ปริศนาปราสาทขอม

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ได้อธิบายไว้ในหนังสือ Angkor ว่า กษัตริย์เขมรโบราณมีความเชื่อว่า ตนเองอวตารหรือแบ่งภาคจากเทพเจ้าลงมาเพื่อเกิดเป็นกษัตริย์ปกครองราชอาณาจักรและไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ เมื่อสิ้นไปแล้วจะกลับไปรวมกับเทพเจ้าเช่นเดิม เมื่อกษัตริย์เขมรขึ้นครองราชย์จึงมักสร้างศาสนสถานบนฐานสูง สร้างอาคารที่เป็นทรงปราสาทประดิษฐานรูปเทพเจ้าที่เคารพเพื่อเตรียมที่จะกลับไปรวมตัวเมื่อสิ้นไปแล้ว ทุกพระองค์จะมีพระนามในช่วงดำรงชีวิตอยู่ และจะมีอีกพระนามหลังจากเสด็จสวรรคตไปแล้วอีกพระนามหนึ่ง จึงเป็นธรรมเนียมว่า เมื่อขึ้นครองราชย์ต้องสร้างปราสาทอุทิศถวายให้บรรพบุรุษและบรรพสตรี สร้างปราสาทประจำรัชกาลของพระองค์ ขุดบารายและสระน้ำให้ประชาชนไว้ใช้ คนรุ่นหลังจึงได้มีโอกาสพบปราสาทมากมายในศิลปะขอม บนแผ่นดินกัมพูชาและยืนหยัดมาจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นจุดดึงดูดใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่พากันหลั่งไหลไปเยี่ยมยล ปราสาทหินส่วนใหญ่เหล่านี้ถูกสร้างโดยพระเจ้าแผ่นดินในแต่ละยุคแต่ละสมัย มีบ้างที่เป็นระดับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แต่ไม่พบหลักฐานคนสามัญธรรมดาเป็นผู้สร้างเลย

คำว่า ปราสาท หรือ Prasada ในความหมายของขอมคงจะต่างไปจากปราสาทในยุโรปอย่างสิ้นเชิง โดยมีความหมายถึงอาคารที่มีฐานสูง มีเรือนธาตุหรือตัวอาคารที่รองรับเครื่องบนหลังคาที่เป็นชั้นซ้อนลดหลั่นขึ้นไป ตัวหลังคาที่มีลักษณะซ้อนชั้นหมายถึงเรือนฐานันดรที่แตกต่างกัน ในอินเดียโบราณเชื่อว่ามีเทพเจ้าประทับตามเรือนฐานันดรแต่ละชั้นมากมายหลายองค์ เมื่อศาสนาพราหมณ์ได้แพร่เข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในกัมพูชาตั้งแต่ราวๆพุทธศตวรรษที่ 12-13 มีการค้นพบว่า ช่างได้นำคติเรือนฐานันดรชั้นซ้อนแบบนี้มาสร้างแล้ว

อาคารทรงปราสาทตามศิลปะขอมมีเอกลักษณ์โดดเด่นอยู่ตรงที่การเลือกใช้วัสดุแข็งแรง ในยุคแรกๆใช้อิฐดินเผาเป็นหลักและวิวัฒนาการมาเป็นการใช้ศิลาแลงและหินทราย โดยหินทรายถือเป็นวัสดุที่มีราคาแพงที่สุด มีความยุ่งยากในการตัดและเคลื่อนย้ายต้องใช้กำลังคนจำนวนมากและใช้งบประมาณสูง ปราสาทขอมที่พบมีวัสดุ 3 ชนิดนี้เป็นหลักในการสร้างปราสาท แม้ว่าจะพบเครื่องไม้ กระเบื้องดินเผา และสำริดบ้าง แต่ก็เป็นเพียงส่วนประกอบรองลงมา

วัตถุประสงค์ในการสร้างปราสาทขอมก็เพื่อเป็นศาสนสถานที่ประดิษฐานรูปเคารพของเทพเจ้าและรูปเคารพองค์ต่างๆทั้งในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ แบ่งออกเป็นสามส่วนตามแนวตั้งคือ ฐาน เรือนธาตุและเครื่องบนหรือชั้นหลังคา มีคำอธิบายของทั้งสามส่วนว่า ฐานคือส่วนล่างสุดของปราสาทที่ติดกับพื้นดิน ใช้รองรับตัวอาคารแสดงความหมายแทนพื้นพิภพที่เป็นที่อยู่ของมนุษย์ เรือนธาตุคือส่วนกลางของปราสาทอยู่เหนือชั้นฐานขึ้นมาและอยู่ใต้ชั้นหลังคา ภายในมีห้องที่มักปกปิดซ่อนเร้นจากสายตาคนภายนอกเพราะถือว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ใช้ประดิษฐานรูปเคารพ จึงมีเฉพาะพราหมณ์และผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่เข้าไปด้านในได้ เวลาทำพิธีกรรมจะอัญเชิญเทพเจ้าจากสรวงสวรรค์ให้ลงมาประทับในรูปเคารพที่ตั้งประดิษฐานไว้โดยมีพราหมณ์เป็นตัวแทนของมนุษย์ในการสื่อสารกับเทพเจ้า ส่วนบนสุดหรือชั้นหลังคานิยมทำเป็น3ชั้น5ชั้น หรือมากกว่าซ้อนลดหลั่นกันตามความเชื่อว่าหมายถึงสวรรค์ชั้นต่างๆอันเป็นที่อยู่ของเทวดาใหญ่น้อย มีตรีศูลหรือปัญจศูลประดับเป็นยอดปลายสุดเรียกว่า นภศูล

ในบรรดาปราสาทขอมทั้งหมดที่เป็นที่ตื่นตาตื่นใจ ย้อนหลังไป ใน พ.ศ.1656 พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์หลังจากสยบความวุ่นวายจากการแย่งชิงอำนาจในราชสำนักได้สำเร็จ พระองค์โปรดให้สร้างมหาปราสาทที่ยิ่งใหญ่สุดในอารยธรรมขอมโบราณในชื่อ วิษณุโลก หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในนาม มหาปราสาทนครวัด ซึ่งเป็นปราสาทประจำรัชกาล ปราสาทนครวัด เป็นปราสาทที่สร้างอุทิศถวายให้กับพระวิษณุหรือพระนารายณ์ตามความเชื่อในไวษณพนิกายที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงเลื่อมใส ดังนั้น จึงปรากฏภาพสลักภายในระเบียงคด หน้าบัน ทับหลังต่างๆเป็นเรื่องราวของพระวิษณุเทพในปางต่างๆเป็นส่วนใหญ่ งานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมในยุคสมัยนี้ได้ชื่อว่าเป็นจุดสูงสุดของอารยธรรมขอมไม่ว่าจะเป็นการจัดวางผัง การเรียงหินที่แนบสนิท และลวดลายแกะสลักต่างๆที่มีความลงตัวอย่างสวยงาม ตลอดระยะเวลาของการครองราชย์อันยาวนานกว่า40 ปี ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 นอกจากการสร้างปราสาทนครวัดแล้วยังมีปราสาทอื่นที่ได้รับการรังสรรค์ไว้อย่างงดงามเช่นเดียวกัน เช่น ปราสาทบึงมาลา ปราสาทบันทายสำเหร่ จนมีการกำหนดยุคสมัยของศิลปะในช่วงนี้ว่า ศิลปะแบบนครวัด แต่หลังจากสิ้นสุดรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 อาณาจักรขอมก็ต้องมีอันเสื่อมสลาย

ปราสาทนครวัด อยู่ทางทิศเหนือของเมืองเสียบเรียบประมาณ 10 กิโลเมตร นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่ได้รับการยกย่องให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก มีชื่อเสียงโด่งดังมาก แต่ในช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมา กัมพูชาประสบปัญหาความไม่สงบ ทำให้เรื่องราวของนครวัดถูกปิดจากโลกภายนอก จนเมื่อบ้านเมืองสงบจึงมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าไปชมอย่างมากมาย อาร์โนลด์ ทอยน์บี นักเดินทางชาวอังกฤษ กล่าวชื่นชมสถานที่แห่งนี้ว่า "การได้เห็นนครวัดเสมือนได้เห็นสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุดในชีวิตแล้ว ก็นอนตายตาหลับ"

ความมหัศจรรย์ของปราสาทหินขอมองค์นี้แม้ว่าถ้าเทียบอายุกับแหล่งอารยธรรมโลกอื่นๆ อาจมีอายุน้อยมากเพียงแค่ 900 ปีเศษ แต่ความยิ่งใหญ่ไม่ได้น้อยตามอายุ ด้วยขนาดแผนผังที่ใหญ่มาก พลังที่ใช้ในการเตรียม ตัดและขนย้ายหินมาจากที่ห่างไกลออกไปถึง 50 กิโลเมตร เชื่อกันว่ามีหินที่นำมาสร้างเป็นล้านก้อน แรงงานนับล้านคน แรงงานช้างนับเป็นพันๆเชือก มีหัวหน้าช่างที่มีประสบการณ์ในการสร้างปราสาทเป็นร้อยๆคน ช่างฝีมือสลักหินนับพันคน และต้องมีแรงบันดาลใจที่สูงส่งมาก ทั้งหมดนี้จึงจะสามารถสร้างปราสาทนครวัดสำเร็จได้ในเวลาเกือบ 40 ปี โดยใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิม

เมื่อประกอบกับความงดงามของภาพจำหลักรอบระเบียงคดที่มีพื้นที่รวมกันกว่า1ตารางกิโลเมตร ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวของมหากาพย์รามเกียรติ์ มหาภารตะ การสรรเสริญพระวิษณุเทพที่สลักเสลาไว้อย่างวิจิตรบรรจง

โดยเฉพาะที่ระเบียงด้านตะวันตกซึ่งมีภาพของกองทัพที่มีเครื่องแต่งกาย และปรากฏคำจารึกว่า เสียมกุก ซึ่งทำให้เกิดการตีความกันไปว่าหมายถึงกองทัพสยาม

ภาพสลักนางอัปสรหรืออัปสราในภาษาเขมร ซึ่งตามตำนานเล่าว่าถือกำเนิดขึ้นในขณะที่เหล่าเทวดาและอสูรกำลังประกอบพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอมฤต โดยมีนางอัปสรกำเนิดขึ้นจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นนับแสนองค์ แต่ละองค์ต่างประดับอาภรณ์อันงดงาม เมื่อเทวาลัยขอมต่างสลักเสลารูปนางอัปสรไว้อย่างมากมายจึงเป็นเครื่องหมายแสดงถึงดินแดนแห่งสวรรค์ เฉพาะที่ปราสาทนครวัดมีภาพสลักนางอัปสรรวมแล้วมากกว่า 1,500 องค์

โดยหนึ่งในนั้นมีนางอัปสรนางหนึ่งที่ถูกจับได้ว่ามีลักษณะแตกต่างจากองค์อื่น คือมีรอยยิ้มที่เผยให้เห็นฟันยืนยิ้มอยู่บริเวณซุ้มประตูชั้นนอกทิศใต้ สันนิษฐานว่าเป็นลูกเล่นของช่างซ่อมโบราณที่มักซ่อนอารมณ์ขันไว้ตามซอกหลืบของเทวาลัยเสมอ นอกจากนี้ยังมีภาพ อัปสราอีกนางปรากฏกายอยู่ที่ปราสาทบริเวณหลังที่ตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงใต้บริเวณผนังทิศตะวันตก เป็นลายปูนปั้นรูปสตรีมีสี่กร ศีรษะยื่นยาว บ้างว่าคล้ายม้าบ้างว่าคล้ายเป็ด นักวิชาการบางท่านลงความเห็นว่าแท้ที่จริงมิใช่นางอัปสราอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นนางวราหิ ชายาของพระนารายณ์ในภาคอวตารหนึ่งมีชื่อว่า วราหาวตาร ตำนานนี้เกิดขึ้นเมื่อยักษ์ตนหนึ่งชื่อ หิรัณยากษะ ได้นำแผ่นดินบนโลกลงไปยังใต้มหาสมุทร เดือดร้อนถึงพระนารายณ์ต้องอวตารมาเป็นหมูป่าชื่อวราหะเพื่อปราบยักษ์ตนนี้ ก่อนจะใช้เขี้ยวที่เป็นเพชรขุดผืนดินขึ้นมาจากใต้สมุทรเพื่อนำโลกกลับสู่สันติสุขอีกครั้ง

การเยี่ยมชมปราสาทนครวัดนี้ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทยให้ข้อสังเกตไว้ถึง 34 จุดที่น่าสนใจ และแนะด้วยว่าควรใช้เวลาเข้าชมอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง เวลาที่เหมาะสมในการชมควรเป็นตอนบ่าย ไม่ควรไปตอนเช้าเพราะจะถ่ายรูปไม่ได้เลยเนื่องจากด้านหน้าย้อนแสงมาก ทั้งนี้โดยทั่วไปปราสาทศิลปะขอมจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเชื่อว่าเป็นทิศแห่งความเป็นมงคลและมีอำนาจ มีปราสาทเพียง 5 แห่ง ที่หันหน้าไปทางทิศอื่น คือ ปราสาทพระวิหารหันหน้าไปทางทิศเหนือเนื่องจากความจำกัดของพื้นที่เพราะทางตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชัน ปราสาทหินพิมาย หันหน้าไปทางทิศใต้เพื่อรับกับเมืองพระนคร ปราสาทตาเมือนธมหันหน้าไปทางทิศใต้ น่าจะเป็นเหตุผลเดียวกับปราสาทหินพิมาย ปราสาทอัตถเวียร์หันหน้าไปทางทิศตะวันตก และปราสาทนครวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันตก สันนิษฐานว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับการเป็นปราสาทที่ฝังพระศพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

สำหรับชาวกัมพูชา นครวัดถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่บรรพชนสร้างไว้ให้เป็นมรดกล้ำค่าที่น่าภาคภูมิใจ พวกเขาไม่เคยลืมเลือนปราสาทนครวัดในทุกยุคทุกสมัย เมืองโบราณอื่นอาจถูกปล่อยทิ้งรกร้างไปบ้าง ราชธานีอาจจะโยกย้ายไปที่อื่น แม้ในช่วงสงครามกลางเมือง ประเทศชาติได้รับความบอบช้ำ แต่นครวัดกลับได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย และยังคงได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีมาจนถึงทุกวันนี้ ให้เป็นความยิ่งใหญ่มหัศจรรย์ของมวลมนุษยชาติ