) คือท่านอยากจะเขียนเองแต่ท่านไม่มีเวลา มันเหมือนเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้เราเลยว่า นี่ไม่ใช่เรื่องตัวบทกฎหมายที่ออกมาใช้บังคับคนอย่างเดียว แต่กฎหมายมันมีนอกเหนือกว่านั้น เช่น จารีตประเพณีก็เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายด้วย กฎหมายที่ไม่ใช่ลายลักษณ์อักษร อย่างเช่น การที่คนเราพบปะกันรู้จักกัน มีการสมาคมกัน ไม่มีเขียนไว้ในกฎหมายว่าการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างกันจะใช้รูปแบบใด หรือทำอย่างไรจึงได้ชื่อว่าเป็นการติดต่อสัมพันธ์ เป็นจารีตประเพณีว่าถ้าพบกัน ท่านอาวุโสกว่าผมยกมือไหว้ อันนี้เป็นกฎแห่งธรรมชาติ ไม่ใช่กฎหมาย แต่เราไม่เคยสอนเด็กๆให้เรียนรู้ว่านอกจากกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว มันมีกฎธรรมชาติอยู่ด้วย คือ Law of Nature เช่น เรื่องผู้อาวุโสที่จะต้องเป็นผู้ตัดสินอะไรต่างๆ เป็นกฎแห่งธรรมชาติที่ไม่ใช่ลายลักษณ์อักษร เช่นในบ้านมีคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า เวลามีเรื่องตัดสินใจ คุณปู่บอกว่าอย่างนี้ไม่ดีมั้ง แต่คุณปู่ไม่เคยจ่ายเงินให้นะ คุณพ่อ คุณแม่เป็นคนจ่ายเงินให้ลูก แต่หลานเคารพเชื่อฟังคุณปู่ อันนี้เป็นกฎแห่งธรรมชาติ ซึ่งสูงกว่ากฎธรรมดาสามัญ หรือตัวบทกฎหมาย มันลึกซึ้งกว่า

มีคนขนานนามอาจารย์ว่านักวิชาการภาคปฏิบัติ หมายความว่าอย่างไร

(หัวเราะ) หมายความว่าเราปฏิบัติแล้วเราเห็นว่าดี เราก็มาสร้างเป็นแม่แบบ เป็นเหมือนทฤษฎีว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ เป็นรูปแบบที่ชัดเจนแน่นอน อีกอย่างหนึ่งคือเราเอาทฤษฎีที่เขียนอยู่ในตำรา เอามาปฏิบัติให้เกิดผลจริงจัง เช่นในกรณีที่เราสอนเขาเราก็ทำด้วย แทนที่จะไปสอนเขาอย่างเดียว เหมือนเป็นต้นแบบ แล้วก็สร้างกลุ่มหรือแกนที่จะต้องทำแบบนี้ แล้วก็ให้กำลังใจเขาว่าเขาควรต้องปฏิบัติตามแนวนี้ มันเป็นการผสมผสานกัน ก็มาจากการค้นคว้าของผมในเรื่องการใช้เหตุผล มีสองส่วน คือส่วนที่ว่าด้วยการเอาสิ่งที่เป็นปลีกย่อยมาสร้างเป็นทฤษฎี อีกแบบหนึ่งคือการใช้เหตุผลแบบเอาที่เป็นทฤษฎีไปลงสู่การปฏิบัติ สองส่วนนี้ในประเทศอังกฤษนิยมคดีที่เกิดเป็นคดีย่อยแล้วก็เอามาสร้างเป็นหลัก เขาเรียก Common Law เวลาไปตัดสินคนที่ด่าว่าปู่ย่า ตายาย ปู่ย่า ตายาย ให้เงินไปแล้วเรียกคืนได้หรือไม่ได้ มีปัญหาเรื่องความกตัญญู ก็มาสร้างเป็นหลักว่าสามารถจะเรียกคืนทรัพย์สินได้ไหมในกรณีที่ลูกหลานเนรคุณ ก็กลายมาเป็นหลักเรื่องความกตัญญูรู้คุณที่อยู่ในกฎหมาย แต่ว่าในยุโรปเขาจะสร้างหลักเกณฑ์หรือทฤษฎีขึ้นมาก่อน แล้วเอาทฤษฎีไปใช้ เช่น เรื่องทฤษฎีความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่นทฤษฎีความเสียหายต่อรัฐถือว่าเสียหายร้ายแรงกว่าความเสียหายส่วนบุคคล

ขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา มีคดีไหนที่ท้าทาย

ตอนอยู่ศาลฎีกาก็ได้ตัดสินคดีไว้หลายเรื่องที่เขาใช้เป็นแนวบรรทัดฐาน เช่น ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายให้ใช้กฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ก็คือเอาส่วนที่มีแนวทางในการปรับบทกฎหมายของตัวกฎหมายเอง บอกว่าถ้าใช้กฎหมายจะต้องใช้ตามตัวอักษร หรือตามเจตนารมณ์แห่งตัวบทกฎหมาย ปรากฏว่าผมมักจะใช้เจตนารมณ์มากกว่าใช้ตัวบทกฎหมายจริงๆ นี่คือวิธีการที่ลึกซึ้งกว่าปกติ แล้วเราสามารถทำให้คนได้ค้นหาความมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายที่เรียกว่า Spirit of Law จิตวิญญาณแห่งกฎหมายคืออะไร คือความยุติธรรมที่เป็นสิ่งสูงสุดสำหรับตัวบทกฎหมาย แม้ไม่ได้เขียนไว้แต่เป็นเครื่องมือในการช่วยค้นหาตัวบทกฎหมายว่า บทกฎหมายที่ออกมานั้น ความจริงแล้วมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง ถ้าเราฟังอย่างนี้จะรู้สึกว่าเป็นไปได้อย่างไร เพราะว่ากฎหมายพอออกมาแล้วมันต้องปรับใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย เว้นแต่ว่าจะมีการแก้ไข แล้วถ้าหากว่ามันไม่สามารถปรับใช้ได้กับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปมันก็จะเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น เพราะฉะนั้นเราจึงต้องค้นหาว่าเจตนารมณ์ที่จะใช้ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วคืออะไร เช่น ในฝรั่งเศส ประมวลกฎหมายแพ่งของนโปเลียน เขามีตัวบทกฎหมายอยู่ว่าในกรณีละเมิดที่เกิดโดยยานพาหนะ จะถือว่าเป็นการละเมิดที่ร้ายแรง ฝ่ายที่ขับขี่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่ได้ตั้งใจ เพราะเป็นคนควบคุมของที่เป็นอันตราย แต่ในขณะที่ออกกฎหมายนั้นฝรั่งเศสยังไม่มีรถยนต์เลย มันเป็นรถม้าครับ แต่กฎหมายนี้สามารถเอามาปรับใช้ได้แม้กระทั่งตอนที่มีรถยนต์แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องแก้กฎหมายเลยเพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายชัดเจน สามารถปรับให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปได้

คดีหลายเรื่องที่ผมวินิจฉัย ผมก็ใช้หลักนี้ มีคดีหนึ่งโจทก์มาฟ้องว่าจำเลยเป็นคนไปกู้ยืมเงิน เป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ปรากฏว่าโจทก์เป็นพัศดีเรือนจำ จำเลยคือคนที่ยืมเงินเป็นคนที่ไม่รู้หนังสือเลย แต่เป็นแม่ของนักโทษที่อยู่ในเรือนจำนั้น มาเซ็นหนังสือกู้ยืมโดยไม่รู้ภาษาไทย ปรากฏว่าแม้แต่ตอนที่เบิกความแกยังต้องมีคนมาช่วยแปลความให้ เพราะว่าเป็นพวกส่วยที่บุรีรัมย์ ฉะนั้นแกจะรู้เรื่องหนังสือกู้ยืมนั้นได้ยังไง ผมก็ตัดสินคดีโดยใช้หลักกฎหมายทั่วไปว่า มาศาล ต้องมาด้วยมือที่สะอาด หมายความว่ายังไง หมายความว่าคุณเอาอำนาจของคุณในฐานะพัศดีไปให้เงินคนนี้กู้ด้วยความจำยอม เพราะลูกชายเขาเป็นนักโทษที่อยู่ในความดูแลของคุณ แล้วคุณมาเขียนเอาตามใจชอบว่าคนนี้กู้ยืมเงินไปเป็นแสน มันเป็นไปไม่ได้เลย อย่างนี้มาศาลด้วยมือที่ไม่สะอาด เอาความไม่รู้ของคนมาเป็นเครื่องมือบดขยี้เขา ผมก็ตัดสินยกฟ้อง ผมบอกว่าไม่เชื่อว่าพยานหลักฐานจะเป็นการกู้ยืมจริง

...ผมทำงานรับใช้ใกล้ชิดท่านอาจารย์ธานินทร์ ท่านเลือกผมไปช่วยงานและเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อการตีความกฎหมาย เป็นหนังสือวิชาการกฎหมายชั้นครู ผู้พิพากษา ตุลาการ หรือนักกฎหมายทุกคนต้องอ่าน ต้องใช้เป็นตำรา พอเขียนเสร็จท่านบอกว่าผมจะใส่ชื่อคุณร่วมแต่งหนังสือนี้กับผม เป็นเครดิตที่ยิ่งใหญ่มาก คือท่านสอนผมแบบสมัยโบราณคือไม่ใช่สอนแต่เพียงว่าคุณเอาไปเขียน เขียนอย่างนี้คุณเอาไปค้น ไม่ใช่ครับ ท่านบอกว่า มาพบผมตอนเช้า แล้วก็นั่งวิจารณ์กฎหมาย กฎหมายดี ไม่ดี วิธีคิด รูปแบบของการคิด วิธีคิดในเชิงกฎหมายเป็นแบบนี้ วิธีคิดของคนธรรมดาเป็นแบบนี้ ท่านก็ปลูกฝัง ตอนนั้นผมเป็นอัยการอยู่กำแพงเพชร แต่เสาร์ อาทิตย์ ต้องมานั่งต่อหน้าท่าน เหมือนกับการเรียนที่สำนักตักศิลา เรียนตัวต่อตัว คุณหญิงคาเรน ภรรยาของท่านก็ทำอาหารให้รับประทานกับท่านคนละชุด ท่านจัดไว้เป็นระเบียบ และสอนว่าคนอังกฤษเขากินแบบนี้ คือสอนไปถึงก้นบึ้งความเป็นสุภาพบุรุษ การพูดจา ถ้าเผื่อท่านยังไม่ได้สั่งให้พูดยังพูดไม่ได้ ต้องให้ท่านพูดให้จบ แต่ท่านพูดจบแล้ว โต้เถียงได้อย่างถึงที่สุดเลย ไม่มีกั๊ก ถ้าไม่เห็นด้วยท่านจะพอใจมากถ้าเราโต้เถียง แล้วท่านก็บอกว่าเดี๋ยวผมจะกลับไปคิดก่อน สักพักก็โทร.มาว่า ผมเห็นด้วยกับคุณ ท่านเป็นสุภาพบุรุษที่สุดในโลก

...ท่านศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เคยปรารภว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัจฉริยภาพมากในแง่กฎหมายและพยานหลักฐาน ทรงสนพระทัยอย่างยิ่งในคดีความที่ผู้พิพากษาตัดสิน เพราะเวลาที่จำเลยถูกตัดสินลงโทษก็มักขอพระราชทานอภัยโทษ เรื่องจะต้องผ่านองคมนตรี พระองค์ก็จะทรงซักถามท่านองคมนตรีว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร มีคดีหนึ่ง มีจำเลยถูกฟ้องว่าฆ่าโสเภณีตาย และจำเลยถูกศาลลงโทษประหารชีวิต จำเลยจึงทูลเกล้าฯถวายฎีกา ปรากฏว่าไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่า Motivation หรือมูลเหตุจูงใจของคนฆ่าคืออะไร ถ้ารู้สักนิดก็จะได้วางโทษในการใช้ดุลยพินิจได้ พระองค์ทรงรับสั่งว่าเรื่องนี้ ฉันหา Motivation ของจำเลยไม่ได้เลย

ท่านอาจารย์สัญญาก็เลยเตือนผู้พิพากษาทั้งหลายว่าเวลาที่จดคำพยาน ให้ถามถึง Motivation ว่าทำไมเขาถึงไปฆ่า ลักขโมย ถามให้ละเอียด เพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ดุลยพินิจ ถ้าเราไม่มีตรงนี้ ดุลยพินิจของเราก็จะไม่ยุติธรรม เพราะว่าเขากระทำผิดร้ายแรง ฆ่าคนตาย ต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง หากวางหลักเรื่องการลงโทษอย่างเดียว แต่ไม่ดูถึงหัวใจของนักโทษหรือของจำเลยที่กระทำลงไปว่าเขากระทำไปเพราะอะไร เช่นว่าเขาโกรธแค้นเพราะเธอไปทรยศต่อเขาหรือเปล่า หรือว่ามีเหตุเบื้องหลังอะไร ผู้พิพากษาไม่ค่อยถาม ผมก็เลยอบรมผู้พิพากษาต่อๆมาว่าเวลาที่เข้ามาเบิกความ คนที่เป็นโจทย์ จำเลย ให้ถามให้ละเอียดโดยเฉพาะคดีอาญา การใช้ดุลยพินิจในการลงโทษถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในกระบวนการของศาล

ขณะที่เป็นผู้พิพากษา ท่านยังมีแนวคิดเรื่องการปฏิวัติอยู่ไหมคะ

(หัวเราะ) ยังอยู่ตลอด ผมก่อการปฏิวัติจนกระทั่งถูกไล่ออกจากราชการ เพราะว่าเราลุกขึ้นสู้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในช่วงที่เกิดวิกฤติตุลาการเมื่อปี ๒๕๓๔ เป็นการต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการ ตอนนั้นผู้พิพากษายังอยู่กับกระทรวงยุติธรรม ท่านรัฐมนตรีท่านเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน ท่านก็เป็นอาจารย์ผม เป็นเจ้าภาพแต่งงานให้ด้วย แต่หลักการก็คือหลักการ ตอนนั้นผมเป็นเลขานุการศาลฎีกา ท่านประธานศาลฎีกาจะเป็นประธานคณะกรรมการตุลาการ เป็นคนที่มีบทบาทในการแต่งตั้งประธานศาลฎีกาคนใหม่ซึ่งทางฝ่ายการเมืองจะเข้ามายุ่งเกี่ยวไม่ได้ แต่รัฐมนตรีสามารถทักท้วงโต้แย้งได้ พอเสนอชื่ออธิบดีศาลคนนี้ท่านก็โต้แย้งผ่านทางปลัดกระทรวง เพราะไม่เห็นด้วยกับการตั้งประธานศาลฎีกาคนใหม่ และท่านไม่ยอมเสนอโปรดเกล้าฯ และท่านรอจนประธานและรองประธานศาลฎีกาเดิมพ้นจากตำแหน่ง ผู้พิพากษาเราก็ลุกฮือขึ้นทั้งประเทศแล้วก็ลงนามเป็นบัญชีหางว่าว ทุกอย่างมันมาที่เลขานุการศาลฎีกาหมด เพราะว่าศาลฎีกาเป็นแหล่งรวมของผู้พิพากษาจากทุกทิศ พอเวลาจัดประชุมก็มาที่นี่หมด เราก็เลยเหมือนหัวหน้าปฏิวัติซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่ เราก็ให้ท่านอุดม ตู้จินดา เป็นหัวหน้า ตอนหลังท่านก็มาอยู่ คตส. กลุ่มของเราก็ผนึกกำลังกัน ประชุมไม่เห็นด้วยกับรัฐมนตรี รัฐมนตรีก็เลยตั้งกรรมการสอบวินัยผู้พิพากษา ทางคณะกรรมการสอบวินัยบอกว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร แค่ตักเตือนก็พอ แต่ปรากฏว่าท่านปลัดกระทรวงและรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ไล่ออก

ตอนนั้นผมเตรียมตัวออกจากราชการแล้ว ภรรยาผมบอกว่าไปรับราชการทำไม เขาไม่เห็นความดีของเราเลย ไม่มีอะไรจะยึดถือได้แล้ว อย่าอยู่เลย อยู่เอกชนดีกว่า ผมก็ไปพบเพื่อนฝูง เขาก็มาเสนองานให้ ผมก็พูดกับภรรยาว่า เหล็กดีต้องผ่านไฟ บางทีพระเบื้องบนก็ต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่าง แต่เราจะเห็นได้ว่าเหมือนชะตาผูกเอาไว้อย่างที่คุณแม่บอกว่าถ้าลูกไม่ได้เป็นผู้พิพากษา อันตรายมาก เหมือนท่านรู้ชะตากรรมของเรา ตอนที่เกิดวิกฤติตุลาการมีจดหมายมาจากทั่วทุกสารทิศ ปลอบประโลมให้กำลังใจจากคนที่ไม่เคยรู้จักผมมาก่อน ให้ยืนหยัดต่อสู้ แสดงว่าการที่เราทำงานในสายงานของตุลาการมันมีส่วนช่วยปกป้องคุ้มครองเรา

ผลสุดท้ายเมื่อไม่มีที่พึ่งแล้ว จึงได้ร่างหนังสือทูลเกล้าฯถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ผู้พิพากษานั้นถ้าจะออกต้องออกโดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม เราไม่ได้ทำผิดร้ายแรง ตอนนั้นเป็น คุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมมาว่าไม่ต้องออกตำแหน่ง อยู่มาได้เพราะพระบารมีโปรดเกล้าฯอย่างแท้จริง ตอนนั้นถือว่าเป็นวิกฤติที่สุดในชีวิตแล้ว ไม่มีอะไรที่จะวิกฤติกว่านั้นอีกแล้ว ชีวิตผมลงไปต่ำกว่าศูนย์ พอกลับขึ้นมาได้ผมถือเลยว่าชีวิตนี้อุทิศเพื่อแผ่นดินและในหลวง ที่อยู่มาได้ทุกวันนี้จนจบชีวิตราชการโดยดี โดยพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม อันนี้ถือว่าได้กำไรมหาศาลแล้ว

ทราบว่าอาจารย์ศึกษาธรรมะ

ศึกษาตั้งแต่เด็กๆ คุณยายพาไป ก็ได้ศึกษามาเรื่อยๆจนกระทั่งได้ไปปฏิบัติที่วัดมหาธาตุ ท่านอาจารย์โชดก หรือ ท่านเจ้าคุณเทพสิทธิมุนี ไปเอาวิธีปฏิบัติสายนี้มาจากพม่า ตามแนวทางมหาสติปัฏฐาน ๔ ช่วยทำให้จิตเราละเอียดขึ้นเยอะ เพราะคนเราจะควบคุมอารมณ์ตอนเราหายใจ เรากำหนดรู้ ใช้ร่างกายเป็นตัวกำหนด มันมีความสัมพันธ์กัน เรารู้ว่าเราหายใจเข้าหรือออก รู้ว่าตัวเรากำลังทำอะไรอยู่ ทำให้จิตเราละเอียดมาก ผมเคยบวชกับท่านเจ้าคุณอาจารย์ ตอนบวชนี่ปฏิบัติทั้งวันทั้งคืน นอนน้อยมาก ปฏิบัติตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไม่ออกจากสมาธิเลย คือผมเป็นประเภทที่ว่า ถ้าศึกษาอะไรต้องให้ถึงแก่น รู้จริง แล้วมันจะเกิดความรู้ ตัวรู้จะเกิดขึ้น ในที่สุดแล้วเรารู้ว่ามันมีตัวรู้จริง เป็นตัววิชาที่ควบคุมกลไกทุกอย่างในร่างกายของเรา แต่เราต้องมีสติที่ละเอียดมากถึงจะจับได้ว่าตัวรู้คืออะไร เพราะในที่สุดแล้วมันจะดับหมดทุกส่วน เหลือแต่ตัวรู้ตัวเดียวที่มันจะกำหนดเรื่องการหายใจ ที่เขาเรียกว่าสันตติ คือการไม่ขาดตอนของร่างกาย เหมือนกับดวงไฟ ท่านเจ้าคุณอาจารย์สอนว่าที่เราเห็นแสงสว่างที่จริงมันสว่าง ดับ สว่าง ดับ ทีนี้มันถี่มากมันก็เห็นว่าสว่าง ความจริงแล้วมันดับด้วย เหมือนกับร่างกายเรา เซลล์มันจะดับไปตลอดเวลา ดับแล้วเกิดใหม่ แต่ว่าเราไม่สามารถจะจับได้เพราะจิตเราไม่ละเอียดพอ

ได้ใช้ธรรมะในการฝ่าฟันวิกฤติต่างๆในชีวิตอย่างไร

พอเรามีคดีต่างๆ เราก็รู้ถึงการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มันเป็นอย่างนี้ตลอด เดี๋ยวเขามาเย้วๆ เดี๋ยวเขาก็เลิกไป ตอนนั้นถ้าเราไปจับว่าเขาด่าเรา เราก็เกิดความโกรธ แต่เรามีตัวรู้อยู่ว่านั่นมันเป็นอดีต เขาด่าไปแล้ว ด่าว่านายวิชาชั่วร้ายอย่างนั้นอย่างนี้ พอเขาหยุดพูด มันก็เป็นอดีตไปตลอด ในเรื่องการปฏิบัติเขาถึงบอกว่าให้อยู่กับปัจจุบันแล้วจะไม่มีความโกรธ เกลียด เพราะถ้าเรามีความโกรธ เกลียด ชัง รัก แสดงว่าเรายังผูกพันอยู่กับสิ่งที่มันผ่านไปแล้ว แล้วถ้าเรามีความเครียด ไปคิดถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง พรุ่งนี้เขาจะมาด่าอีกหรือเปล่า ตอนนี้มันไม่มีการด่าแล้วนี่ ทำไมถึงไม่ทำใจให้สบายล่ะ พรุ่งนี้ก็พรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นผมจะเริ่มต้นว่า อยู่กับปัจจุบัน พรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้เสมอ

ท่านหวั่นไหวบ้างหรือไม่กับกระแสต่างๆในทางการเมืองเวลานี้

เราได้รับการอบรมมาทั้งในด้านของการปฏิบัติตนในฐานะที่เป็นผู้พิพากษาว่าจะต้องปราศจากอคติ แล้วก็ในด้านธรรมะที่ว่าเราไม่ไปผูกติดกับอารมณ์หรือความรู้สึกนึกคิด เราละวางได้ คือถ้าเราได้ปฏิบัติในเรื่องมหาสติปัฏฐาน ๔ เห็นกายในกาย เห็นจิตในจิต เห็นเวทนาในเวทนา เห็นธรรมในธรรม หมายความว่าเห็นถึงความเป็นจริงของมัน เรื่องของการเมือง เราก็พยายามมองเขาว่า ถ้าหากว่าเรามองว่าเขามาด่าเรา มาทำร้ายเรา เราก็จะมองเขาเหมือนเป็นศัตรู เป็นฝ่ายตรงข้าม เราก็ไม่อาจที่จะทำงานได้เลย เช่น เขาบอกว่าคุณมองฉันเป็นฝ่ายตรงข้าม มีอคติ อยากจะตอบว่าผมคงจะวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือทำการไต่สวนไม่ได้เด็ดขาด เราต้องทำให้ดีที่สุดถึงที่สุด ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เราไม่ต้องคำนึงถึง เขาเรียกว่าธรรมะจัดสรร คนที่เข้ามาถึงมือเรา ไม่ว่าจะเป็นคดีอะไรก็ตาม มาก็เพราะกรรมเป็นตัวกำหนด ตัวเราก็มีกรรมด้วยที่จะต้องไปวินิจฉัยชี้ขาด ท่านพุทธทาสฯ ได้อบรมผู้พิพากษาว่าคนที่ไม่มีแผลในฝ่ามือ จับยาพิษ ยาพิษก็ไม่แล่นเข้าถึงหัวใจ ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าเราไม่มีจิตอาฆาตแค้น เพียงแต่เขามาหาเราเพราะเป็นกรรมของเขา กรรมที่จะต้องประสบพบกัน มาวินิจฉัยคดีเขา เหมือนกับเราไม่มีบาดแผลในฝ่ามือเลย ถึงแม้เขาจะมียาพิษในฝ่ามือ มันก็ไม่เข้า เพราะเราไม่มีบาดแผล

ผมถือหลักว่าตราบใดที่ยังต้องวินิจฉัยชี้ขาดอยู่ ไม่ใช่หมายความว่าเราไม่มีอารมณ์เลย เรามีแต่เรารู้ว่าจะละวางได้เมื่อไร พอเวลาได้ยินเสียงด่าว่ามา ถ้าเผื่อมันเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคย เราก็จะรับเข้าไป ตุลาการส่วนใหญ่จะฝึกจิต พอเขาพูดอย่างนั้น เราก็มาวิเคราะห์ ถ้าไม่จริงก็เข้าตัวคนพูด เหมือนเราเอาจานรับแทนที่จะเอาจิตรับ ถ้าไม่จริงก็สะท้อนกลับไป ผมคิดว่าการฝึกอย่างนี้เช่นเดียวกับตุลาการท่านอื่นๆที่ได้ฝึกมา ทำให้สายงานตุลาการเป็นสายงานที่มั่นคงมาก เป็นสายงานที่เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ผมก็ได้รับการเชิญให้ไปอบรมผู้ช่วยผู้พิพากษาทุกรุ่นในเรื่องของการใช้เหตุผล ในการวางตัว ในการเป็นตุลาการที่ดี ในการมีจริยธรรมคุณธรรม เราก็ต้องเอาตัวเราไปสอน บอกเล่าให้เขาฟัง วิธีที่จะไปทางที่ถูกต้องในทางของตุลาการจะต้องทำอย่างไร

อาจารย์ยึดหลักอะไรในเส้นทางของการเป็นตุลาการ

ยึดตามแนวของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ตรัสถึงหลักราชการว่า

ความรู้คู่เปรียบด้วย กำลัง กายเฮย

สุจริตคือเกราะบัง ศาสตร์พ้อง

ปัญญาประดุจดัง อาวุธ

กุมสติต่างโล่ห์ป้อง อาจแกล้วกลางสนาม

๔ อย่างนี้ คือ มีความรู้ต้องรู้จริง มีความรู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้ความสุจริตเป็นเกราะกำบัง ถ้าเราเป็นคนไม่สุจริตก็ไม่มีเกราะกำบังเลย พอเขามาแทงเราก็ถึงตัวเลย แล้วก็ต้องมีปัญญา ปัญญาต้องแหลมคม ต้องสามารถจะใช้ได้ทุกจังหวะโอกาส สำคัญที่สุดคือมีสติเป็นโล่ป้องกันตัว เวลาผมไปอบรมข้าราชการ ผมจะให้เขายึดตัวนี้ ง่ายที่สุดแต่ทำยากนะ ถ้าทำสำเร็จก็จะประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต

ขอเรียนถามถึงชีวิตครอบครัวบ้างค่ะ

ภรรยาผมเป็นนักการทูต เป็นเอกอัครราชทูต ก่อนเกษียณไปเป็นผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานเศรษฐกิจการค้าที่กรุงไทเป เกษียณแล้วก็ยังกลับมาเป็นคณะกรรมการติดตามประเมินผลภาครัฐของกระทรวงการต่างประเทศถึงสองสมัย ยังต้องไปตรวจราชการด้านการเงินของสถานทูตเป็นประจำ ลูกๆก็ต้องไปเรียนต่างประเทศ ต้องไปใช้ชีวิตกับพวกฝรั่ง เขาจะเคยชิน ผมได้อะไรดีๆจากตรงนี้มากเพราะว่าผมเป็นนักกฎหมาย แต่ความที่ภรรยาเป็นนักการทูต ก็ทำให้ผมเป็นนักกฎหมายที่มีแง่มุมระหว่างประเทศ แล้วก็เป็นคนที่ไม่เคยกลัวใครเพราะไม่ได้อยู่ในระบบของ Local ได้ไปเจอพวกนายกรัฐมนตรี นักการทูต ไปจับมือกับเขา คุยกับเขา ทำให้เราได้ในส่วนนี้มาเยอะ อีกอย่างคือไม่ต้องไปกังวล ทำงานได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าเขาเป็นหลังบ้าน เพราะเขาไม่ใช่หลังบ้าน เขาคือหน้าบ้านเลย เขาจะให้แง่คิดกับเรา มีมุมมองในด้านต่างประเทศ ผมมักจะไปศึกษาดูงานในช่วงที่เขาไปเป็นนักการทูต เขาเคยเป็นกงสุลใหญ่ที่นิวยอร์ก ไปอยู่ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไทเป ทำให้ผมได้เข้าไปอยู่ในแวดวงนักการทูต บางครั้งรู้สึกว่าเรานี่โง่จัง เขามีมุมมองที่แหลมคมที่ช่วยเราได้มาก แต่เนื่องจากเขาเป็นคนที่มีหลักการ เพราะคิดแบบฝรั่ง ตรงไปตรงมา แต่เขาก็จะได้จากเราในเรื่องการประนีประนอม ผมจะใช้หลักยุติธรรม ความเห็นอกเห็นใจ แต่ไม่ใช่ว่าภรรยาผมจะไม่เห็นอกเห็นใจใครนะครับ ตรงกันข้ามเขาเป็นคนใจนักเลงยิ่งกว่าผู้ชายอีก ไม่คิดแค้นเคืองอาฆาต ถือว่าเราก็ได้ส่วนผสมที่ลงตัว

ส่วนลูกๆ คนโตเป็นผู้หญิง คือคนโตนี่รับหลานมาเป็นลูก เขาก็ได้ความรู้สึกนึกคิดแบบเดียวกับคุณแม่ เป็นเหมือนฝรั่ง ไลฟ์สไตล์ก็เป็นแบบฝรั่ง เป็นกัปตันขับเครื่องบิน อยากเป็นนักบินอวกาศตั้งแต่เด็กๆ ก็ไปเรียนที่นิวยอร์กแล้วก็อยู่กับคุณแม่ เพราะฉะนั้นเขาจะมีความรู้สึกว่าต้องเก่ง และกล้าที่จะทำอะไร คนเล็กเป็นผู้ชาย เรียนปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษ ตอนนี้จบปริญญาโทจากศศินทร์

ทราบว่าไลฟ์สไตล์อย่างหนึ่งของอาจารย์คือใช้เฟซบุ๊คในการสื่อสารกับผู้คน

อาจจะเป็นเพราะผมยังสอนหนังสืออยู่ ผมสอนจุฬาฯตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ แล้วก็สอนตลอดมา เพราะฉะนั้นก็จะได้สัมผัสกับเด็กทุกรุ่น ได้คุยกัน มีความคิดเห็นต่างๆ เขาก็ยึดเราเป็นแบบอย่าง และมาปรึกษาหารือทุกขั้นตอนในการทำงาน ถ้าเราไม่เรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เราเข้าถึงเขาไม่ได้และคุยกับเขาไม่รู้เรื่องเลย เช่น เวลาผมสอน บอกว่าเธอนี่เก่งฝุดฝุด เก่งจุงเบย ต้องรู้ศัพท์พวกนี้ ต้องเข้ากับวิถีของเขา เราต้องรู้ว่าระบบความคิดของเขาเป็นยังไง

ผมเล่นเองตอบเองทั้งหมดเพราะค่อนข้างละเอียดอ่อน เวลาเขามาสมัครก็ต้องดูว่าสมควรไหมที่จะให้เขามาเป็นเพื่อนเรา ไม่ใช่พูดกับเครื่องจักร เมื่อเขามาให้กำลังใจ เราก็บอกว่าขอบคุณครับและต้องรู้ว่าเขาชื่อเล่นว่าอะไร คุณกุ้ง คุณเอ๋ หนูนั่นหนูนี่ เขาจะรู้สึกว่านี่คือความใกล้ชิดจริงๆ ถ้าเราใช้ชื่อธรรมดา เขาก็อาจจะไม่รู้สึกว่านี่เป็นคนที่เราจะเตือนเขาได้ เราบอกว่าหนูต้อย เราก็ใส่เข้าไปได้ว่าวันนั้นเห็นว่าพูดอันนั้น เบาๆหน่อยนะ เขาก็จะฟังเรา

เอาเวลาที่ไหนมาดูแลแฟนคลับคะ

โดยมากผมจะเข้าไปดูตอนค่ำๆที่เราไม่ได้ทำอะไรแล้ว สมัยก่อนผมจะฟังเพลงบ้าง ดูโทรทัศน์บ้าง ตอนนี้ก็ทั้งดูและมากดดูว่าแฟนคลับทำอะไร บางทีก็ทิ้งไว้วันหนึ่ง มาที ๕๐-๖๐โพสต์ มันเร็วมาก บางคนบอกว่าอย่าไปสนใจเลย คือที่ผมยังรักษาไว้ เพราะผมเห็นว่าถ้าเรายังใช้ Social Media เป็นตัวที่พาเขาไปแนวทางที่ถูกต้องได้ อย่างถึงวันสำคัญเราโพสต์ว่าวันนี้ไม่ใช่วันธรรมดานะ วันพระนเรศวรนะ วันมาฆบูชา พวกนี้อย่างน้อยก็มีคนดึงรั้งไว้ สอดแทรกเนื้อหา กระชับ ให้เขาตอบโต้กลับเข้ามา

เรื่อง Social Media นี่ทิ้งไม่ได้เลย เราต้องเอาไปปรับใช้ในการทำงานของ ป.ป.ช. ต่อไปอาจจะต้องทำ Application ให้เด็กเขากดเข้ามา ต้องรีบทำ แล้วเราจะใส่อะไรเข้าไป ก็จะทำให้มีแนวร่วมมากขึ้น ตอนนี้ ป.ป.ช.เราได้รับมอบหมายจากรัฐสภาว่าทำยังไงจะเอาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเข้าไปสู่เยาวชนให้ได้ และสร้างหลักสูตรให้ได้ เราเลยต้องมาคิดใหม่ว่าการขับเคลื่อนจะใช้ภาครัฐ ประชาสังคม เอกชน อาจจะไม่เพียงพอ ถ้าดูจาก ป.ป.ช.ของหลายๆประเทศที่เขาประสบความสำเร็จ อย่างฮ่องกง เขาใช้เยาวชนเป็นแกนนำในการขับเคลื่อน เพราะฉะนั้นถ้าเรามีหลักสูตรนี้จะทำให้เขารู้ว่าต่อต้านทุจริตทำยังไง มีบทบาทยังไงเหมือนสมัยตาวิเศษที่ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม เราก็เลยจับตรงนั้นมาทำให้มันหนักแน่นขึ้น แล้วประจวบกับที่มีเอแบคโพลล์บอกว่าโกงไม่เป็นไร ขอให้ฉันได้ประโยชน์ก็แล้วกัน ปรากฏว่าตัวเลขของเยาวชนที่เห็นด้วยสูงขึ้นทุกปี ถ้าอย่างนั้นปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้แล้ว

เราต้องทำโครงการต่อต้านทุจริต เป็นยุทธศาสตร์เลย แล้วเราก็จะมีโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาหลักสูตร สำหรับเด็กเยาวชน บอกว่าเยาวชนในระดับไหนและอะไรที่จำเป็น วิเคราะห์ออกมาเลย มีทีมมาร่วมระดมความคิดว่าเยาวชนในระบบนอกระบบเป็นยังไง เขาควรรู้อะไรบ้าง เด็กปฐมวัยควรปลูกฝังอะไร ซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย มีความเป็นธรรม มีจิตสาธารณะ พอเพียงและเพิ่มความกตัญญูรู้คุณ แล้วก็มีมูลนิธิมาช่วยเยอะเลย เช่นมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม สหทัยมูลนิธิ พวกนี้เขาจะเป็นคนให้ความคิด สมัยก่อนกระทรวงศึกษาคิดจากข้างบน แต่เราบอกว่าไม่ได้ ต้องคิดจากข้างล่าง จากคนที่ทำงานกับเด็กจริงๆและได้เคยสอนมาแล้วและเห็นว่ามีอะไรบกพร่อง ซึ่งเราก็เอาตัวหลักสูตรของกระทรวงมาปรับ

การทำงานในเรื่องนี้เหมือนไม้ซีกไปงัดไม้ซุงหรือเปล่าคะ

ผมว่ามันไม่แต่เฉพาะเยาวชนเท่านั้นที่เราจะต้องปลูกฝัง แม้แต่ผู้ใหญ่ก็เป็นปัญหาเยอะ สมัยก่อนนี้พวกผู้ใหญ่ทั้งหลาย เวลาเจอคนทุจริตในวงการ ไปพูดกับเขา เขาอาย เขาจะไม่สบตาเลย แต่เดี๋ยวนี้เขาหันมาแล้วถามว่า มีอะไรมั้ย คือไม่ละอายใจ เขาคิดว่าเขาทำได้ แล้วก็อย่างที่มีการถามว่าเยาวชนเคยโกงข้อสอบไหม ๘๐ เปอร์เซ็นต์โกงแต่ไม่คิดว่าโกง จดเข้าไปเป็นเรื่องปกติ ใครๆก็ทำกันทั้งนั้น อย่างนี้ยากไหม ผมว่ายากที่สุด แต่ถ้าเราปล่อยไป เราไม่ลุกขึ้น เราไม่ดำเนินการเพื่อให้มีความเปลี่ยนแปลง มันจะยิ่งหนักข้อกว่านี้ มันจะจมปลักเลย ไม่มีทางขุดขึ้นมาได้อีก เขาจะรู้สึกเลยว่าชีวิตนี้ไม่ต้องมีคุณธรรมอีกต่อไปแล้ว เพราะว่าระบบการเมืองมันก็เป็นอย่างนี้ ผู้ใหญ่ก็เป็นอย่างนี้ เขาก็มองเห็นอยู่

เพราะฉะนั้นเราต้องตีที่ต้นตอของปัญหา ซึ่งเราเห็นตรงกันว่าระบบอุปถัมภ์เป็นระบบที่ร้ายแรงที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่าระบบอุปถัมภ์ไม่ดี เราต้องให้เขาแยกแยะว่าถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว คุณจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อให้เพื่อนพ้องประสบความสำเร็จ คุณช่วยได้ แต่พอมาถึงหน้าที่การงาน คุณต้องรู้จักแยกว่าอะไรคือเรื่องขององค์กร ของประเทศชาติ ของสังคม คุณจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องประเทศไทยเราไม่เคยสอนเลย ถามว่าผลประโยชน์ทับซ้อนคืออะไร แยกแยะไม่ออก เช่น เรามีตำแหน่งหน้าที่การงาน พอเปิดสอบ เราไปบอกข้อสอบให้ญาติหรือเพื่อน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ช่วยญาติจะช่วยใคร ถ้าเราไม่เริ่มต้นวางหลักตรงนี้ ไม่มีทางแก้

ที่ฮ่องกงประสบความสำเร็จเพราะเอาเรื่องจริยธรรม Conflict of Interest หรือผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นจริยธรรมสูงสุดของผู้ทำหน้าที่การงานทุกคนที่ต้องปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือรัฐ คุณจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ได้ การรับคนต้องใช้ระบบคุณธรรม เอาระบบพรรคพวกไม่ได้และต้องทำเหมือนๆกันเพราะไม่งั้นมันจะเกิดภาพแบบสองมาตรฐาน รัฐกับเอกชนเขาให้คิดแบบเดียวกัน แล้วก็มีแผนภูมิในการวางหลักสูตรเหมือนกัน ข้อสอบเป็นข้อสอบเดียวกันระหว่างเอกชนและรัฐ คือวางหลักเรื่องจริยธรรมอย่างเดียวกัน นี่คือการนับหนึ่งใหม่จริงๆ มีท่านที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการวางระบบการเรียนการสอน ท่านเป็นคุณหมอ ท่านมาพูดถึงเรื่อง Mind Set เราร้องอ๋อทันที นี่คือการตั้ง Mind Set ใหม่ของประชาชนคนไทยจริงๆ เหมือนกับลบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ลบของเก่าออกหมดแล้วเริ่มโปรแกรมใหม่ ถามว่ายากไหม ยากมากถึงมากที่สุดแต่ทำไมฮ่องกงทำได้ ทำไมสิงคโปร์ทำได้ แม้แต่มาเลเซียขณะนี้จัดตั้งสถาบัน Integrity คนทำงานต้องเปลี่ยน Mind Set แยกผลประโยชน์ส่วนตนกับส่วนรวม

โดยการทำงานของ ป.ป.ช.และตัวอาจารย์เองที่มีความเชื่อมั่นในคุณธรรมจริยธรรม จะทำให้คำคำนี้คงอยู่ในสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

เราต้องปรับเปลี่ยนกระบวนความคิดให้เขาเชื่อมั่นว่าความดียังมีอยู่ มันไม่ได้หนีหายไปไหน กระบวนความคิดอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีแม่แบบที่ดี ถ้าเราไม่สร้างแม่แบบเลย พูดแค่ว่าขอให้คุณทำความดีก็แล้วกัน อย่างนี้ไม่มีประโยชน์ ตัวอย่างที่ดีที่สุดที่ถือได้ว่าทำให้ระบบทั้งระบบเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล คือพระพุทธเจ้า ตอนที่ท่านเปลี่ยน Mind Set ท่านดูก่อนเลย ปัญจวัคคีย์ อาจารย์ของท่านต้องมาเปลี่ยน Mind Set ก่อน ถ้าอาจารย์ยังสอนคนแบบเดิม ทรมานกายอยู่จะไม่สามารถตรัสรู้ได้เลย ท่านต้องดูแล้วว่าปัญจวัคคีย์ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะแยะเลย พอเปลี่ยนแนวความคิดเข้าถึงธรรมะอย่างสูงสุด ก็ต้องไปสอนลูกศิษย์ จะเห็นได้ว่าพอถึงมาฆบูชาก็เกิดเหตุการณ์ที่พระอรหันต์มาชุมนุมกัน ๑,๒๕๐ องค์ โดยมิได้นัดหมาย ท่านสอนหลักของพระพุทธเจ้า หนึ่งคือละชั่ว ประพฤติดี ทำจิตให้สะอาด จำเป็นมากสำหรับคนที่เริ่มศรัทธา ทั้งหมดเอาปฏิจจสมุปบาทไปเผยแพร่ทั่วทุกหัวระแหง ศาสนาพุทธบังเกิดด้วยเหตุนี้ ท่านจงอย่าไปซ้ำในทิศทางเดียวกัน ทุกชุมชน ทุกครอบครัว แม้แต่ในสุวรรณภูมิก็มีพระอรหันต์มาที่นครปฐม เพราะฉะนั้นทิศทางที่ท่านวางไว้ถูกต้องที่สุด เราต้องหาคนที่เป็นแบบเดียวกับปัญจวัคคีย์ให้ได้

สมัยกรีกโบราณ ถ้าเราศึกษาเรื่องจริยธรรม เราจะพบว่าความดีพร้อมที่จะสร้างให้มนุษย์มีขึ้น คำว่า Integrity เป็นที่รวมของสี่อย่าง หนึ่ง ความรอบรู้ เมื่อมีความรอบรู้แล้ว สอง ความกล้าในวิชาชีพ ต้องพร้อมแสดงความกล้าในวิชาชีพ สาม พอประมาณ อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งเรื่องความพอเพียง ถ้ามากเกินไปมันล้น เราต้องสร้างคนที่รู้กาลเทศะ รู้ต้น รู้กลาง รู้ปลาย ทางสายกลาง สุดท้ายคือต้องมีความยุติธรรม ยึดมั่นในความถูกต้องตามทำนองคลองธรรม อะไรที่ถูก ยึดแล้วจะไม่มีวันผันแปรเลย

ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อาจมีคำถามมากมายถึงความโปร่งใสในการทำหน้าที่แต่ ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ กล่าวด้วยรอยยิ้มและตอบทุกคำถามอย่างมั่นใจว่าในชีวิตและการทำงานของท่านนั้นสามารถ "เอกซเรย์" หรือ "ตรวจสอบ" ได้

"การที่เราจะดูว่าคนไหนลำเอียงหรือไม่ ไม่ใช่ว่าดูว่าเรื่องนี้ลำเอียง เรื่องนั้นไม่ เราต้องดูวิถีทางในการปฏิบัติว่าเรามีวิถีทางชีวิตในการดำเนินชีวิตอย่างไรในระบบทั้งระบบที่เราอยู่ แล้วกระบวนการที่ว่าเอกซเรย์หมายความว่าโปร่งใส ตรวจสอบได้ คุณชี้ออกมาสิว่า ตรงไหนที่เราไม่มีความเป็นธรรมเลย มันตรวจสอบได้ตั้งแต่แรก กฎหมายป้องกันและปราบปรามทุจริตที่แก้ไขเมื่อปี '๕๔ ผมเป็นคนวางระบบเองว่าระบบไต่สวนต้องทำอย่างนี้นะ ต้องให้โอกาสคน ผมต้องไปต่อสู้ที่รัฐสภากว่าจะได้ว่าระบบไต่สวนมันต้องมีที่รองรับอะไรบ้าง เขาให้ผ่านเพราะเขาเชื่อถือเราว่าเราวางระบบที่พอดี ไม่ได้ลำเอียงเข้าข้างใคร"

วิชาความรู้เป็นสิ่งที่แสวงหากันได้ผ่านตำรา หากแต่ "วิชาชีวิต" นั้นอาจจะยากเย็นกว่า ด้วยต้องอาศัยการหล่อหลอม ศึกษาศาสตร์หลายแขนงทั้งทางโลกและทางธรรม ตลอดจนมีหลักยึดอันแข็งแกร่ง จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและดำรงตนอยู่บนเส้นทางอันดีงามได้...

ในวันที่เปี่ยมด้วยวิชาความรู้และสอบผ่านวิชาชีวิตแล้ว ดูเหมือนว่า ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ ยังคงเป็น "ผู้ใหญ่" คนเดิมเหมือนเมื่อครั้งกระโน้นที่ทำให้ผู้เขียนได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า "ความกล้าหาญทางวิชาชีพ" คืออะไร...