เกียรติศักดิ์รักข้า มอบไว้แก่ตัว

ห้องสมุดสกุลไทย

การดำรงอยู่ของสังคมนั้น สิ่งหนึ่งที่จำเป็นก็คือ ความมีจริยธรรม ศีลธรรม ความซื่อสัตย์ ละอายต่อบาปของบุคคล

ในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีบุคคลหลายท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เมื่อเวลาตายไปแล้ว สังคมก็ยกย่องสรรเสริญ ต่างกับบุคคลที่มีแต่ความโลภไม่สนใจซึ่งคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ เมื่อตายไปแล้วก็มีแต่สาปแช่ง วงศ์ตระกูลก็เสื่อมเสีย ซึ่งบรรพบุรุษของเราและชาวต่างชาติหลายท่าน มีความซื่อสัตย์ เป็นที่น่าสรรเสริญควรแก่การยกย่อง ในบทความเรื่องนี้จะกล่าวถึงบางท่านทั้งคนในและคนต่างประเทศ เพื่อเป็นการสดุดีและอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้อ่านได้ทราบต่อไป

เจ้าพระยาบดินทร์เดชา

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงเกียรติคุณมาก ทั้งในทางทหารและการปกครอง ถึงกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสเรียก "พี่บดินทร" และท่านเป็นที่รู้จักกันในหมู่ขุนนางข้าราชการว่า "เจ้าคุณผู้ใหญ่"

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ นั้น หากว่าข้าราชการผู้ใดค้ายาเสพติดก็ดีหรือเป็นผู้ติดฝิ่นก็ดี ก็จะต้องได้รับพระราชอาญาเฆี่ยนหลัง จำคุกตลอดจนปลดออกจากตำแหน่งฐานะอันสูงที่ดำรงอยู่

นอกจากคนไทยผู้ติดฝิ่นนั้นจะต้องพระราชอาญาแล้ว ยังต้องถูกถอนสัญชาติทางราชการบังคับให้คนไทยผู้ติดฝิ่นนั้นไว้เปียและผูกปี้เป็นคนจีน ปี้ของจีนนั้นก็คือใบต่างด้าวในสมัยนั้น

ในขณะที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) รับราชการอยู่ในตำแหน่งสมุหนายกนั้น บุตรชายของท่านชื่อ "แสง" ได้รับราชการในกรมมหาดเล็ก มีตำแหน่งเป็นนายสนิทหุ้มแพร ได้กระทำการค้าฝิ่นอย่างลับๆ ต่อมาจมื่นไชยพร (ผิน) ได้ทราบเรื่องนี้เข้า จึงได้นำความและหลักฐานมานำเรียนเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์)

เมื่อเจ้าพระยาบดินทรเดชาได้ทราบความพร้อมด้วยหลักฐาน ก็สั่งให้จมื่นไชยพรไปนำขื่อคาและเครื่องจองจำมาไว้ และให้จับตัวนายสนิทหุ้มแพรผู้บุตรจองจำด้วยขื่อคาครบถ้วนแล้วให้ปักหลักมัดนายสนิทหุ้มแพรที่หน้าหอนั่งในจวนของท่าน แล้วสั่งให้เฆี่ยนหลังนายสนิทหุ้มแพร ๑๐๐ ที

เมื่อเฆี่ยนหลังนายสนิทหุ้มแพรไปได้ ๘๔ ที เจ้าหมื่นสรรเพธภักดี (ปาน) ผู้ซึ่งเป็นบุตรของท่านอีกคนหนึ่ง และเป็นพี่ชายของนายสนิทหุ้มแพร ได้เข้ามาเรียนท่านว่านายสนิทหุ้มแพรถูกเฆี่ยนถึงกับสลบ ขออนุญาตแก้ออกจากเครื่องพันธนาการมารักษาแก้ไขให้หายเสียก่อน แล้วจึงค่อยเฆี่ยนต่อไป

เจ้าพระยาบดินทรเดชา จึงกล่าวถามเจ้าหมื่นสรรเพธภักดีว่า

"เฆี่ยนได้เท่าไรแล้วจึงสลบในคา" เจ้าหมื่นสรรเพธภักดีตอบ "เฆี่ยนได้แล้ว ๘๔ ที เหลืออีก ๑๖ ที จึงจะครบ ๑๐๐ ทีพอดี"

ท่านจึงสั่งการว่า "ให้เฆี่ยนต่อไปอีก ๑๖ ที ให้ครบ ๑๐๐ ที" เจ้าหมื่นสรรเพธภักดีเรียนว่า "ถ้าเฆี่ยนตีอีก ๑๖ ที ก็เห็นจะตายในคา" ท่านก็ตอบว่า

"ตายก็ช่างมันเถิด จะได้ไปเกิดใหม่ให้เป็นคนดีๆ"

เจ้าหมื่นสรรเพธภักดีกลัวอาญาท่านเจ้าคุณ ผู้เป็นบิดา ก็รีบออกมา แล้วสั่งให้ลงมือเฆี่ยนหลังน้องชายของตนเองต่อไปอีกจนครบ ๑๐๐ ที เมื่อครบ ๑๐๐ ทีแล้วก็เข้ามาเรียนท่านว่าได้จัดการให้เป็นไปตามที่สั่งการแล้ว ท่านย้อนถามว่า

"มันตายแล้วหรือยัง"

เมื่อท่านทราบว่ายังไม่ตายท่านก็มีคำสั่งให้ปล่อยตัวไปทำราชการเก่าได้ ต่อมานายสนิทหุ้มแพรนี้ได้กลับตัวกลายเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์สุจริตจนได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นประทานมณเฑียร ซึ่งนับว่าเป็นตำแหน่งสำคัญมากในราชสำนัก

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค)

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ บุตรชายคนโตของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย) ชื่อ พระสุริยภักดี (สนิท) ไปรักใคร่ชอบพอกับคุณจอมข้างในถึงกับให้หมากพลูกินกัน (โดยยังไม่ถึงกับถูกเนื้อต้องตัว) ครั้นความแดงขึ้น ก็ต้องถูกลงอาชญาตามกฎมณเฑียรบาลซึ่งรุนแรงนัก มีโทษถึงประหาร

แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระมหากรุณาตรัสเปรยพระโอษฐ์ว่า รายนี้ถ้าบิดามาขอจะพระราชทานอภัยโทษ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่) ทราบความ จึงรีบไปห้ามน้องชายท่านว่า

"เราเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ย่อมเป็นหลักของแผ่นดิน เมื่อลูกทำผิดก็ต้องให้ถูกลงโทษตามระบิลเมือง หากไปขอพระราชทานอภัย ผู้คนจะติฉินนินทาได้ว่ารักลูกมากกว่ารักกฎหมายของแผ่นดิน เลือดก้อนเดียวตัดทิ้งเสียเถิด"

ทั้งๆที่สมเด็จองค์น้อยท่านรักลูกชายหัวปีของท่านเพียงไร ท่านก็เชื่อสมเด็จองค์ใหญ่ผู้พี่ ยอมอยู่ในโอวาทและยอมรับอำนาจของตัวบทกฎพระอัยการโดยดุษณี เมื่อพระสุริยภักดีถูกประหารชีวิตนั้น กล่าวกันว่าท่านต้องขังตัวอยู่ในจวน ไม่ออกมาพบปะใครเลย ข้าวปลาอาหารก็ไม่รับประทานถึงสามวันสามคืน แต่แล้วเกียรติคุณของท่านก็ปรากฏต่อมา หาได้สูญสิ้นไปไม่ คุณพระผู้นี้ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็อาจได้เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม ต่อมาใครๆก็ยังเรียกพระสุริยภักดีว่า "ท่านที่เสีย" สืบมา

พลเรือเอกบัวร์ด้า (Admiral Jeremy Michael Boorda)

พลเรือเอกบัวร์ด้า (Admiral Jeremy Michael Boorda) เกิดเมื่อ ๒๖ พฤศจิกายน ค.ศ.๑๙๓๙ นับเป็นนายทหารชั้นประทวนคนแรกที่ก้าวมาเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งนับเป็นคนที่ ๒๕ ของสหรัฐนาวี

พลเรือเอกบัวร์ด้า เกิดที่เซาธ์เบนด์ (South Bend) มลรัฐอินเดียน่า (Indiana) ในครอบครัวชาวยิว บรรพบุรุษของเขาอพยพจากยูเครน ต่อมาครอบครัวบัวร์ด้าย้ายมาอาศัยที่มลรัฐอิลลินอยส์ (Illinois) ซึ่งพ่อของเขามาตั้งร้านตัดเสื้อที่นั่น

บัวร์ด้าออกจากโรงเรียนมัธยมตอนปลาย เพื่อสมัครเป็นนายทหารประทวนแห่งกองทัพสหรัฐฯ ใน ค.ศ.๑๙๕๖ ขณะมีอายุได้ ๑๗ ปี ซึ่งได้รับยศเป็นจ่าตรีและได้รับราชการในหน่วยรบหลายหน่วย

ชีวิตในกองทัพเรือ

ตามที่กล่าวแล้วว่าพลเรือเอกบัวร์ด้าเป็นผู้บัญชาการทหารเรือคนแรกที่ไต่เต้าขึ้นมาจากประทวน เป็นหนึ่งในสามของผู้บัญชาการเหล่าทัพสมัยปัจจุบันของกองทัพสหรัฐฯ (ผู้บัญชาการท่านอื่นได้แก่ พลอากาศเอก ลาร์รีด์ เว้นซ และ พลเอก จอห์น ชาล์กาชวิลลี่) ทันทีที่ได้รับตำแหน่ง บัวร์ด้าก็จัดทำโครงการอันเป็นประวัติศาสตร์ชื่อ "จากกะลาสีเป็นนายพล" ซึ่งเป็นโครงการเพื่อให้ทหารเรือชั้นผู้น้อยสามารถไต่เต้าขึ้นเป็นนายทหารสัญญาบัตรได้ บัวร์ด้ามีความมุ่งมั่นว่าทุกคนจะต้องได้รับโอกาสที่จะขึ้นไปสู่จุดสูงสุดได้ และจะสามารถเป็นได้ทุกอย่างแม้เบื้องต้นจะมีความสำเร็จไม่ดีเท่าที่ควรก็ตาม

เมื่อพลเรือเอกบัวร์ด้าได้รับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ ก็ได้ทำงานทุ่มเทให้แก่สหรัฐนาวีอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งการปรับปรุงระบบบริหารงานในกองทัพ ระบบส่งเสริมความก้าวหน้าของนายทหารประทวน การพัฒนาระบบควบคุมบังคับบัญชาในการรบเป็นไปอย่างทันสมัยและรุดหน้าอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการปรับปรุงกองทัพเรือเข้าสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งผลให้สหรัฐนาวีมีความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังส่งเสริมขวัญและกำลังใจให้แก่นายทหารประทวนเป็นอย่างยิ่ง

อสัญกรรม

พลเรือเอกบัวร์ด้าถึงแก่อสัญกรรม เมื่อ ๑๖ พฤษภาคม ค.ศ.๑๙๙๖ โดยอัตวินิบาตกรรม (ฆ่าตัวตาย) ยิงตัวเองที่หน้าอก การชันสูตรไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ และยังมีรายงานว่ามีหนังสือลาตาย ๒ ฉบับ ก็มิได้เปิดเผยต่อสาธารณะเช่นกัน แต่กล่าวว่าหนังสือทั้ง ๒ ฉบับ มีถึงภรรยาและนายทหารฝ่ายประชาสัมพันธ์ กล่าวกันว่าท่านผู้บัญชาการทหารเรือมีอาการหัวเสียต่อการขุดคุ้ยของนิตยสารนิวส์วีค โดยนักข่าวชื่อ เดวิด แฮคเวิร์ซ เกี่ยวกับเหรียญสดุดีความกล้าหาญในสงครามเวียดนาม (Combat V) ที่ประดับเป็นแถบ ขณะแต่งเครื่องแบบและมีเข็มตัว V เป็นสีทองติดอยู่ที่แถบ ซึ่งแสดงเกียรติภูมิความกล้าหาญ นิตยสารนี้กล่าวว่า บัวร์ด้าไม่มีสิทธิ์ติดแถบและเครื่องหมายดังกล่าว

กล่าวกันว่าบัวร์ด้ากังวลใจมากว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะทำให้กองทัพเรือเสียชื่อเสียง ในกรณีนี้พลเรือเอกซุมวอลต์ (อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของบัวร์ด้าในสงครามเวียดนาม และเป็นผู้ขอเหรียญให้บัวร์ด้าและคนอื่นๆเขียนจดหมายยืนยันว่า บัวร์ด้ามีสิทธิ์และสมควรได้รับเหรียญนั้น แต่อย่างไรก็ตามการติดเครื่องหมาย V เท่านั้นที่จะต้องกำหนดเป็นพิเศษ และจะต้องมีประกาศนียบัตรควบ ซึ่งจะต้องเป็นการปะทะกับข้าศึกซึ่งหน้า

เมื่อบัวร์ด้าถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ครอบครัวก็มีแต่ภริยาคือ เบตตี โมราน บัวร์ด้า บุตร ๔ คน หลานอีก ๑๑ คน พิธีฝังศพได้กระทำ ณ วิหารแห่งชาติวอชิงตัน ซึ่งสถานีโทรทัศน์ CNN ได้ถ่ายทอดพิธีไปทั่วประเทศ

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญดังกล่าว เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.๑๙๙๘ รัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือ จอห์น คาลตัน ส่งสารของพลเรือเอกซุมวอลต์แจ้งว่า เป็นการเหมาะสม และถูกต้องที่สุดที่บัวร์ด้าจะได้ติดเครื่องหมาย V สีทอง ควบกับแถบบนหน้าอกเครื่องแบบ พร้อมทั้งประกาศเกียรติคุณสำหรับเข็ม V ด้วย ในปีเดียวกันบุตรชายคนหนึ่งของบัวร์ด้าได้ยื่นขอปรับปรุงรายงานประวัติของบัวร์ด้าให้ถูกต้อง

การถึงแก่อสัญกรรมของพลเรือเอกบัวร์ด้า นับเป็นความสูญเสียบุคลากรที่ทรงคุณค่ายิ่งคนหนึ่งของสหรัฐนาวี บัวร์ด้าได้ไต่เต้าจากการเป็นนายทหารประทวนสู่ตำแหน่งสูงสุดของราชการทหารเรือ ซึ่งก็คือผู้บัญชาการทหารเรือ โดยได้พัฒนากองทัพเรือสหรัฐฯให้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว พลเรือเอกบัวร์ด้านับเป็นตัวอย่างของนายทหารเรือที่ดี ที่มีความมุ่งมั่น ความตั้งใจ ความมีจริยธรรม และความซื่อสัตย์ แม้ว่าการติดแถบเหรียญกล้าหาญ ซึ่งมีข้อผิดพลาดและเข้าใจผิดเพียงเล็กน้อย แต่พลเรือเอกบัวร์ด้าถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และเพื่อรักษาเกียรติของตนเองและสหรัฐนาวี พลเรือเอกบัวร์ด้าจึงตัดสินใจอัตวินิบาตกรรมตัวเอง ด้วยความมีจริยธรรมและความซื่อสัตย์

พลเรือเอกบัวร์ด้าได้ถึงแก่อสัญกรรมไปแล้ว เพราะลมปาก แต่สหรัฐนาวีและโลกก็ได้จารึกเกียรติคุณของเขาไว้ในฐานะเอกบุรุษคนหนึ่ง ที่มีความซื่อสัตย์และมุ่งมั่น

บทสรุป

แม้บุคคลทั้งสามท่านนี้ จะเกิดต่างที่กัน บางท่านก็ต่างยุคต่างสมัย และต่างชาติต่างภาษา แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ ความมีคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์ แม้ว่าบางท่านจะต้องเสียบุตรและต้องจบชีวิตลง แต่สิ่งหนึ่งที่คงอยู่คือ คุณความดีที่ไม่มีวันสูญสิ้นไป แม้เวลาจะผ่านพ้นไปนานเท่าใด เกียรติภูมิของท่านเหล่านั้นก็จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์

  มโนมอบพระผู้  เสวยสวรรค์

แขนมอบถวายทรงธรรม์ เทิดหล้า

ดวงใจมอบเมียขวัญ  และแม่

เกียรติศักดิ์รักข้า  มอบไว้แก่ตัว

(พระราชนิพนธ์ในล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖)

อ้างอิง

๑. เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายกและแม่ทัพใหญ่ ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ : โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กรุงเทพฯ

๒. http://www.pra.kachon.com/pra/detail.asp?id=504 : ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

๓. th.wikipedia.org/สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) : ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

๔. http://www.oknation.net/blog/ThaiTeacher : ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

๕. http://www.reurnthai.com/index.php?topic=49.0 : ๕ มีนาคม ๒๕๕๗