ระบอบราชาธิบดี

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

จากประเทศเล็กๆ แต่กลับมีรายได้ต่อหัวของประชากรสูงที่สุดในเอเชีย ภายใต้การปกครองระบอบราชาธิบดี มีสวัสดิการดีเยี่ยม รัฐให้การศึกษาและการรักษาพยาบาลฟรีทุกระดับ ประชาชนไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ แถมมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมากเพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถ มีอัตราค่าแรงขั้นต่ำสูงที่สุดในโลก แต่ชั่วโมงการทำงานน้อย ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ได้รับการขนานนามว่า ดินแดนแห่งสันติสุข สมชื่อ นาการา บรูไน ดารุสซาลาม แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่พิสมัยบรรยากาศ ราตรีนี้ยังเยาว์นัก คงไม่เหมาะจะไปเยือน เพราะบรูไนไม่เหมือนที่ใดในโลก เหมาะสำหรับการแสวงหาทางอัตลักษณ์อย่างน่าลุ่มหลง

ในฐานะประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1984 ทำให้บรูไนเหมือนเป็นเมืองเกิดใหม่ไม่นานนัก แท้ที่จริงมีสภาพรัฐอิสระปกครองโดยสุลต่าน สืบเนื่องกันมานานกว่า 500 ปี มีความรุ่งเรืองและเป็นที่รู้จักตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 15 และ 16 มีชื่อเสียงจากสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องเทศ เช่น การบูร พริกไทย และทองคำ จนกระทั่งเริ่มเสื่อมอำนาจลงหลังศตวรรษที่ 15 ทำให้สเปน และดัตช์ เป็นฝรั่งชาติแรกๆที่เข้ามาแผ่อิทธิพล ต่อมา บรูไนยอมเซ็นสนธิสัญญายินยอมอยู่ใต้อารักขาของอังกฤษอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ ค.ศ.1906 และเมื่อมีการขุดพบน้ำมันและแก๊สธรรมชาติขึ้น บรูไนรอดพ้นจากการถูกรวมเข้ากับประเทศอื่นในแหลมมลายูด้วยความเข้มแข็ง และพระวิสัยทัศน์เล็งเห็นการณ์ไกลของสุลต่านแห่งบรูไนพระองค์ก่อน ซึ่งเป็นพระราชบิดาของสุลต่าน หรือพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบัน ที่ทรงยืนยันที่จะให้บรูไนเป็นประเทศเอกราชภายใต้การคุ้มครองของอังกฤษต่อไป จึงทำให้บรูไนเป็นประเทศเอกราชที่มีฐานะมั่งคั่งในเวลาต่อมา

ความเจริญก้าวหน้า และการอยู่อย่างสันติสุขของบรูไนเป็นผลมาจาก สมเด็จพระราชาธิบดี ฮาจี ฮัสซานัล โบลเกียร์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ ที่เสด็จขึ้นครองราชย์ ใน ค.ศ.1967 ขณะทรงมีพระชนมายุ 22 พรรษา ทรงเป็นพระราชาธิบดี หรือสุลต่านองค์ที่ 29 ที่ปกครองบรูไนโดยการสืบสันตติวงศ์ ในฐานะที่พระองค์เป็นพระราชโอรสองค์โต ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นมกุฎราชกุมาร เมื่อ ค.ศ.1961 และทรงครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระราชบิดา เมื่อ ค.ศ.1967 ได้รับการบรมราชภิเษกตามโบราณราชประเพณีของบรูไน เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1968

ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิร์สท์ ที่ประเทศอังกฤษ จากนั้นจึงเสด็จกลับมาเพื่อราชาภิเษกเป็นสมเด็จพระราชาธิบดี หรือสุลต่านแห่งบรูไน ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานตลอดเวลาทั้งในประเทศและต่างประเทศ

การมีพระปรีชาสามารถในด้านการก่อสร้างเหมือนพระราชบิดา ทำให้สมเด็จพระราชาธิบดีโบลเกียร์ โปรดให้สร้างอาคารต่างๆที่สำคัญขึ้นในประเทศมากมาย นอกจากเพื่อให้เห็นถึงความทันสมัยและสวยงามของบรูไนแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความกินดีอยู่ดีของพลเมืองอีกด้วย นอกจากจะทรงเป็นกษัตริย์นักปกครองที่แข็งแกร่ง ยังทรงเป็นนักกีฬา โปรดการเล่นโปโล ปัจจุบันสมเด็จพระราชาธิบดี และพระราชวงศ์ประทับอยู่ที่พระราชวังหลวงอิสตานา นูรัลอีมาน ซึ่งเป็นสถานที่เสด็จออกว่าราชการด้วย

สมเด็จพระราชาธิบดีบรูไน ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีพระราชอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ รัฐธรรมนูญของบรูไน ฉบับแก้ไขล่าสุดกำหนดให้สุลต่านทรงเป็นอธิปัตย์ คือเป็นทั้งประมุขของประเทศ เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังบัญญัติว่านายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นชาวบรูไนเชื้อสายมาเลย์โดยกำเนิด และจะต้องนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ สุลต่านแห่งบรูไน ทรงมีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ แต่ทรงมีคณะองคมนตรีและคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ถวายคำแนะนำและคำปรึกษาในการบริหารบ้านเมือง สื่อมวลชนส่วนใหญ่ชื่นชมรัฐบาล สถานะของสมาชิกในราชวงศ์ได้รับการเทิดทูนดังเทพเจ้า ปัจจุบันบรูไนยังคงมีกองทหารของอังกฤษประจำการอยู่ในประเทศตามคำร้องขอของสุลต่านแห่งบรูไน เพื่อคุ้มกันสถานีขุดเจาะน้ำมันในทะเลของบรูไน

ขณะเดียวกันสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนได้ทรงสถาปนาองค์รัชทายาท คือ เจ้าฟ้าชายฮาจิ อัลมุห์ตาดี บิลลาห์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1998 ขึ้นเป็นเจ้าฟ้ามกุฎราชกุมาร ผู้จะได้รับการสืบทอดราชสมบัติจากพระบิดาเป็นสุลต่านแห่งบรูไนองค์ที่ 30 สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ของสหราชอาณาจักร และทรงเตรียมพระองค์ในการขึ้นเป็นสุลต่านแห่งบรูไนองค์ต่อไปด้วยการศึกษา และทรงงานในด้านต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ

แม้จะเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความสงบสุข แต่ก็เฉกเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศที่ความเปลี่ยนแปลงของโลกทำให้สิทธิเสรีภาพของพลเมืองกลายเป็นเรื่องที่ทุกประเทศต้องคำนึงถึง บรูไนจึงประสบกับปัญหาที่ประชากรขาดเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเปรียบเทียบกันไม่ได้เลยกับประเทศไทย ซึ่งมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างเดียวกัน และอาจเป็นระเบิดเวลาที่บรูไนต้องหลีกเลี่ยงผลกระทบก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อทุกประเทศเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีหน้า

คนไทยมีความสุขกับการเดินทางไปเป็นแรงงานคุณภาพที่บรูไนกว่า 20,000 คน แรงงานไทยได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากนักธุรกิจบรูไน เพราะมีความซื่อสัตย์ อดทน ขยันหมั่นเพียร และมีความรับผิดชอบ สัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับบรูไนเป็นไปอย่างแน่นแฟ้นด้วยดีในทุกระดับ

ปัจจุบันบรูไนยังคงรักษาอัตลักษณ์ของตนเองไว้ได้อย่างน่าชื่นชม ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม ที่รับจากมาเลเซีย และอินโดนีเซียเป็นส่วนใหญ่ มีความเคร่งครัดในบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม แม้ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญจะเปิดโอกาสให้เลือกนับถือศาสนาใดก็ได้ก็ตาม ศิลปการแสดงที่โดดเด่น คือการขับร้องเพลงพื้นบ้าน Adai - Adai ซึ่งเป็นการขับร้องหมู่ในเวลาทำงาน การเต้นรำแบบท้องถิ่นมีชื่อว่า Benari หรือ Joget Baju Puith

คนไทยเดินทางเข้าบรูไนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า สามารถอยู่ได้นาน 14 วัน แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ในกรุงบันดาร์เสรีเบากาวัน เมืองหลวงของประเทศ อยู่ในเขตการปกครองบรูไน - เมารา เดิมชื่อว่าเมืองบรูไน เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญของประเทศ เช่น พระราชวังหลวง ศูนย์ประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ สุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดในซีกโลกตะวันออก คือ มัสยิดโอมาร์ อาลี ไซฟัดดิน และกัมปงเอเยอร์ หมู่บ้านดั้งเดิมที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำ กรุงบันดาร์เสรีเบกาวันเป็นเมืองที่สวยงามสะอาดตา ถนนกว้าง มีตึกรามบ้านเรือนทันสมัย มีมัสยิดสวยงามตกแต่งวิจิตรบรรจงด้วยหินอ่อนจากประเทศอิตาลี และปูพรมสั่งทอพิเศษผืนใหญ่มหึมา ให้เป็นศูนย์รวมชาวมุสลิมในประเทศบรูไน มัสยิดแห่งนี้มีโดมทองเหลืองอร่ามเป็นสัญลักษณ์ ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน และได้รับยกย่องว่าเป็นอาคารที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในยามเช้าตรู่และยามเย็นจะได้ยินเสียงสวดมนต์ลอยมาจากหอคอยก้องไปทั่วเมือง ในยามค่ำตืนมัสยิดแห่งนี้ประดับไฟสวยงาม เป็นจุดเด่นที่สุดของเมือง อนุญาตให้คนที่ไม่ได้เป็นมุสลิมเข้าชมในวันพุธ-เสาร์ ตั้งแต่ 08.00 น. ถึงประมาณ 13.00-15.00 น. กับ 16.30-17.30 น. ส่วนวันพฤหัสบดีไม่อนุญาตให้คนที่ไม่ใช่มุสลิมเข้าไป แต่ยังสามารถเดินชมรอบๆบริเวณได้ และที่ตื่นตาตื่นใจได้แก่ พระราชวังหลวงอิสตานา นูรัล อีมาน ซึ่งจะเปิดให้เข้าชมในวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน หรือพิธีถือศีลอดเพียงวันเดียว พระราชวังแห่งนี้ใช้เงินในการก่อสร้างมากถึง 350 ล้านเหรียญสหรัฐ มีห้องต่างๆ 1,788 ห้อง มีห้องน้ำ 200 ห้อง ท้องพระโรงขนาดใหญ่จุคนได้มากถึง 4,000 คน

การแต่งกายเข้าเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางศาสนาของบรูไน จะต้องแต่งกายเรียบร้อยมิดชิด เป็นการให้เกียรติสถานที่ และจะต้องถอดรองเท้าทุกครั้ง

ในขณะที่บรูไนยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้อย่างเหนียวแน่น แต่อาคารศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดของเมืองที่มีชื่อว่า ห้างสรรพสินค้ายาย่าซัน ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับมัสยิดโอมาร์ อาลี ไซฟัดดิน ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์ช็อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุด รวบรวมสินค้าทันสมัยแบรนด์เนมชื่อดังของโลก สามารถหาซื้อสินค้าได้หลากหลาย ตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าถือ อาหารนำเข้า วิดีโอเกม และร้านหนังสือ

สำหรับผู้สนใจที่จะศึกษาระบอบราชาธิบดี และเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสถาบันชั้นสูงของบรูไน เพื่อศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศไทย คงพลาดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปเยี่ยมเยียน พิพิธภัณฑ์รอยัล รีกัลเลีย และศูนย์ประวัติศาสตร์บรูไน ทั้งสองแห่งเข้าชมฟรี

ในบรรดาอาเซียนด้วยกัน บรูไน ดารุสซาลาม เป็นประเทศที่น่าศึกษา และน่าเดินทาง เป็นอย่างยิ่ง ได้พบเห็นและเรียนรู้การอยู่ร่วมกันบนความเก่าและใหม่ที่ต้องไปควบคู่กับการเปลี่ยนแปลง