ทะเลน้อย...ยามบ่าย และควายน้ำ

ท่องเที่ยวทั่วไทย

ถ้าความรักความหลงใหลต่อสิ่งใดปรากฏในหัวใจใครอย่างถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว...ผลที่ตามมาคือ ความคิดถึงจะอบอวลอยู่ภายในความคำนึงอย่างมิวายเว้น...สำหรับฉันแล้วทะเลน้อย คือสถานที่ในความรู้สึกนึกคิดที่ว่านั้น...และถ้าจะเปรียบทะเลน้อยเหมือนหญิงสาวก็เป็นหญิงสาวที่งดงามแห่งดินแดนที่ผ่องแผ้ว เอิบอาบเป็นธรรมชาติเสียยิ่งกว่าดินแดนไหนๆ หรือถ้าจะเปรียบเป็นชายหนุ่ม ก็คงแข็งแกร่ง สมบูรณ์ พรั่งพร้อมด้วยคุณค่าอย่างหาใดเทียบเทียม

ทะเลน้อย คือสถานที่ที่ฉันหลงรักและหลงใหลอย่างมากมาย กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ได้ไปเห็น ก็คือความมหัศจรรย์ที่สะกดหัวใจให้รู้สึกตราตรึงคิดถึงอยู่ไม่รู้วาย....

ฉันกับเพื่อนเลือกเดินทางไปทะเลน้อยอีกครั้งในเดือนหนึ่งกลางฤดูฝน เราออกจากบ้านเพื่อนที่จังหวัดสงขลา ในวันที่ฟ้ายังหมาดฝน ทุกหนทุกแห่งชุ่มชื่น เขียวชะอุ่มและพลิ้วไหวในสายลมแห่งฤดูกาล เราเลือกไปทางระโนด ข้ามสะพานติณสูลานนท์ ถนนพาดผ่านเกาะยอสู่ดินแดนอีกฟากฝั่ง เรื่อยไปทางอำเภอสทิงพระ เพราะการผ่านในเส้นทางสายนี้ที่ทำให้เรามองเห็นบ้านเรือน ชีวิตความเป็นอยู่ เรือกสวน วัดวาที่สวยงามเรียบง่าย ฉันเปิดตาเปิดใจมองทุกสิ่งข้างทาง รู้สึกถึงความีชีวิตชีวาที่เอิบอาบอยู่ในความรู้สึกอย่างเต็มเปี่ยม จนทำให้คิดถึงบางคำพูดที่ว่า "การเดินทางทำให้เรามีชีวิต"

...น่าจะเป็นความรู้สึกอย่างนี้นี่เอง การมีชีวิต!

 

เข้าสู่เขตอำเภอระโนด และเริ่มเข้าสู่เขตทะเลน้อย เราข้ามสะพานยาวพาดผ่านทะเลน้อยในเขตอำเภอระโนดไปสู่อำเภอควนขนุนซึ่งเป็นอีกฟากฝั่งของจังหวัดพัทลุง สะพานสายนี้ถ้ารวมตั้งแต่ถนนกับสะพานต่างระดับยาวทั้งหมดถึง ๑๗ กิโลเมตร นับว่าเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในประเทศไทย เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างทะเลหลวงกับทะเลน้อย ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีสร้างโดยชาวบ้าน ร่วมกันทำเป็นถนนลูกรังมาก่อนเดิมชื่อ ถนนไสกลิ้ง - หัวป่า ไสกลิ้งอยู่ในเขตพัทลุง ส่วนหัวป่าอยู่ในเขตอำเภอระโนด แต่ถนนสายนี้ในฤดูน้ำหลากก็มักจะชำรุด เกิดการพังทลาย ภายหลังได้เงินงบประมาณการพัฒนาลุ่มทะเลสาบจึงได้เกิดสะพานนี้ขึ้นนั่นเอง

เพราะสะพานสายนี้ทำให้การเดินทางผ่านทะเลน้อยในยามบ่ายวันนี้วิจิตรงดงาม ทะเลกว้างใหญ่เวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา ภาพทุกภาพที่ปรากฏทั้งซ้ายขวา อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทุ่งหญ้าน้ำ นกต่างๆ ฝูงควายน้ำเดินอยู่ในทะเลน้อยทั้งใกล้ตาและไกลตาอยู่ลิบๆ

ทะเลน้อยมีเรื่องราวทางธรรมชาติและเรื่องราวในอดีตของวิถีชีวิตอันอุดมสมบูรณ์มากมายของผู้คนแถบทะเลน้อยแห่งนี้ด้วยเรื่องเล่าหลายเรื่องชวนอัศจรรย์ใจ และมีเสน่ห์ต่อคนฟังมิรู้เบื่อ ฉันหอบหิ้วความรู้จัก ความรู้และความรักต่อทะเลน้อยมาเต็มหัวใจ บ่ายกลางฤดูฝนในวันนี้สำหรับฉันแล้ว จึงเต็มไปด้วยความหมายอยู่ภายใน...

จากข้อเท็จจริงทางธรรมชาติ...ทะเลน้อยเป็นแหล่งน้ำที่แยกคนละส่วนกับทะเลสาบแต่มีคลองน้ำจืดสายหนึ่งเชื่อมต่อแหล่งน้ำทั้งสองเข้าด้วยกัน มีเนื้อที่ ๓๐ ตารางกิโลเมตร ความลึกโดยเฉลี่ย ๑.๕ เมตร มีพืชน้ำมากมายหลายชนิด มีลักษณะเป็นป่าพรุผืนใหญ่อยู่ในพื้นที่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ด้านเหนือติดกับอำเภอชะอวด จังหวัดสงขลา ปัจจุบันน้ำในทะเลน้อยเป็นน้ำจืดตลอดปี ซึ่งนั้นก็หมายความว่าในอดีตเคยมีน้ำเค็มไหลเข้ามาจนกลายเป็นน้ำกร่อยในฤดูแล้งราว ๒-๓ เดือน ชาวบ้านเรียกว่า "น้ำหวาน" ทะเลน้อยมีคลองเชื่อมกับทะเลหลวง(ทะเลช่วงที่สองของทะเลสาบสงขลา)คลองสามสาย คือ คลองนางเรียม คลองยวน และคลองบ้านกลาง แต่ในปัจจุบันคลองทั้งสามสายตื้นเขินเสียหมดแล้ว

ทะเลน้อยเป็นพื้นที่สำคัญและเป็นแหล่งพักพิงของผู้อพยพร่อนเร่ มีนกจำนวนมาก ทั้งนกพื้นถิ่นและนกอพยพซึ่งจะเข้ามาพักพิงในทะเลน้อยระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายน มีมากกว่า ๑๘๐ ชนิด บางช่วงมีจำนวนนกนับกว่าแสนตัว แต่ละชนิดแบ่งอาณาเขตกันหากินตามธรรมชาติของแต่ละสายพันธุ์ บางชนิดก็อยู่และหากินร่วมกัน บางที่ถูกจับจองโดยนกอีโก้งขายาวๆเดินไปตามแพจอกแหน ลึกเข้าไปอีกหน่อยก็จะพบนกกาน้ำปีกดำขลับ ผงาดเชิดหน้าอยู่บนตอไม้ แล้วยังมีนกอีลุ้ม อีล้ำ เป็ดแดง เป็ดคับแค เป็ดผี กระสาแดง กระสานวลและนกยางชนิดต่างๆที่สำคัญคือ "นกกาบบัว" เป็นนกที่กำลังใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งนกกาบบัวเป็นนกที่ทำรังในธรรมชาติ พบเฉพาะในพื้นที่ทะเลน้อยนี้เท่านั้น ปัจจุบันเหลือน้อยมาก อาจไม่ถึง ๑๐ ตัวก็ว่าได้ นกกาบบัวมักทำรังบนไม้ชนิดหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า "ไม้เทียะ" หรือในภาษายาวีเรียก "ไม้คาบุย" ซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน ติดไฟง่ายขึ้นเฉพาะในป่าพรุ ในฤดูแล้งเมื่อเกิดไฟไหม้ไม้จำพวกนี้ก็จะติดไฟอย่างรวดเร็ว จึงทำให้แหล่งอาศัยของนกชนิดนี้มีพื้นที่อยู่จำกัด จำนวนนกกาบบัวจึงไม่ค่อยเพิ่มขึ้น

ในเรื่องวิถีของคนทะเลน้อย เรื่องราวต่างๆในวันวานที่ได้รับรู้จากคำบอกเล่า ล้วนทำให้ฉันตื่นตา อิ่มใจไปกับเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นความอุดมสมบูรณ์ของ กุ้ง ปู ปลา ในสมัยก่อนที่ว่า มันมาร้องให้กินถึงข้างบ้าน พอเอาเรือออกไปก็ร้องอยู่ตามใต้เรือ ปลาต่างๆมากมายเหลือคณานับ ไม่ว่าปลาพรม ปลาตุ่ม ซึ่งปลาตุ่มถือป็นปลาที่อร่อยที่สุดของทะเลน้อยเลยก็ว่าได้ และที่สำคัญคนทะเลน้อยจะรู้ดีว่า ปลาทะเลน้อยจะอร่อยกว่าปลาทะเลสาบ ทั้งปลาชนิดเดียวกัน ตัวเท่าๆกัน แต่ของทะเลน้อยจะกินอร่อยกว่า มันกว่า หรือเรื่องราวของจระเข้ที่เคยมีจำนวนมากในทะเลน้อย แต่ต่อมามีการล่าเอาหนังไปขาย โดยมีพ่อค้ามารับซื้อส่งขายทางเมืองนคร จนกระทั่งถึงวันนี้จระเข้ก็สูญพันธุ์ไปนานมากแล้ว

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ก่อเกิดชีวิต ล้วนได้มาจากทะเลน้อย คำๆนี้คือ สิ่งจริงแท้ ที่คนเลน้อยรุ่นปู่ย่า ตายายตระหนักแจ่มแจ้งเสียยิ่งกว่าใครๆ ข้าวปลาอาหารล้วนได้จากเลน้อย แล้วเรื่องเล่าถึงชีวิตการทำมาหากินของคนเลน้อยก็ยังมีเรื่องราวอีกมากมาย ซึ่งว่ากันว่าจะเป็นการเรียนรู้การกินการอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง

แล้วยังเรื่องราวการทำนาข้าวในทะเลน้อยอีกเรื่องหนึ่ง ยิ่งดูเหมือนทำให้ฉันรับรู้ด้วยความทึ่งในภูมิปัญญาของคนลุ่มทะเลน้อยมากขึ้นอีกหลายเท่า...ว่ากันว่าคนเลน้อยทำนากันในเลน้อยแถบชายฝั่ง โดยการทำนาในเลไม่ต้องไถ มีสาหร่ายก็ใช้วิธีคุ้ยสาหร่ายเอาต้นกล้าดำลงไป ถึงเวลาเป็นรวงจะสูงเสมอหัว ต้นข้าวจะสูงมาก เวลาเก็บต้องพายเรือ เอาเชือกเรือผูกที่เอว น้ำก็สูงเท่าๆเอว แล้วคนเกี่ยวข้าวจะใช้แกะเก็บทีละรวง แล้วก็โยนใส่เรือ แต่ต่อมาก็ต้องเลิกปลูกข้าวในเลน้อยเพราะสาหร่ายทะเลรกมากขึ้นเรื่อยๆ และการทำนาในเลน้อยก็ได้ผลไม่แน่นอน ไม่เหมือนทำนาบนบกซึ่งได้ผลแน่นอนกว่า อีกประการหนึ่ง การทำนาในเลแม้ไม่ต้องไถคราดแต่การทำนาก็ยากมากเพราะเริ่มต้นลงซังปักคล้ายๆเป็นรั้วไว้กันคลื่น เพราะไม่อย่างนั้นคลื่นก็จะซัดต้นกล้าที่ปักดำหลุดลอยไป

วิถีของชาวเลน้อยในวันวานยังมีอีกหลายต่อหลายเรื่องซึ่งสำหรับฉันแล้วราวกับนิทานปรัมปรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าต่างๆในป่าพรุ ซึ่งเต็มไปด้วยปลาชนิดต่างๆมากมาย ทั้งปลาดุก ปลาช่อน ปลาลำพัน นอกจากนี้ในป่าพรุจะมีไม้หลายชนิดล้วนแต่เป็นไม้ดี เช่น คือไม้เจ็ดหมุนใช้ทำเครื่องเรือนดีที่สุด ส่วนถ้าใช้ทำกระดานกับฝาต้องเป็นไม้โกวะ ถ้าทำเสาต้องเป็นไม้หว้าหิน แล้วยังมีไม้เตียวอีกอย่างที่น่าอัศจรรย์ เพราะไม้เตียวจะออกลูกกลมๆผิวเปลือกจะมีสีขาวเป็นมัน เมื่อตกแตกคนเลน้อยจะเก็บเอาไปตากแล้วตำคั้นน้ำเอามาเคี่ยวทำน้ำมัน ทอดปลาหรือทอดขนมได้ด้วย

ป่าพรุในเลน้อย ไม่เพียงแต่มีปลาและไม้เนื้อแข็ง คนเลน้อยยังใช้ต้นจูดจากป่าพรุมาสานสาด(เสื่อ) จนกลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อที่นำไปขายตามงานวัดต่างๆมาตั้งแต่วันวาน และแม้ว่าในปัจจุบันต้นจูดในทะเลน้อยมีน้อยลง เพราะมีนกหลายชนิดใช้ทำรังแล้วยังถอนหน่ออ่อนกินเสียหมด คนเลน้อยก็ยังสั่งจูดจากควนเคร็งจากนครศรีธรรมราชมาสานสิ่งของเครื่องใช้ขายแทนจูดในเลน้อยเอง เพราะพวกบรรดานกคือ สิ่งมีชีวิตทางธรรมชาติที่ผู้คนส่วนใหญ่มาเที่ยวชมทะเลน้อยมากกว่าสิ่งอื่นใด ดังนั้นจึงทำให้เกิดการรวมตัวกันของคนรอบๆทะเลน้อยทั้ง ๕๒ หมู่บ้าน รวมตัวกันเป็นกรรมการอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลน้อยช่วยกับทางราชการคอยสอดส่องดูแลนก ไม่ให้ใครเข้ามาล่านก และเพื่อให้พื้นที่แห่งนี้เป็นดินแดนมหาอาณาจักรอันสันติสุขของบรรดานกน้ำอย่างแท้จริงจนถึงทุกวันนี้

อีกสิ่งหนึ่งที่เมื่อคิดถึงทะเลน้อยแล้ว เรามิอาจข้ามเรื่องราวความงดงาม และความหมายของการดำรงอยู่ของเหล่าดอกบัวแต่ละชนิดแต่ละสายพันธุ์ในทะเลน้อยได้เลย เพราะการเกิดขึ้นของดอกบัวนับพันนับหมื่นดอกที่งามสล้างท่ามกลางท้องน้ำอันเวิ้งว้างตัดกับสีครามของท้องฟ้าในทะเลน้อย ล้วนคือภาพที่งดงามหมดจดชวนหลงใหล ความหอมหวนของละอองเกสรของดอกบัวสีชมพูยามหมดหน้าน้ำจะหอมอบอวลละมุนในสายลมแห่งฤดูกาล โดยธรรมชาติของบัวแต่ละสายพันธุ์จะแบ่งกันเติบโตงอกงามตามธรรมชาติขอบเขตของกระแสน้ำ เช่น บัวหลวงดอกป้อมจะขึ้นในเขตน้ำตื้น ส่วนบัวสายจะเข้ามาเติบโตงอกงามแทนที่ในช่วงฤดูน้ำเต็ม ราวๆเดือนธันวาคา - เดือนมีนาคม ทะเลน้อยจะเปลี่ยนเป็นฤดูกาลของบัวสายนับหมื่นๆดอก กลีบสีชมพูเข้มเรียวยาวหอมจัดจนมีฝูงผึ้งบินจำนวนมากบินมาดูดดื่มน้ำหวาน ส่งเสียงดังหึ่งๆในพื้นที่อันกว้างไกลสุดสายตา

ที่สำคัญ ซึ่งธรรมชาติของดอกบัวแต่ละชนิดที่เกิดขึ้นในทะเลน้อยก็ย่อมหมายถึง การทำให้คนเลน้อยหยั่งรู้ระดับน้ำของทะลน้อยในช่วงนั้นๆด้วยเช่นกัน

เรื่องราวอันแสนชวนพิศวงสนใจใครรู้เกี่ยวกับทะเลน้อยยังมีอีกมากมายนัก และก่อนหน้าฉันก็เก็บเกี่ยวความรู้และการทำความรู้จักทะเลน้อยทั้งจากเรื่องเล่าที่มีใครต่อใครพูดให้ฟัง อีกทั้งอ่านจากบันทึกของผู้คนที่เกี่ยวกับทะเลน้อยแห่งนี้ด้วยความรู้สึกหลงรักดินแดนแห่งนี้อย่างแท้จริง ทุกสิ่งที่รับรู้และได้เห็นจึงสดใหม่อยู่เสมอ...

บ่ายนี้ฉันกับเพื่อนเดินทางมาถึงที่นี่อีกครั้ง...พร้อมเรื่องราวความรู้ต่างๆเกี่ยวกับทะเลน้อย ฉายวาววามอยู่ภายในใจ และภาพทะเลน้อยยามบ่าย ณ ปัจจุบันนั้นเล่า...คือความงดงาม คือความศักดิ์สิทธิ์ของวิถีของชาวเลน้อย ทั้งความรู้และความรู้สึกที่มีต่อทะเลน้อยจึงงดงามเกินกว่าคำบรรยายใดๆ ภาพชีวิต ในแดดบ่ายที่เต้นริกริก เคลื่อนไหวเนิบๆช้าๆ บนพื้นที่อันสมบูรณ์เบื้องหน้าช่างเปี่ยมค่ายิ่งนัก แม้ว่าจะได้ยินคำบอกเล่าว่า วันนี้ทะเลน้อยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากแล้ว ปลาหลายชนิดหายไป คนเลน้อยรุ่นนี้หากินยากขึ้น แต่คำพูดต่อท้ายของคนเลน้อยที่ยังทำให้ชื่นใจ คือ

"แต่ยังพอหาอยู่หากินได้อยู่นะ"...คำพูดนี้ต่างหากที่ยังทำให้ฉันเห็นรอยยิ้มของคนเลน้อยสว่างไสวท่ามกลางแสงแดดจัดจ้านยามบ่ายเสมอๆ

ฉันกับเพื่อนต่างกำลังมีความสุข ชี้ชวนกันดูฝูงควายน้ำที่กำลังย่ำเท้ากินอาหารอยู่บนทุ่งพลุที่เวิ้งว้างกว้างใหญ่ เป็นภาพฉากธรรมชาติอันงดงามยิ่งกว่าภาพวาด นกบางชนิดสีสันสวยงามราวกับสวมเสื้อสีน้ำเงินสดกำลังเดินย่ำจิกกินอาหารในทุ่งหญ้าน้ำที่กำลังพลิ้วไหวในสายลมแห่งแดดฝนกลางฤดู เส้นขอบน้ำของทะเลน้อยที่ทาบเวิ้งฟ้าดูงดงามลึกซึ้ง และไม่ทำให้รู้สึกเดียวดายเลยจนนิดเดียว เพราะทะเลน้อยในความรับรู้ของฉันและของทุกคน? คือทุ่งน้ำอันความอุดมสมบูรณ์ที่มือของธรรมชาติได้ประทานก่อเกิดความอบอุ่นและความมั่นคงของชีวิตผู้คนเกินคณานับมานานเท่านาน...