19 รัตนสังฆราชา พระบิดาแห่งสังฆมณฑลไทย

ตอนที่ 19 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร) รัตนสังฆราชาพระองค์ที่ 17 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
เรื่องพิเศษสดุดี 100 พระชันษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
ช่างภาพ: 

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร ทรงมีพระจริยวัตรงดงาม เป็นที่รักเทิดทูนของชนทุกชั้น ทรงมีฉายาที่คนทั่วไปต่างพากันเรียกขานติดปากด้วยความรักเคารพอย่างสนิทใจว่า "สมเด็จฯป๋า" ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่ทรงใฝ่พระทัยในกิจการสาธารณประโยชน์เป็นอย่างมาก ทรงสร้างโรงพยาบาล สร้างห้องสมุด และก่อตั้งมูลนิธิต่างๆไว้เป็นอันมาก เช่น มูลนิธิทุนพระพุทธยอดฟ้า มูลนิธิอภิธรรม มูลนิธิศูนย์โภชนาการช่วยเหลือเด็กวัยก่อนเรียนฯ ด้วยความที่ทรงสนพระทัยด้านการประพันธ์ตั้งแต่ครั้งยังทรงเป็นสามเณร ทำให้ในเวลาต่อมาทรงเป็นนักประพันธ์เลื่องชื่อที่มีผู้ติดตามอ่านผลงานเขียนทางด้านพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก และแม้ในผลงานเขียนเรื่องสุดท้ายของพระองค์ก็ยังทรงนิพนธ์เรื่องราวเกี่ยวกับการสาธารณกุศลไว้ในชื่อเรื่อง "บ่อเกิดแห่งกุศลคือโรงพยาบาล"

สมเด็จพระสังฆราชปุ่น ประสูติเมื่อวันอังคาร แรม 13 ค่ำ เดือน 4 ปี วอก ตรงกับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2439 เวลาเที่ยงคืนเศษ ที่ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ทรงเป็นบุตรของพระชนกเน้า สุขเจริญ และพระชนนีวัน สุขเจริญ ทรงเป็นบุตรลำดับที่ 6 ในจำนวนบุตรทั้งหมด 8 คน

ในวัยแรกศึกษาทรงเรียนภาษาไทยกับพระชนกจนอ่านออกเขียนได้ ต่อมาพระชนกได้นำพระองค์ไปฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์หอม วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้มีศักดิ์เป็นพระญาติผู้ใหญ่ จึงทรงเริ่มศึกษาภาษาบาลีอักษรขอม และคัมภีร์มูลกัจจายน์ หรือที่เรียกกันว่า หนังสือใหญ่ กับพระอาจารย์หอม และ พระอาจารย์จ่าง ปุณฺณโชติ ครั้นตกเย็นก็ทรงต่อสวดมนต์กับพระอาจารย์ ดังที่เรียกว่า ต่อหนังสือค่ำ นั่นเอง ทรงเป็นผู้ขยัน ใฝ่รู้ และเอาพระทัยใส่ในการศึกษา จนในที่สุดก็ทรงช่วยผ่อนเบาภาระของครูบาอาจารย์ด้วยการช่วยสอนศิษย์รุ่นน้องที่เป็นเด็กวัดด้วยกันนั่นเอง

เมื่อมีพระชนม์ได้ 15 ชันษา พระอาจารย์หอมพาพระองค์ลงเรือจากสุพรรณบุรี มาขึ้นฝั่งที่ท่าเตียน บางกอก หน้าวัดพระเชตุพนฯ หรือวัดโพธิ์ เพื่อนำตัวเจ้าพระคุณสมเด็จฯ มาฝากตัวเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์ป่วน วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ พอถึงปี 2455 ทรงไปศึกษากับ พระอาจารย์สด จนฺทสโร ที่ภายหลังได้เป็น พระมงคลเทพมุนี หรือหลวงพ่อสด เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีศักดิ์เป็นหลวงอา ซึ่งเวลานั้นท่านยังจำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิ์ และในปีนั้น เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก็ทรงกลับไปบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดสามพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมี พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต ) เจ้าอาวาสวัดสามพี่น้อง เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังกลับมาบวชเป็นสามเณรที่วัดในภูมิลำเนาเดิมได้เพียงพรรษาเดียว ต่อมาเมื่อพระชนกล้มป่วยลง พระองค์ก็ทรงลาสิกขาออกไปช่วยครอบครัวทำนาอยู่ระยะหนึ่ง จนเมื่อมีพระชนม์ได้ 18 พรรษา ก็ทรงกลับมาบรรพชาใหม่ และได้กลับมาทรงศึกษาเล่าเรียนต่อที่วัดโพธิ์

ครั้นถึง พ.ศ.2460 ทรงมีพระชนมายุ 22 ชันษา ก็ทรงกลับไปที่วัดสองพี่น้องอีก โดยคราวนี้ทรงบรรพชาเป็นภิกษุ โดยมี พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชติ) เจ้าอาวาสวัดสองพี่น้อง และเจ้าคณะอำเภอสองพี่น้อง เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระอาจารย์โหน่ง อินฺทสวณฺโณ วัดสองพี่น้อง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระศากยปุตติยวงศ์ (เผื่อน ติสฺสทตฺโต) วัดพระเชตุพนฯ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2460 จากนั้นก็ทรงกลับมาจำพรรษาที่วัดโพธิ์ โดยตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างจริงจังในสำนักของ สมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสฺสทตฺโต) แต่ครั้งยังดำรงสมณศักดิ์ ที่พระศากยปุตติยวงศ์ และ พระมหาปีวสฺตฺตโม เรื่อยมา

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นนักศึกษาผู้ใฝ่รู้และขยันหมั่นเพียร มีผลการเรียนดี จึงมีความก้าวหน้ามาโดยลำดับ โดยตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นสามเณรปุ่น ในปี 2456 ทรงสอบได้นักธรรมชั้นตรี มาในปี 2458 ก็ทรงสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค ครั้นเมื่ออุปสมบทแล้วเข้ามาจำพรรษาเล่าเรียนอยู่ในสำนักสมเด็จพระวันรัตเผื่อน ถึงปี 2462 ก็ทรงสอบได้นักธรรมโท ปีรุ่งขึ้น พ.ศ.2463 ทรงเข้าสอบเปรียญธรรม ก็ทรงสอบได้ประโยค 4 อีก 3 ปี ถัดมา ตรงกับปี 2466 ทรงสอบได้เป็นเปรียญธรรม 5 ประโยค ครั้นถึงปี 2470 ทรงเข้าสอบได้เป็นเปรียญธรรม 6 ประโยค แล้วก็ทรงใฝ่พระทัยไปศึกษาในด้านอื่นๆ จึงทรงหยุดไว้เพียงเท่านั้น

ทรงหันมาศึกษาภาษาอังกฤษกับหลวงประสานบรรณวิทย์ รวมทั้งทรงศึกษาภาษาจีนกับ นายกมล มลิทอง จนพระปรีชาสามารถถึงขั้นอ่านออกเขียนได้ อีกทั้งยังทรงมีความสามารถทางด้านการประพันธ์ ทรงเคยเป็นนักหนังสือพิมพ์เขียนบทความเกี่ยวกับพุทธศาสนาลงในหนังสือพิมพ์เดลิเมล์ โดยใช้นามปากกว่า ป.ปุณณสิริ รวมทั้งยังทรงมีนามปากกาอื่นที่ใช้ในงานเขียนอีกด้วย คือ สันติวัน และ ศรีวัน ล้วนแต่เป็นนามปากกาที่ผู้สนใจทางด้านศาสนานิยมอ่านเป็นอย่างมาก

สำหรับพระภารกิจรับผิดชอบที่ทรงมีต่อทางคณะสงฆ์ เริ่มมาตั้งแต่ครั้งที่ทรงเป็นเปรียญ 4 ในปี 2463 โดยทรงรับหน้าที่เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ชั้นไวยากรณ์ เมื่อทรงเป็นเปรียญ 5 ก็ทรงเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมชั้นประโยค 3 โดยทรงทำหน้าที่สอนอยู่ในสำนักเรียนวัดพระเชตุพนฯ เป็นเวลาถึง 25 ปี

ใน พ.ศ.2483 ทรงร่วมเป็นกรรมการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย แผนกพระวินัย ถึงปี 2484 ทรงเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ ทรงขึ้นชื่อว่าเป็นพระคณาจารย์เอกทางเทศนา และรวมทั้งทรงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ ที่พระอมรเวที ปีต่อมาตรงกับปี 2485 ทรงเป็นเจ้าคณะตรวจการภาคบูรพา และอีกหนึ่งปีถัดมาในปี 2486 ก็ทรงเป็นเจ้าคณะตรวจการภาค 2 และทรงได้รับโปรดเกล้าฯเลื่อนสมณศักดิ์อีกครั้งในปี 2489 โดยทรงเลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชสุธี

ครั้นเมื่อพระอาจารย์ คือ สมเด็จพระวันรัตเผื่อน เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ ได้ถึงแก่มรณภาพลง ในปี 2490 เวลานั้นพระราชสุธีผู้เป็นศิษย์รัก จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ ต่อมาทรงเป็นกรรมการสภามหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย พร้อมทั้งยังทรงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่พระเทพเวที และถัดมาเพียงหนึ่งปี ในปี 2491 ก็ทรงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ อีกครั้ง เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมดิลก

พระภารกิจอีกอย่างหนึ่งที่เน้นให้เห็นถึงพระเมตตาเป็นอันมากก็คือ โดยทรงเข้าร่วมอุปถัมภ์บำรุงกิจการของทางโรงพยาบาลสงฆ์มาโดยตลอด และทรงเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการสงฆ์แห่งโรงพยาบาลสงฆ์ ใน พ.ศ. 2496 ครั้นถึงปี 2499 ก็ทรงได้รับสถาปนาเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ พระธรรมวโรดม อีกทั้งทรงเข้ารับตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการองค์การสาธารณูปการ

และใน พ.ศ.2502 พระภารกิจด้านการปกครองดูแลพระอารามก็เพิ่มขึ้นอีก โดยทรงเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในปี 2503 ทรงเข้ารับตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการองค์การเผยแผ่เป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยทรงนั่งบริหารงานในตำแหน่งนี้มาแล้ว เมื่อปี 2494 และเมื่อถึงปี 2504 ก็ทรงได้รับโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่สมเด็จพระวันรัต

มาในปี 2506 ทรงเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ตามพรบ.คณะสงฆ์ ปี 2505 ซึ่งประกาศใช้แทน พรบ. คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 รวมทั้งทรงเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม จนถึงปี 2507 ต่อมาทรงเป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก หนเหนือ และหนใต้ ในปี 2508 อีกทั้งยังทรงได้รับความไว้วางใจมอบหมายให้เป็นแม่กองงานพระธรรมทูต ในปี 2509 ครั้นถึงปี 2510 ก็ทรงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ในคราวที่สมเด็จพระสังฆราชจวน แห่งวัดมกุฏกษัตริยาราม เสด็จเยือนศรีลังกาอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 10-20 กุมภาพันธ์ 2510 และทรงเป็นประธานจิตตภาวันวิทยาลัย

อีกราว 5 ปี ถัดมา ตรงกับ พ.ศ.2515 ก็ทรงเป็นเจ้าคณะนครหลวง กรุงเทพธนบุรี และในปีเดียวกันนี้ก็ทรงเข้ารับตำแหน่งบริหารงานสูงสุดของคณะสงฆ์ โดยทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก สืบต่อจากสมเด็จพระสังฆราชจวน ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 17 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระนามตามพระสุพรรณบัฏว่า "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุขุมธรรมวิธานธำรง สกลมหาสังฆปรินายก ตรีปิฎกกลาสุโกศล วิมลคัมภีรญาณ ปุณณสิริภิธานสังฆวิสุต ปาวจนุตตมสิกขวโรปการ ศีลขันธสมาจารยสุทธิปฏิบัติ พุทธบริษัทคารวสถาน วิจิตรปฏิภาณพัฒนคุณ อดุลธรรมวิศาลสุนทร บวรธรรมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช"

สำหรับพระกรณียกิจต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกิจการคณะสงฆ์ ได้ทรงปฏิบัติหน้าที่สำคัญต่างๆเรื่อยมาตั้งแต่ครั้งเป็นเปรียญธรรม 4 ในปี 2463 จนทรงเข้ารับตำแหน่งสูงสุดเป็นสมเด็จพระสังฆราช บริหารงานและปกครองดูแลสังฆมณฑลทั่วประเทศในฐานะปี 2515

ด้านกิจการต่างประเทศ ทรงร่วมในคณะผู้แทนคณะสงฆ์ไทยไปร่วมประชุมฉัฏฐสังคายนา ที่ประเทศพม่า ในปี 2497 อีกทั้งทรงไปสังเกตการณ์พระศาสนา ที่กัมพูชา ในปี 2499 ทรงเดินทางไปร่วมฉลองพุทธชยันตี 25 ศตวรรษที่ประเทศศรีลังกา แล้วทรงเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดีย แล้วทรงแวะสังเกตการณ์พระศาสนา ที่ประเทศสิงคโปร์ ปี 2502 เสด็จไปร่วมพิธีเปิดวัดไทยที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย ปี 2506 เสด็จเยือนวัดไทยในรัฐเคดาห์ ที่มาเลเซีย ปี 2511 เสด็จเยือนวัดพุทธปทีป ลอนดอน ประเทศอังกฤษ แล้วเสด็จไปสังเกตการณ์พระศาสนา เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลี ปี 2515 เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกา ตามคำอาราธนาของรัฐบาลอเมริกัน จากนั้นเสด็จเยือนสำนักวาติกัน กรุงโรม ประเทศอิตาลีฯ และทรงเยือนกลุ่มประเทศในแถบยุโรปอีกครั้ง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังทรงสนับสนุนงานด้านสาธารณประโยชน์ไว้เป็นอันมาก ทรงอุปถัมภ์อภิธรรมมูลนิธิ ที่วัดพระเชตุพนฯ ทรงเป็นประธานก่อสร้างโรงเรียนสงเคราะห์เด็กอนาถา ที่วัดศรีจันทร์ประดิษฐ์ สมุทรปราการ วัดสันติการาม และวัดป่าไก่ จังหวัดราชบุรี ทรงก่อตั้งมูลนิธิ "ทุนพระพุทธยอดฟ้า" ในพระบรมราชูปถัมภ์ ศึกษานิธิวัดพระเชตุพนฯ มูลนิธิอภิธรรม มหาธาตุวิทยาลัย มูลนิธิสมเด็จพระพุทธโคดม วัดไผ่โรงวัว จังหวัดสุพรรณบุรี มูลนิธิศูนย์โภชนาการช่วยเหลือเด็กวัยก่อนเรียน อำเภอหางน้ำสาคร ชัยนาท ทรงสร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 ที่อำเภอสองพี่น้อง สุพรรณบุรี และทรงสร้างพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 ที่วัดสุวรรณภูมิ สุพรรณบุรี ทรงสร้างมูลนิธิห้องสมุดสันติวัน ขึ้นที่วัดโพธิ์ ท่าเตียน กรุงเทพฯ รวมทั้งทรงสร้างตึกสันติวันขึ้น ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ฯลฯ

นอกจากนี้ยังทรงสร้างพระเครื่อง และพระรูปเหมือนขึ้นในวาระต่างๆ เพื่อเป็นที่ระลึก รวมทั้งทรงอนุญาตตามที่มีผู้มาขออนุญาตจัดสร้างตามวาระโอกาสสำคัญเพื่อมอบเงินบริจาคให้แก่สาธารณกุศล พระเครื่องยอดนิยม เช่น สมเด็จแสน พระกริ่งสมเด็จฟ้าลั่น และสมเด็จฟ้าแจ้ง สมเด็จรอบโลก และ สมเด็จเพิ่มบารมี เป็นต้น

ด้านผลงานพระนิพนธ์ ทรงสนพระทัยด้านการประพันธ์มาตั้งแต่ครั้งยังเป็นสามเณร ดังนั้น นอกจากทรงแต่งและเรียบเรียงพระธรรมเทศนาแล้ว ยังทรงเขียนบทความเกี่ยวกับพุทธศาสนาลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อร์อยู่เนืองๆ ทั้งยังทรงนิพนธ์หนังสือไว้อีกเป็นจำนวนมาก ทั้งในเชิงวิชาการ สารคดี เช่น สู่เมืองอนัตตา สู่สำนักวาติกัน และธรรมนิยาย เช่น ไอ้ตี๋ เกียรติกานดา คุณนายชั้นเอก ดงอารยะ เป็นต้น และสำหรับพระนิพนธ์เรื่องสุดท้ายของพระองค์คือ บ่อเกิดแห่งกุศลคือโรงพยาบาล

ท่านที่สนใจผลงานพระนิพนธ์สามารถติดตามอ่านหาได้จากห้องสมุดหลักๆ เช่น หอสมุดแห่งชาติ ห้องสมุดประจำมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย และ มหามกุฏราชวิทยาลัย รวมทั้งที่หอสมุด ว.ผ.ต. (สมเด็จพระวันรัต เผื่อน ติสฺสทตฺตมหาเถร) วัดโพธิ์ ท่าเตียนฯ โดยสามารถสืบค้นได้จากนามปากกา สันติวัน ศรีวัน และ ป.ปุณณสิริ

เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชปุ่นทรงเป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศ ทรงจดจำชื่อและหน้าตาของบรรดาศิษยานุศิษย์ได้อย่างแม่นยำ และทรงเอ่ยทักได้อย่างถูกต้อง จึงทรงมีผู้คนรักใคร่เป็นอย่างมาก แม้ในครั้งที่ยังทรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวันรัต แห่งวัดโพธิ์ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาใกล้ชิดต่างเรียกพระองค์ด้วยความเคารพรักเทิดทูนว่า "สมเด็จฯป๋า" จนแม้กระทั่งทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ผู้คนก็ยังเรียกอย่างติดปากว่า "สมเด็จฯป๋า" กันเช่นเคย แต่พระองค์ก็มิได้ทรงห้ามปรามหรือทักท้วงแต่อย่างใด และหลังจากทรงได้รับสถาปนาให้อยู่ในฐานะอธิบดีสงฆ์ ผู้ปกครองสูงสุดของสังฆมณฑลแล้ว เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชป๋า ก็ทรงงานหนักมากยิ่งขึ้น ด้วยทรงเป็นภิกษุที่มีพระทัยเมตตาเปี่ยมล้น ไม่ทรงถือพระองค์ ดังนั้น จึงมีผู้คนเข้ามาขอพึ่งพระบารมีเป็นจำนวนมาก และทรงรับนิมนต์ไปในงานนั้นงานนี้อยู่ไม่ได้ขาด

ด้านพระพลานามัยนั้น ทรงอาพาธด้วยโรคเกี่ยวกับลำไล้มาตั้งแต่ราวปี 2492 แล้ว พอถึงปี 2499 ก็ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ จนต้องเข้าประทับรักษาตัวที่โรงพยาบาล ถึงปี 2510 ก็ทรงมีอาการของโรคเบาหวาน ต่อมาราวต้นเดือนกันยายนปี 2515 แพทย์ตรวจพบว่าทรงเป็นมะเร็งที่พระปับผาสะ (ปอด) ข้างซ้าย และทรงเข้ารับการผ่าตัด ในวันที่ 2 ตุลาคม 2515 ทรงประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อยู่ราว 3 เดือน ก็ทรงสามารถกลับมาทรงงานต่อได้ โดยทรงเข้าร่วมประชุมมหาเถรสมาคม และทรงรับนิมนต์เฉพาะในงานที่สำคัญเท่านั้น

ผ่านมาอีกประมาณ 1 ปี ราวต้นเดือนกันยายน 2516 มะเร็งลุกลามไปสู่พระเศียร เป็นเหตุให้พระวรกายอ่อนกำลังลง และมีพระอาการความจำเสื่อม ต้องถวายการรักษาด้วยการฉายรังสีโคบอลต์ ทำให้พอทรงพระอักษรได้บ้าง กระทั่งต้นเดือนตุลาคม ประชวรพระวาโย คือเป็นลม แพทย์ต้องเชิญเสด็จประทับในห้องฉุกเฉิน แต่พระอาการก็ทรงทรุดลงอีก เมื่อตรวจพบว่ามีพระโลหิตออกจากกระเพาะอาหาร จึงทรงเข้ารับการผ่าตัด พระอาการทรงอยู่อีกราว 1เดือน แล้วก็มาทรุดหนักลงอีก ตลอดระยะเวลาที่ทรงประชวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงห่วงใยพระอาการเป็นอย่างมาก และได้เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อทรงเยี่ยมถึง 4 ครั้ง

ในที่สุด เมื่อถึงวันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม 2516 เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชปุ่น จึงได้สิ้นพระชนม์ลงอย่างสงบ ในเวลาราวสี่ทุ่มเศษ สิริพระชนมายุได้ 77 พรรษา ทรงดำรงอยู่ในสมณศักดิ์ได้ราว 1 ปี 4 เดือน 18 วัน และทรงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ เป็นองค์ที่ 11 รวมเวลา 26 ปี 8 เดือน 30 วัน

ด้านการพระศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้ถวายพระเกียรติอย่างสูงยิ่งตามโบราณราชประเพณีที่เคยปฏิบัติมา โดยพระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่ให้ทรงพระศพ มีพระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมทั้งกลางวันกลางคืน และได้เสด็จฯมาทรงบำเพ็ญกุศลถวาย เมื่อครบกำหนด 7 วัน 50 วัน และ100 วัน จนวันออกพระเมรุ พร้อมทั้งเสด็จฯพระราชทานเพลิงศพ ณ พระเมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส ในวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2517 นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของพุทธศาสนิกชนชาวไทย นำความโศกเศร้าสลดใจมาสู่ผู้คนทั้งประเทศ