5 ผลไม้ช่วยลดไขมัน

หน้าต่างหญิงไทย

สำหรับคนที่กำลังลดความอ้วน ผลไม้ซึ่งมีทั้งรสเปรี้ยวและรสหวาน นับเป็นของขบเคี้ยวทดแทนขนมหวานได้เป็นอย่างดี

ผลไม้ส่วนใหญ่มักจะมีน้ำตาล (ธรรมชาติ) สูง ซึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นไขมันได้อย่างรวดเร็วหากรับประทานมากเกินไป ดังนั้น จึงมีคำแนะนำให้คนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ควรเลือกรับประทานผลไม้ที่ไม่หวานมากและรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม แต่ทั้งนี้ก็ยังมีทางเลือกอีกอย่างหนึ่งในการรับประทานผลไม้สำหรับคนที่กำลังลดความอ้วน นั่นก็คือ มีผลไม้บางอย่างที่นอกจากจะไม่หวานมากแล้ว ยังช่วยเผาผลาญไขมันได้อีกต่างหากค่ะ...

อะโวคาโด อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 9 (ชนิดเดียวกับที่พบในมะกอก น้ำมันมะกอก และถั่วแมคคาดีเมีย) ช่วยเร่งกระบวนการเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน พร้อมกับเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมัน

มะพร้าว อุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัวชนิด Medium Chain Triglycerides ซึ่งจะช่วยให้อัตราการเผาผลาญไขมันที่ตับเพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นยังทำให้อิ่ม จึงเป็นอาหารว่างแทนของจุบจิบได้เป็นอย่างดี น้ำมันมะพร้าวยังช่วยเสริมการทำงานของต่อมไทรอยด์อีกด้วย

มะนาว ช่วยล้างพิษที่สะสมอยู่ที่ตับได้ดีเยี่ยม และช่วยปรับความเป็นด่างในร่างกาย แต่ความที่รสชาติของมะนาวนั้นเปรี้ยวปรี๊ด เราจึงมักเข้าใจว่ามะนาวมีความเป็นกรด แต่ในกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย มะนาวกลับช่วยปรับสมดุลความเป็นด่างในส่วนของเนื้อเยื่อและของเหลว การดูแลสุขภาพของตับให้ดีอยู่เสมอ จำเป็นต่อการความสามารถของร่างกายในการย่อยและเผาผลาญไขมัน เพราะตับเป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญที่รับผิดชอบหน้าที่ย่อยและเผาผลาญไขมันในร่างกาย

เกรพฟรุ้ต มีงานวิจัยหลายชิ้นที่คอนเฟิร์มว่า เกรพฟุ๊ตเป็นสุดยอดอาหารลดน้ำหนัก ในการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ พบว่าผู้หญิงที่ทานเกรพฟรุ้ตทุกวันสามารถลดน้ำหนักได้เกือบ 20 ปอนด์ ภายในเวลาเพียง 13 สัปดาห์ โดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนอาหารการกิน การอยู่ อะไรเลย

มะเขือเทศ อุดมด้วยวิตามินซี และสารพฤกษเคมี ไลโคปีน ซึ่งทำให้มะเขือเทศมีประสิทธิภาพในการผลิตกรดอะมิโนที่เรียกว่า คาร์นิทีน ซึ่งมีงานวิจัยที่แสดงว่า คาร์นิทีนช่วยเพิ่มความสามารถในการเผาผลาญไขมันของร่างกายมากขึ้นหนึ่งในสาม

คุณอาจรับประทานอย่างง่ายๆ ในแบบปอกเข้าปากเลย หรือคั้นน้ำผลไม้ หรือจะสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารเช้า ผสมผสานกันในรูปของสลัด หรือโยนเข้าเครื่องปั่นทำเป็นสมูทตี้ ก็อร่อยได้ตามอัธยาศัยแบบไม่เพิ่มความอ้วน

และไม่ได้มีดีเพียงเท่านี้ ผลไม้เหล่านี้ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย อะโวคาโดช่วยป้องกันโรคหัวใจ เกรพฟรุ้ตช่วยให้ตับแข็งแรง ส่วนไลโคปีนในมะเขือเทศก็เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ถึง 29 เปอร์เซ็นต์

...สรรพคุณมากมายขนาดนี้ ยกให้เป็นผลไม้ที่เป็นมิตรต่อสุขภาพไปเลยก็แล้วกันนะคะ...

 

สมองกับการนอนหลับ

การนอนหลับมีผลกระทบต่อสุขภาพของสมอง...

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การนอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดและจำเป็นต่อการมีสุขภาพที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่ที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบก็คือ การนอนหลับสนิทยังมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเรียนรู้และการทำหน้าที่ของสมองอย่างสำคัญอีกด้วย

ประเด็นนี้เขามีการศึกษาโดยการสำรวจอุปนิสัยในการนอนของผู้หญิงหนึ่งหมื่นห้าพันคนที่อยู่ในช่วงวัยกลางคน และพบว่าคนที่นอนมากกว่า 9 ชั่วโมง หรือคนที่นอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมงในแต่ละคืน จะมีปัญหาเรื่องความจำเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยชรา

รายงานการศึกษานี้ ยังแนะนำเอาไว้ด้วยว่า การนอนในปริมาณที่เหมาะสม คือคืนละ 7 ชั่วโมง จะช่วยให้สมองยังคงจดจำได้ดีขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยชรา นอกจากนั้นยังค้นพบว่า ผู้หญิงที่มีรูปแบบการนอนที่มากหรือน้อยกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม 2 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ในช่วงที่เปลี่ยนผ่านจากวัยกลางคนเข้าสู่วัยชรา จะมีความเสื่อมของสมองในส่วนของการจดจำเท่ากับ 1 - 2 ปี ของอายุที่เพิ่มขึ้น

ทำไมการนอนหลับสนิทจึงมีความสำคัญต่อสมอง...เหตุผลทางด้านวิชาการก็คือ การนอนหลับในช่วงหลับฝัน (REM = Rapid-Eye-Movement) หรือที่เราพูดกันว่าหลับลึกนั้น เป็นช่วงเวลาที่สมองมีการทำงานหนัก ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเวลาตื่น โดยสมองจะมีกระบวนการที่จะจัดการกับข้อมูลต่างๆที่เข้ามา แล้วทำการจัดระเบียบ ทำให้เกิดเป็นความทรงจำ ความเข้าใจ และอื่นๆ ที่มีความจำเป็นสำหรับมนุษย์เราในการดำเนินชีวิต ซึ่งถ้าใครมีช่วงเวลาของการหลับลึกน้อยเกินไปก็จะมีผลให้ประสิทธิภาพในการจดจำลดน้อยลง แต่ถ้านอนมากเกินไป นั่นหมายถึงสมองต้องทำงานหนักตามไปด้วย

แต่การที่จะนอนให้หลับสนิทได้ ด่านแรกก็ต้องนอนให้หลับก่อนเลยค่ะ เห็นหลายคนสมัยนี้มีปัญหานอนยากกันเสียจริง อย่างนี้ต้องหาตัวช่วยด่วนๆ เลยค่ะ

- นอนเป็นเวลา เข้านอนและตื่นนอนเวลาเดียวกันทุกวัน จะช่วยให้เกิดวงจรชีวิตที่ร่างกายคุ้นชิน หรือที่เรียกว่า นาฬิกาชีวิต ( Circadian Rhythm ) พร้อมทั้งกำหนดเวลาอาหารมื้อเย็นโดยควรทานก่อนเข้านอนอย่างน้อย2 ชั่วโมง

- รับแสงแดดอย่างเพียงพอ เพื่อช่วยให้ร่างกายผลิตสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมวงจรการนอนหลับและตื่น ให้ทำงานตามขั้นตอนได้ดีขึ้น รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็สามารถจะช่วยให้คนที่มีปัญหาการนอนสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น

- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์จะไปขัดขวางไม่ไห้ร่างกายเข้าสู่ขั้นตอนการหลับลึก ทำให้นอนหลับได้ไม่สนิท

- ทานอาหารที่ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น เช่น นมถั่วเหลืองอุ่นๆ หรือนมอุ่นๆ ทานแซนด์วิชเนยถั่ว

ธัญพืชโฮลเกรนทานกับนมไขมันต่ำหรือโยเกิร์ต เมล็ดฟักทอง เมล็ดงา ของขบเคี้ยวเบาๆ ที่มีทริปโตแฟน กรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายนำไปใช้ร่วมกับวิตามินบี 6 วิตามินบี 3 และแมกนีเซียม ในการสร้างเมลาโทนินซึ่งช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น เช่น ปลา นม กล้วย ถั่วลิสง เมล็ดงา อินทผลัม ฯลฯ โดยทานก่อนนอนประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง

...แม้แต่การนอนหลับก็ยังเป็นเรื่องของ "คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ" นอนหลับฝันดีนะคะ...

 

5 ป 1 ข ? รหัสลับ รับมือหน้าฝน

มีคนบอกว่ายุงร้ายกว่าเสือ เห็นด้วยจริงๆค่ะ ยิ่งยุงในเมืองไทยนี่นะ ไม่รู้จะเยอะไปไหน กัดแหลก แถมฉลาดอีกต่างหาก รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นกัด ยิ่งตอนนี้เข้าหน้าฝนแล้ว ต้องระวังเจ้าแวมไพร์ตัวจิ๋วพวกนี้ให้มากๆ เพราะมันไม่ได้ทำความรำคาญให้เท่านั้น แต่ยังเอาโรคไข้เลือดออกมาฝากเป็นของแถมโดยไม่ถามเราสักคำ ...

อันที่จริงแล้ว ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานว่ามีผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้วสามพันกว่าราย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ได้มอบหมายให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำในชุมชน ครู นักเรียนและประชาชน ร่วมมือกันกำจัดลูกน้ำยุงลายทุก 5-7 วัน หรือป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่ โดยเน้นกิจกรรม 5ป 1ข ได้แก่ 1.ป ปิดฝาภาชนะ กักเก็บน้ำทุกชนิด 2.ป เปลี่ยนน้ำทุกๆ 7 วัน 3.ป ปล่อยปลากินลูกน้ำในภาชนะกักเก็บน้ำ 4.ป ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ5.ป ปฏิบัติเป็นประจำให้เป็นนิสัย ส่วน 1ข คือ ขัดภาชนะที่อาจมีคราบไข่ยุงเกาะอยู่ โดยเฉพาะตามเศษวัสดุ เศษภาชนะ กล่องโฟม จานรองกระถางต้นไม้ และกาบใบไม้ เพราะยุงลายจะชอบมาวางไข่ตามภาชนะที่มีน้ำขังเหล่านี้ ซึ่งเป็นน้ำนิ่ง ใส และสะอาด และน้ำฝนก็เป็นน้ำที่ยุงลายชอบวางไข่มากที่สุด

โรคไข้เลือดออกที่พบในประเทศไทย เกิดจากไวรัสเดงกี่ ซึ่งติดต่อคนสู่คนได้ โดยมียุงลายบ้านเป็นตัวการนำเชื้อโรคที่ โรคไข้เลือดออกทำให้เสียชีวิตได้หากละเลยต่อการรักษา จากข้อมูลพบว่ากลุ่มเสี่ยงกลุ่มใหญ่ที่ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 15-24 ปีมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันมีการระบาดในกลุ่มวัยรุ่น โดยเฉพาะนักเรียนไปจนถึงวัยทำงาน โดยอาการหรือสัญญาณอันตรายของไข้เลือดออก ได้แก่ ไข้สูงเกิน 2 วัน ไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยจะเบื่ออาหาร อาเจียน เมื่อกินยาลดไข้แล้วไข้มักจะไม่ลดลง หรืออาจลดลงชั่วคราวแล้วกลับมาสูงอีก หากมีอาการใดอาการหนึ่ง ก็ต้องรีบไปพบแพทย์กันแล้วค่ะ

...หากผู้อ่านท่านใด มีข้อสงสัย หรือต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง โทร. 0-2590-3145 หรือสายด่วน กรมควบคุมโรค โทร.1422...