มัญชริน พรรณนราวงศ์ ว่าย-ปั่น-วิ่ง ผู้หญิงใจแกร่ง

เพราะอยากพิสูจน์ตัวเองว่าจะมีใจที่อดทน และร่างกายที่แข็งแกร่งเพียงใด
สุขที่ใจรัก
ช่างภาพ: 

ว่ายน้ำ ๑,๘๐๐ เมตร ต่อด้วยการปั่นจักรยาน ๙๐ กิโลเมตร และวิ่งอีกระยะทาง ๒๑ กิโลเมตร...ถ้าใจและกายไม่พร้อมจะสู้จริงๆ คงยากที่จะไปจนถึงเส้นชัย แต่หญิงสาวคนนี้เพียรพยายามจนกระทั่งทำสำเร็จ ก่อนตั้งเป้าหมายต่อไปว่าจะต้องพิชิตชัยให้ได้ระดับที่สูงขึ้นไปกว่านี้อีก

"การเล่นไตรกีฬาสิ่งที่สำคัญคือต้องมีวินัย เคยชวนเพื่อนไปวิ่งด้วยกัน พวกนี้ทำได้แค่วันสองวันก็เลิกแล้ว เบื่อ เหนื่อย ไม่สนุก แต่ดิฉันไม่เลย กลับรู้สึกมีความสุขที่จะทำ เรื่องนี้อยู่ที่ใจ มาบังคับกันไม่ได้ อย่างถ้าต้องเลิกงานดึกจะสลับเวลาซ้อม ยอมตื่นเช้ากว่าปกติหน่อย บางคนบอกว่าที่ไม่ทำเพราะไม่มีเวลา ความจริงแล้วเราทุกคนมีเวลาเท่ากัน แต่อยู่ที่จะบริหารจัดการอย่างไรมากกว่า บางทีมีงานติดๆกันยังแอบมีขอหัวหน้าไปวิ่งหน่อยนะคะ ไม่อย่างนั้นหงุดหงิด จนบางทีรู้สึกเหมือนกันว่าเราคงเป็นคนเสพติดกีฬาไปแล้ว"

โบว์-มัญชริน พรรณนราวงศ์ เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เอ็น.ซี.ซี.แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด แต่ด้วยมีใจรักในการเล่นกีฬา เธอจึงใช้เวลาว่างไปกับการฝึกซ้อม ทั้งการวิ่ง ว่ายน้ำ และปั่นจักรยาน เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันไตรกีฬาในสนามต่างๆ โดยไม่ได้มุ่งหวังที่ถ้วยรางวัลเป็นสำคัญ แต่ทำเพราะอยากพิสูจน์ตัวเองว่าจะมีใจที่อดทน และร่างกายที่แข็งแกร่งเพียงใด

"ดิฉันเป็นคนชอบเล่นกีฬาอยู่แล้ว ทั้งบาสเกตบอล วิ่ง แบดมินตัน โบว์ลิ่ง เล่นหลายอย่างมากมาตั้งแต่เด็ก แต่มีช่วงหนึ่งได้ดูการถ่ายทอดการแข่งขันแม่น้ำโขงไตรกีฬาทางโทรทัศน์ ตอนนั้นไม่รู้จัก ยังถามแม่ว่าคือกีฬาอะไร ถึงมีทั้งว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง ยิ่งเห็นเด็กผู้หญิงเยาวชนลงแข่งด้วย เรารู้สึกอยากจะเป็นอย่างเขาบ้าง นั่นคือแรงบันดาลใจ แต่ด้วยยังเรียนอยู่ ไม่มีเงินซื้อจักรยาน และที่จริงเหมือนว่าลืมไปแล้วด้วยจึงไม่ได้สนใจจริงจัง จนกระทั่งเรียนจบมาทำงานที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งในวันที่ ๑๒ สิงหาคมของทุกปี ที่นี่จะมีจัดแข่งขันวิ่งมินิมาราธอนมาเป็นเวลา ๒๐ กว่าปีแล้ว ดิฉันเข้ามาทำงานเมื่อปี ๒๕๔๙ และยังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำว่าการวิ่งแบบนี้คืออะไร แต่ผู้ใหญ่รู้ว่าเราชอบเล่นกีฬาจึงเชียร์ให้ลง ตัดสินใจสมัครวิ่ง ๕ กิโลเมตรก่อน ตอนนั้นมีเวลาซ้อมก่อนแข่งแค่ ๓ วัน ถึงวันจริงใช้เวลาวิ่ง ๔๕ นาที ซึ่งถือว่านานนะคะ กลับมาจำได้ว่าอาเจียนเลย แต่พอเพื่อนถามว่าชอบไหม ตอบได้เลยว่าชอบ เพราะเคยคิดว่าพอทำงานแล้วคงไม่ได้เล่นกีฬาเหมือนเมื่อสมัยเรียนอีก แต่พอเริ่มมาวิ่งรู้สึกว่าเราฝึกด้วยตัวของเราเองได้ และยังได้เปรียบตรงที่ที่ทำงานอยู่ใกล้กับสวนเบญจกิติด้วย พอเลิกงานแล้วสามารถออกไปซ้อมได้สะดวก

หลังจากนั้นได้เริ่มหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตจนรู้ว่า มีการจัดงานวิ่งทุกอาทิตย์จึงเริ่มสมัครไป มีทั้งที่จัดในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ก็ซื้อตั๋วรถทัวร์ จองที่พักไปคนเดียว เพราะว่ายังไม่มีชมรม และในปีเดียวกันนั้นพอทำงานเก็บเงินได้สักพัก ความคิดเรื่องไตรกีฬาเริ่มกลับมาเลยซื้อจักรยานคันแรกเป็นเสือภูเขา แล้วไปสมัครที่สมาคมจักรยานแห่งประเทศไทย ซึ่งในวันอาทิตย์จะมีปั่นไปอัมพวา รู้สึกว่าน่าลองนะเลยไปคนเดียว ไปหาเพื่อนเอาข้างหน้า พอกลับมาบ้าน แทบตาย (หัวเราะ) แต่ก็รู้สึกว่าเราทำได้อีกอย่างแล้วจึงกลายเป็นเริ่มหากิจกรรมที่เป็นการปั่นจักรยานสลับกันไปกับงานวิ่ง ดูว่างานไหนน่าสนใจก็ไป ส่วนว่ายน้ำไม่ได้จ้างครู อาศัยฝึกเอาเองโดยดูในอินเทอร์เน็ตว่าการว่ายน้ำแบบโอเพ่นนิ่งวอเตอร์ที่ถูกต้องทำยังไง

พอวิ่งได้ปีสองปีเริ่มได้รางวัลติดมือ เพราะเราฝึกมาตลอดจนทำเวลาได้ดีก็เพิ่มระยะทางขึ้นจนมาถึงวิ่งมาราธอนระยะทาง ๔๒ กิโลเมตร ครั้งแรกไปวิ่งที่เชียงใหม่ได้รางวัลนักวิ่งมาราธอนหน้าใหม่มาก็ดีใจ หลังจากใช้เวลาในการฝึกฝนตัวเองอยู่ ๓ ปี ถึงได้ตัดสินใจลงแข่งไตรกีฬาเมื่อปี ๒๕๕๒ งานแรกคือ กรุงเทพไตรกีฬา ซึ่งใช้ระยะทางแบบ Olympic Distance คือ ว่ายน้ำ ๑,๕๐๐ เมตร ปั่นจักรยาน ๔๐ กิโลเมตร และวิ่ง ๑๐ กิโลเมตร ตอนนั้นพ่อเครียดเลย ถามว่าคิดถูกแล้วหรือ? แต่ตัวเองมั่นใจเกินร้อยว่ายังไงก็ต้องมีครั้งแรก ไม่ลองไม่รู้ ปีนั้นจัดที่สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ต้องนั่งเรือออกไปปล่อยตัวที่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งขยะกับน้ำมันเพียบ (หัวเราะ) แต่เราตั้งใจแล้ว คนอื่นลงได้เราก็ต้องลงได้

ก่อนปล่อยตัวยอมรับว่าตื่นเต้น หัวใจเต้นเร็วมาก ว่ายเข้ามาเกือบคนสุดท้าย แล้วยังต้องมาปั่นจักรยานกับวิ่งอีก รวมใช้เวลาไปเกือบ ๕ ชั่วโมง ตอนนั้นทั้งเจ็บทั้งร้อน ตะคริวขึ้นด้วย เกือบจะหยุดอยู่แล้ว แต่พอนึกถึงว่าพ่อรออยู่ เพื่อนก็คอยให้กำลังใจ กระตุ้นตัวเองทันทีว่า ต้องทำให้ได้ จำได้ว่าโค้งสุดท้ายที่จะเข้าเส้นชัยได้ยินเสียงพิธีกรประกาศ น้ำตาไหลเลย รู้สึกว่าเราทำความฝันครั้งแรกสำเร็จแล้ว แต่กลับมานอนไข้ขึ้นไปสองวัน พ่อถามคุ้มไหม ตอบกลับไปว่าคุ้ม เพราะมันทำให้รู้ว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหน ต้องฝึกตรงไหนเพิ่มกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้พัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ

ตารางการฝึกที่กำหนดไว้ วันจันทร์คือวันพัก วันอังคารไปซ้อมว่ายน้ำตอนเช้า แล้วมาทำงาน ตกเย็นออกไปซ้อมวิ่งสัก ๑-๑.๕ ชั่วโมง วันพุธไปปั่นจักรยานกับชมรม Coffee Bike วันพฤหัสซ้อมวิ่งตอนเย็น วันศุกร์ว่ายน้ำตอนเช้าอีกรอบแล้วตอนเย็นไปปั่นจักรยานกับชมรม วันเสาร์พัก พอวันอาทิตย์เป็นวันที่จะไปแข่งตามงานวิ่งต่างๆ โดยอาศัยว่าเป็นวันซ้อมไปด้วยในตัวเพื่อดูว่าเราทำเวลาได้เท่าไหร่ บางทีก็ออกไปปั่นจักรยานที่ต่างจังหวัด ตามปกติจะมีปฏิทินจดไว้ว่า มีรายการแข่งอะไรบ้าง เขียนไว้ก่อนแล้วค่อยเลือก เพื่อจะได้วางแผนล่วงหน้าว่ามีเวลาซ้อมอีกเท่าไหร่ หรือถึงเดือนไหนไม่มีแข่งก็ฝึกไปเรื่อยๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อคงตัว

ตอนนี้ถ้านับเฉพาะไตรกีฬาจะแข่งปีละ ๒-๓ สนาม ผลงานที่ผ่านมา เคยได้รางวัลที่ ๓ กรุงเทพไตรกีฬา ๒๐๑๑ กับรางวัลที่ ๓ หัวหินไตรกีฬา ๒๐๑๒ ในรุ่นอายุ ๑๘-๒๙ ปี ส่วนรายการใหญ่ที่ลงทุกปีจัดที่ภูเก็ตคือ Laguna Phuket Triathlon กับ Ironman 70.3 Asia-Pacific Championship ซึ่งงานหลังโดยส่วนตัวรู้สึกประทับใจ เพราะว่าเป็นระยะทางสูงสุดที่เคยแข่งมา โดยจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าหนึ่งจากระดับ Olympic Distance คือ ว่าย ๑,๘๐๐ เมตร ปั่นจักรยาน ๙๐ กิโลเมตร วิ่ง ๒๑ กิโลเมตร ปีแรกใช้เวลาไป ๗ ชั่วโมงครึ่ง ตอนนั้นทั้งร้อน นิ้วซ้นด้วย แต่เราก็ผ่านมันมาได้ถือว่าประสบความสำเร็จอีกระดับหนึ่งแล้ว ความใฝ่ฝันต่อไปซึ่งเหมือนกับนักแข่งไตรกีฬาทุกคนคือ การแข่งไตรกีฬาระยะเต็ม หรือ Ironman ที่ต้องว่ายน้ำ ๓,๘๐๐ เมตร ปั่นจักรยาน ๑๘๐ กิโลเมตร วิ่ง ๔๒ กิโลเมตร อันนี้ตั้งเป้าว่าก่อนอายุ ๔๐ จะต้องไปแข่งให้ได้สักครั้งในชีวิต กับอยากไปแข่งที่ต่างประเทศ เพราะอยากไปลองสัมผัสเปิดโลกภายนอกดูบ้าง ใจพร้อมนะ แต่เงินไม่มี อยากมีสปอนเซอร์สนับสนุนนะคะ พูดเลย (หัวเราะ)

ตอนที่แข่งคิดอะไร? เส้นชัยค่ะ อย่างเดียวเลย บางทีวิ่งเหนื่อยมาก แทบตาย ขาจะไม่ก้าวแล้ว แต่คิดว่าไหนๆเจ็บแล้ววิ่งให้จบดีกว่า อีกอย่างอยู่ที่สมาธิของเราด้วยว่าจะต้องจบให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีงานไหนที่ไม่จบ เพราะพอเรามุ่งมั่น มีความตั้งใจปุ๊บ สมาธิจะจดจ่อ จนทำได้ ไม่ว่าจะเจ็บแค่ไหน ถ้าใจไปถึงเส้นชัยแล้วต้องทำให้ได้ เหมือนว่าถ้าใจเราชนะร่างกาย ต่อให้เหนื่อยแทบตาย ขามันก็จะก้าวไปตามใจเราจนได้ จนได้รับฉายาว่า อึด ถึก ทน (หัวเราะ)

ส่วนรางวัลไม่ค่อยคิดถึงเท่าไหร่ เพราะคนที่เป็นนักกีฬาจะคิดเหมือนกันคือ อยากสร้างสถิติใหม่ๆ ให้ตัวเองมากกว่า ไม่ต้องไปคิดแข่งกับคนอื่นหรอก แข่งกับตัวเองนี่แหละดีที่สุด ถ้าทำเวลาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ได้ เราจะภูมิใจนะคะที่ทำได้ แล้วถ้าได้ถ้วยด้วยก็ดีค่ะ ถือว่าเป็นผลพลอยได้ นอกจากนี้ยังได้เพื่อนเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย ทุกวันนี้มานั่งดูเฟซบุ๊คจะเห็นว่า ตัวเองมีเพื่อนเยอะขึ้นมาก ซึ่งเราก็ยินดีที่จะคุยกับทุกคนอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อเจอคนที่มีไลฟ์สไตล์คล้ายกันยิ่งชอบ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสุขภาพซึ่งเราได้แน่นอนอยู่แล้ว เพราะว่าออกกำลังกายอยู่เสมอ

ทุกวันนี้ยังหาเป้าหมายใหม่อยู่เรื่อย พอเจองานไหนที่รู้สึกอยากลอง จะเกิดแรงบันดาลใจตามมาทันที อยากพิสูจน์ตัวเองว่า เราจะทำมันได้สำเร็จอีกไหม เคยบอกแม่ว่าจะเล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีแรง ซึ่งก็ไม่รู้จะถึงวันนั้นตอนไหนนะคะ เพราะเราเสพติดกีฬาไปแล้ว ถึงจะไม่ได้แข่งก็ยังชอบออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว"