จิตอัศจรรย์

ประสบการณ์ลี้ลับ

ตอนจบ

ลูกศิษย์ที่เคยรับใช้ใกล้ชิดองค์สมเด็จพระสังฆราช หลายท่านได้เล่าถึงเรื่องแปลกที่ควรเรียกว่า “จิตอัศจรรย์” อันเกี่ยวกับพระองค์ท่าน เรื่องแรก...

โทรจิต

สมัยหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีกระแสพระราชดำรัสให้ พลโท อมรรัตน์ จินตกานนท์ นิมนต์พระสงฆ์ผู้ทรงภูมิธรรมในแถบภาคอีสานมารับพระราชทานฉันที่กรุงเทพฯ แต่พบว่าพระสงฆ์เหล่านั้นได้ออกธุดงค์ไปก่อนแล้ว จึงไม่สามารถติดต่อได้ เมื่อเป็นเช่นนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีกระแสพระราชดำรัสให้ไปนมัสการสมเด็จพระสังฆราชให้ช่วยนิมนต์แทน สมเด็จฯทรงขอเวลาชั่วยามหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นพลโทอมรรัตน์ก็ได้รับคำตอบจากพระองค์ว่า “นิมนต์เรียบร้อยแล้ว” พร้อมกันนั้นก็ทรงนัดแนะให้พลโทอมรรัตน์นำรถไปรับพระสงฆ์ท่านต่างๆได้ โดยทรงบอกจุดนัดหมายและวันเวลาที่กำหนดเอาไว้เสร็จสรรพ เป็นที่น่าประหลาดใจว่าทรงติดต่อกับพระสงฆ์เหล่านั้นทางใด มีผู้อธิบายว่า วิธีการที่สมเด็จฯทรงใช้ติดต่อระหว่างพระสงฆ์ผู้ทรงภูมิธรรมด้วยกัน ก็คือการนั่งสมาธิ อันเป็นการติดต่อทางจิต หรือ “โทรจิต” นั่นเอง

ยังไม่ได้ทูลขอ

เรื่องแปลกที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งช่วงที่สมเด็จฯทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลจุฬาฯ ที่ทำหน้าที่ถวายการรักษาพระองค์ ท่านเคยประสบมาบ่อยครั้งจนแทบจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว นั่นคือไม่ว่าจะถวายการรักษาด้วยเครื่องมือแพทย์ใดๆก็ตาม จะต้องกราบทูลให้ทรงทราบก่อน และต้องรอให้ประทานอนุญาตเสมอไม่อย่างนั้นอาจเกิดปัญหา เช่นคราวหนึ่งแพทย์ผู้ทำการรักษาเข้ามาในห้องพักของพระองค์เพื่อตรวจพระอาการโดยต้องเจาะพระโลหิตไปตรวจด้วย ขณะนั้นสมเด็จฯยังบรรทมหลับอยู่ ด้วยความเกรงพระทัยวจะเป็นการรบกวนพระองค์ท่าน แพทย์ท่านนั้นจึงทำการเจาะเอาพระโลหิตของสมเด็จฯโดยมิได้ปลุกพระองค์ท่านให้รู้สึกพระองค์เพื่อขออนุญาตเสียก่อน แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ก็ไม่สามารถหาเส้นพระโลหิตของสมเด็จฯพบจนแล้วจนรอด กระทั่งในที่สุดต้องปลุกสมเด็จฯให้รู้สึกพระองค์และกราบทูลขอประทานอนุญาต การทำงานของแพทย์จึงเรียบร้อย สามารถหาเส้นพระโลหิตพบและทำการเจาะเอาพระโลหิตไปได้

อีกครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ พ.ศ.2550 สมเด็จฯยังประทับสลับกันระหว่างวัดบวรนิเวศฯ และที่โรงพยาบาล แต่ยังคงเสด็จออกรับแขกและญาติโยมที่เฝ้าเสมอทั้งๆที่ประชวร เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ 3 ตุลาคม สมเด็จฯเสด็จออกห้องประเชุมมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย โดยมีญาติโยมมาเข้าเฝ้า เพื่อกราบนมัสการและชื่นชมพระบารมีเป็นจำนวนมาก ขณะนั้นสิ่งที่คณะแพทย์และลูกศิษย์มีความกังวลก็คือสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว โดยหากบริเวณที่สมเด็จฯประทับอยู่นั้นอากาศถ่ายเทไม่สะดวกจะทำให้ระดับออกซิเจนในพระโลหิตของพระองค์ท่านลดลง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อพระอาการประชวร

เครื่องมือที่สำคัญที่คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาเตรียมมา ก็คืออุปกรณ์วัดระดับออกซิเจนในเลือดซึ่งใช้โดยหนีบอุปกรณ์ไว้ที่บริเวณปลายนิ้ว เครื่องจะทำงานโดยอ่านค่าระดับออกซิเจนในเลือดออกมา หากระดับออกซิเจนมีน้อยผิดปกติ แพทย์จะได้ทำการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที

วันนั้นสมเด็จฯประทับบนพระเก้าอี้เข็น ตลอดเวลาได้ทอดพระเนตรญาติโยมผู้มาเฝ้าด้วยสายพระเนตรที่เปี่ยมพระเมตตา กระทั่งพระที่ถวายการดูแลใกล้ชิดเห็นว่าสมเด็จฯทรงหลับพระเนตรบ่อยกว่าปกติ จึงบอกพยาบาลให้ลองวัดระดับออกซิเจนดูว่าเป็นปกติหรือเปล่า พยาบาลก็รีบนำเครื่องมือวัดระดับออกซิเจนมาหนีบที่พระองคุลีของสมเด็จฯทันที ปรากฏว่าเครื่องมือไม่ทำงาน พระผู้ใกล้ชิดเอ็ดพยาบาลด้วยความร้อนใจเพราะคิดว่าไม่เช็คเครื่องมือให้ดีเสียก่อน แต่พยาบาลยืนยันว่าเช็คเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ที่โรงพยาบาลและลองหนีบเครื่องมือเข้ากับพระองคุลีของสมเด็จฯอีก 2-3 รอบ เครื่องก็ยังคงไม่ทำงาน พระผู้ดูแลจึงบอก “ไหนลองเอาใส่ที่นิ้วอาตมาดูซิ” ทันทีที่หนีบลงบนปลายนิ้วของพระผู้ดูแล เครื่องมือก็ทำงานและอ่านค่าระดับออกซิเจนได้เป็นปกติ พยาบาลจึงลองเอาเครื่องมือมาหนีบเข้าที่นิ้วมือของตนเองบ้าง ปรากฏว่าเครื่องมือยังทำงานเป็นปกติ แต่เมื่อนำกลับไปหนีบที่พระองคุลีของสมเด็จฯอีกครั้ง เครื่องก็นิ่งสนิทอีก พระผู้ดูแลเหมือนจะนึกขึ้นได้จึงเอื้อมมือมาเขย่าเบาๆที่พระพาหา (แขน) ของสมเด็จฯ พร้อมกระซิบเรียก “ฝ่าบาท ฝ่าบาท พยาบาลจะขอเช็คระดับออกซิเจนหน่อย” สมเด็จฯทรงลืมพระเนตรขึ้นและทรงพยักพระพักตร์อนุญาต พยาบาลก็รีบหนีบเครื่องมือเข้าที่ปลายพระองคุลี เท่านั้นเองเครื่องมือก็เริ่มทำงานอ่านค่าปริมาณออกซิเจนออกมาเป็นตัวเลขได้ตามปกติ ซึ่งเป็นเรื่องแปลก

สมเด็จพระสังฆราชและหลวงตามหาบัว

สมเด็จฯทรงสนิทสนมคุ้นเคยกับหลวงตามหาบัวมาก ทรงเกิดปีเดียวกัน อายุเท่ากัน สมัยที่หลวงตามหาบัวมีกิจนิมนต์ในกรุงเทพฯ ท่านจะมาพักที่วัดบวรฯที่ตำหนักคอยท่าปราโมช ตำหนักเดียวกับพระองค์ หรือหากสมเด็จฯเสด็จไปภาคอีสานก็มักจะทรงพักที่วัดของหลวงตา แล้วพระองค์กับหลวงตาก็สนทนาธรรมะกัน สมเด็จฯเคยเล่าถึงหลวงตามหาบัวให้ฟังว่า “ท่านอาจารย์มหาบัวนี่ท่านก็มีอะไรแปลกเหมือนกันนะ สังเกตดูจากครั้งเวลาคุยกันตอนกลางคืน เมื่อไหร่ที่นึกในใจว่าดึกแล้ว น่าจะถึงเวลาจำวัด แค่นึกเท่านั้น หลวงตาก็จะลากลับห้องทันที พระองค์ไม่ได้ใช้คำว่า ปาฏิหาริย์ เพียงแต่ทรงบอกว่าแปลกเท่านั้น

หลวงตามหาบัวให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เมื่อคราวที่มาเยี่ยมสมเด็จฯซึ่งประชวรอยู่ในโรงพยาบาลจุฬาฯ พ.ศ.2548 ว่า

“เราสนิทกับท่านมานานเท่าไหร่แล้ว อยู่วัดบวรฯมาด้วยกัน ท่านเคยไปเป็นพระภาวนาอยู่ที่วัดป่าบ้านตาดหลายครั้ง ครั้งละเป็นอาทิตย์ และตั้งแต่ท่านเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้ว เราก็ไม่ค่อยได้มาเข้าเฝ้าท่าน เพราะรู้สึกว่าท่านมีภาระหนักมากเป็นพิเศษ เราจึงไม่กล้ามารบกวนท่าน วันนี้เมื่อได้มา ท่านก็ทรงไม่อยากให้กลับ ชี้ให้เรานั่งที่เก้าอี้ คือเมื่อเรากราบที่ตักท่าน แล้วจะกลับ ท่านยังทรงชี้ให้นั่งที่เก้าอี้เสียก่อน”

พระเถระฝ่ายวรัญวาสีมักเอ่ยชื่นชมยกย่องถึงสมเด็จฯองค์ฯอยู่เสมอ เช่น หลวงปู่แหวน สุจินฺโณ และหลวงปู่มั่น อาจาโร มักจะบอกกับชาวกรุงเทพฯที่ไปกราบนมัสการท่านที่วัดว่า ไม่จำเป็นต้องมากราบท่านถึงวัดก็ได้ เพราะหนทางไกลและลำบาก ถ้าอยากกราบพระดีให้ไปกราบสมเด็จฯวัดบวรฯก็ได้...

ทั้งยังมีเรื่องเล่าถึงหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ว่า ในพ.ศ.2536 หลวงปู่ชอบมาเป็นประธานในพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปที่วัดบวรนิเวศวิหาร และพักที่วัดด้วยหลังจากที่สมเด็จฯทรงสนทนาธรรมกับหลวงปู่เสร็จ จะเสด็จกลับตำหนัก พระอุปัฏฐากหลวงปู่ถือย่ามของพระองค์เดินตามหลังจะส่งเสด็จ พระองค์รับสั่งด้วยเสียงอ่อนโยนว่า ให้อุปัฏฐากของหลวงปู่กลับไปดูแลหลวงปู่ดีกว่า พระอุปัฏฐากของหลวงปู่รู้สึกประทับใจในความไม่ถือพระองค์เป็นอย่างยิ่ง หลวงปู่ชอบเองก็ยังเคยกล่าวชื่นชมสมเด็จฯว่า “พระสังฆราชองค์นี้ดีที่สุด”

ด้วยน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตา พร้อมด้วยพระจริยวัตรอันงดงาม ทำให้เหล่าพุทธศาสนิกชนเทิดทูนยกย่องพระองค์อย่างสูงสุด สมดังที่พระองค์ทรงเป็น “พระของประชาชน” โดยแท้จริง