เรื่องราวดีๆ จากสังคมเน็ตเวิร์ค

เศรษฐกิจประจำบ้าน

ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การสื่อสารผ่านทางสังคมเน็ตเวิร์ค กระจายไปสู่ผู้คนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และเข้าถึงคนทุกระดับ ได้รับรู้เรื่องราวมากมายที่ผู้คนแบ่งปันต่อๆกันมา มีหลายเรื่องราวดีๆให้แง่คิดที่เป็นประโยชน์ ฉบับนี้จึงขอมีส่วนร่วมในการนำเรื่องราวจากประสบการณ์ชีวิตเกี่ยวกับเรื่องการใช้เงินของผู้คนมาเผยแพร่และร่วมแบ่งปันให้กับผู้อ่านทุกท่าน ได้เป็นข้อคิดและข้อเตือนใจในทุกๆเวลา ที่บางครั้งอาจจะมีช่วงเวลาที่กระเป๋าตุงเงินล้นเหลือ หรือกระเป๋าแฟบเงินหดหาย เมื่อถึงคราวจำเป็นจะได้มีกำลังใจที่จะต่อสู้ปัญหาหรือมีสติตั้งรับไม่ให้ประมาทในการใช้เงินในกระเป๋า ซึ่งผู้เขียนขอขอบคุณแหล่งข้อมูล ได้แก่ www.pantip.com / www.kapook.com / www.facebook.com/allgoodthink และ www.mthai.com

เรื่องแรกนี้เป็นเรื่องของคุณกบกินกะลา สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม เป็นผู้ที่สามารถใช้ชีวิตทั้งเดือนได้ด้วยเงินเพียง 800 บาท นึกสงสัยหรือไม่ว่าเงินจำนวนแค่นี้ เขาอยู่ได้อย่างไร ลองอ่านเรื่องราวชีวิตช่วงหนึ่งของเขากันดู...

คุณกบเล่าว่า คุณกบตกงานอยู่ที่ต่างจังหวัด และค้างค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,200 บาท เลยต้องเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ เพราะงานที่ต่างจังหวัดหายาก มีเงินติดตัวมาทั้งหมดสองพันบาท เอาโทรศัพท์อันเก่าที่หน้าจอแตก มองอะไรไม่เห็น มาใช้ชั่วคราว เพื่อโทร.หาภรรยาและลูกที่อยู่ที่บ้านต่างจังหวัด ส่วนโทรศัพท์ที่เคยใช้อยู่ประจำเอาไปขายเพื่อรวบรวมเงินไว้ติดตัวมา เดินทางมากรุงเทพฯ ด้วยการนั่งรถไฟฟรีตั้งแต่ตีสี่ ถึงกรุงเทพฯ ประมาณแปดโมงเช้า นั่งรถเมล์ฟรีต่อไปยังย่านที่คิดว่าค่าเช่าห้อง ค่าใช้จ่ายถูกๆ ซึ่งคุณกบหาข้อมูลไว้ก่อนแล้วว่าบริเวณนั้นมีค่าเช่าถูก มีโรงงานเยอะ ซึ่งก็น่าจะมีงานให้ทำเยอะเช่นกัน นั่นคือละแวกประชาอุทิศ พระประแดง สุขสวัสดิ์ ทุ่งครุ

คุณกบเดินหางานร้านคอมพิวเตอร์ ร้านของชำ โรงงาน ปั้มน้ำมัน ร้านอาหาร คาร์แคร์ ฯลฯ ร้านไหนมีติดป้ายหน้าร้านบอกรับคนงาน พนักงาน คุณกบก็เข้าไปสมัครเลยโดยไม่อายอะไรทั้งสิ้น คุณกบเล่าว่า ตอนนั้นงานอะไรก็ทำหมด ของานเขาทำ ค่าแรงไม่เกี่ยงเดินหางานอยู่ เกือบ 1 วัน แต่ส่วนใหญ่จะจ้างผู้หญิง หรือไม่ก็คนอายุน้อยๆ (ซึ่งตอนนั้นคุณกบอายุ 35 แล้ว) ในที่สุดคุณกบได้งานร้านขายคอมพิวเตอร์ ทางร้านจ้างให้เฝ้าร้านและประกอบคอมพิวเตอร์ ค่าแรงวันละ 300 บาท คืนแรกนั้นคุณกบยังไม่มีห้องพัก เลยหอบกระเป๋าเสื้อผ้าไปนอนร้านเกมส์ เหมาช่วงเวลาหนึ่งทุ่มถึงหกโมงเช้า ราคา 80 บาท นั่งเล่นเกมคร่าเวลาไป พอดึกก็นั่งหลับตรงนั้นเลย เงิน 80 บาทถือเป็นค่าที่พักห้องแอร์ พอเช้าตีห้าตื่นมาก็หอบกระเป๋าเสื้อผ้า เดินไปปั๊มน้ำมันใกล้ๆ เข้าห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมไปทำงานวันแรก พอถึงตอนพักเที่ยง ก็เดินไปหาหอพักแถวๆนั้น คุณกบได้ห้องพักราคาถูกเดือนละ 1,000บาทไม่ต้องมัดจำ รวมน้ำไฟแล้ว เป็นห้องพักเก่าๆ ตึกอาคารพาณิชย์เก่าๆ แบ่งห้องให้เช่า ในห้องไม่มีอะไร นอกจากพัดลมเพดานกับเสื่อน้ำมันเก่าๆ ห้องน้ำรวม ห้องน้ำก็เก่ามากๆ ไม่มีฝักบัว มีแต่ก๊อกกับโอ่งดินเก่าๆ เล็กๆ รองน้ำกับขัน 1 ใบ ในตึกมีทั้งหมด 20 ห้อง เสียเงินจอง 1,000 บาท คุณกบได้ที่พักแล้ว 1 เดือน ได้งานทำแล้ววันละ 300 บาท ครบองค์ประกอบการรอดชีวิตแล้ว ตอนนี้คุณกบมีเงินเหลือติดตัวทั้งสิ้นประมาณ 800 บาท ณ วันที่ 1 ของเดือน คุณกบต้องอยู่ให้ได้ถึงสิ้นเดือนกับเงินก้อนนี้ เพื่อเงินเดือนออกจะได้รอด คุณกบเดินไปทำงาน เพราะร้านไม่ไกลมากประมาณ 3 กิโลเมตร บางครั้งโชคดีมีรถเมล์ฟรีผ่าน ก็ไม่ต้องเดิน ตอนเที่ยงคุณกบไม่ได้ทานข้าว ทานแต่น้ำ ตอนเย็นเลิกงาน ซื้อข้าวเปล่า 10 บาท กับปลากระป๋อง รสเผ็ด ราคา 14 บาท รวมแล้ว 24 บาท (เอาขวดเปล่ากดน้ำตู้ 1 บาทไว้ดื่ม) คุณกบซื้อปลากระป๋องแทบทุกวัน เท่ากับว่าคุณกบใช้ชีวิตอยู่ได้ ด้วยเงินวันละ 25 บาทเท่านั้น 30 วัน x 25 บาท คุณกบใช้เงินทั้งหมด 750 บาท แต่มีบางวันที่คุณกบเบื่อ ก็เอาเงิน 25 บาทนั้น ไปซื้อข้าวไข่เจียวกล่องละ 20 บาท กับลูกชิ้น 1 ไม้ 5 บาท หรือหมูปิ้งไม้ละ 5 บาท 3 ไม้ กับข้าวเหนียว 10 บาท คุณกบบอกว่า มันสนุกตรงที่จะทำอย่างไร ให้เงิน 25 บาท ซื้อของทานให้ได้มากที่สุด อิ่มที่สุด คุณกบซื้อปลากระป๋อง ที่ร้านสะดวกซื้อทุกวัน จึงเอาเงินสดเติมเข้าบัตรของร้านสะดวกซื้อนั้น 500 บาท แล้วใช้เงินในบัตรซื้อปลากระป๋อง จนได้แต้มมาส่วนหนึ่ง แล้วเอาแต้มนั้นแลกเป็นของอย่างอื่น เช่น มาม่า ขนมปัง นม ฯลฯ คุณกบไม่มีเงินเติมมือถือ รับสายได้อย่างเดียว แต่ได้ใช้บริการของค่ายมือถือแห่งหนึ่งที่มีโปรโมชั่น บริการยืมเงินค่าโทร.ได้ 30 บาท เพื่อเอาไว้โทร.หาภรรยาและลูกที่บ้านวันเว้นวัน โทร.วันละ 2-3 นาที ก็รีบวาง หรือไม่ก็ให้ภรรยาสมัครโปร 9 บาท โทร.ฟรี สองทุ่มถึงหกโมงเช้า โทร.มาหาแทน ทุกวันศุกร์ตอนเลิกงาน คุณกบจะนั่งรถเมล์ฟรีสาย 21 ไปลงหัวลำโพง และต่อรถไฟฟรีเพื่อกลับไปหาภรรยาและลูกที่จังหวัดลพบุรี ขึ้นรถเที่ยวสามทุ่ม ไปถึงลพบุรีประมาณเที่ยงคืน ขอยืม จักรยานของเจ้าหน้าที่รถไฟไปบ้าน พอตกเย็นวันอาทิตย์ ก็นั่งรถไฟฟรีกลับกรุงเทพฯ มาทำงานตอนเช้าวันจันทร์ต่อ คุณกบทำแบบนี้ทุกสัปดาห์ จนถึงวันที่ 30 ที่เงินเดือนแรกออก คุณกบน้ำหนักลดไป 5 กิโลกรัม เหลือเงินติดตัวสุดท้าย 50 บาทในวันสุดท้ายก่อนเงินเดือนออก เย็นวันนั้นคุณกบเอาเงินนี้ไปซื้อข้าวมันไก่ 30 บาท กับน้ำอัดลม 15 บาท คุณกบจำได้จนถึงวันนี้ว่า เป็นมื้อที่คุณกบมีความสุขที่สุดในโลก เพราะอดทนมาถึงขนาดนี้ได้ ด้วยเงินแค่ 800 บาทอยู่ได้ทั้งเดือน

อาหารกระป๋อง

หลังจากเงินเดือนออก 9,000 บาท คุณกบเอาเงินไปมัดจำห้องคอนโดฯเก่าๆ มีห้องน้ำในตัว เช่าเดือนละ 1,500 บาท จากนั้นคุณกบก็พาภรรยาและลูกมาอยู่ด้วยกัน (ตอนนั้นภรรยาคุณกบกำลังท้องประมาณ 6 เดือน) เหลือเงินจากหักย้ายบ้าน มัดจำคอนโดฯ เหลือประมาณห้าพันบาท ซึ่ง 5,000บาทนี้สำหรับ 3 ชีวิต และ อีก 1 ชีวิตในท้อง คุณกบคิดว่ามันเพียงพอแล้ว ซื้ออาหารทานได้อาทิตย์ละหนึ่งพัน ซึ่งเหลือเฟือสำหรับคุณกบ สุดท้ายคุณกบให้กำลังใจผู้ที่กำลังท้อแท้ และเครียดกับสิ่งไม่ดีที่เข้ามาหาในชีวิตว่า ทุกปัญหามีทางออก เพียงแต่ต้องใช้สติและปัญญาให้รอบคอบ อ่านเรื่องราวของคุณกบแล้ว ใครที่มีเงินในกระเป๋าเหลืออยู่น้อยเต็มทน คงพอจะได้กำลังใจที่จะอดทนฟันฝ่าอุปสรรคของชีวิต ชีวิตมีขึ้นมีลง ถ้าวันนี้ถึงคราวลง ลองดูตัวอย่างของคุณกบ ที่วันนี้คุณกบสามารถขึ้นมาได้จากการใช้ชีวิตทั้งเดือนแค่ 800 บาท

และถ้าในตอนนี้ชีวิตกำลังอยู่ในช่วงที่กำลังมีปัญหาเรื่องการเงิน ลองใช้วิธีต่อไปนี้ดู อาจช่วยให้ความเครียดลดลงได้ คือการอยู่กับความจริง เมื่อใดที่กำลังไม่มีเงินต้องยอมรับว่า ตัวเองไม่มีเงิน ยกตัวอย่างเช่น เงินสดร่อยหรอ แทบจะไม่มีเหลือ แต่ยังอยากช็อปปิ้ง อยากเที่ยว อยากทานของอร่อยๆตามร้านดังในห้างสรรพสินค้า เลยใช้บัตรเครดิตรูดใช้ไป ยิ่งถ้าได้วงเงินบัตรเยอะ ก็สามารถใช้ได้เยอะ ถึงเวลาที่สถาบันการเงินเรียกเก็บเงิน ก็ไม่สามารถจ่ายตามที่เรียกเก็บทั้งหมด จ่ายได้เพียงชำระขั้นต่ำ จึงทำให้มีหนี้สินสะสมเรื่อยไป วิธีต่อมา คือ การจดรายได้และค่าใช้จ่าย เงินทุกบาททำให้มีที่มาที่ไป จะทำให้รู้ตัวตลอดเวลาว่า มีรายได้เพียงเท่านี้ จะมีเงินจ่ายค่าต่างๆ เพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอ ก็สามารถตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกก่อนที่จะควักเงินออกจากกระเป๋า ส่วนวิธีสุดท้าย ลองดูตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จทางด้านการเงิน ว่าพวกเขาเหล่านั้นมีวิธีอย่างไรที่ทำให้พวกเขามีรายได้ถึงขั้นเรียกว่า เศรษฐี (ขอย้ำว่าดูเฉพาะคนที่หารายได้ด้วยวิธีสุจริตและเป็นที่ยอมรับ)

วอร์เรน บัฟเฟตต์

ขอยกตัวอย่างมหาเศรษฐีระดับโลกผู้หนึ่ง ได้แก่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีผู้นี้มีกฎทอง 10 ข้อ ที่แสนจะธรรมดาที่ใครๆก็ทำได้ คือ

1. ต้องทำงานหนัก ส่วนใหญ่แล้วการทำงานหนักจะนำผลกำไรมาให้ ในขณะที่การพูดมากแต่ไม่ทำ ก็ไม่ช่วยทำให้ประสบความสำเร็จได้

2. อย่าขี้เกียจ ถ้าไม่ทำอะไรเลย มัวแต่รอคอยความหวัง เช่น ถ้าอยากรวย มีเงินเยอะๆ ก็เลยเอาแต่เล่นสลากกินรวบ ซื้อสลากกินแบ่ง และก็รอวันออกสลาก อย่างนี้คงรวยยากแน่

3. สร้างรายรับจากหลายแหล่ง ข้อนี้เป็นเคล็ดลับของมหาเศรษฐีหลายคน ไม่ใช่เฉพาะวอร์เรน เพราะการหวังพึ่งรายได้จากแหล่งเดียว ทำให้ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงของภาวะที่ไม่แน่นอน เขาแนะนำให้ทำการลงทุนที่ฉลาดเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม เช่น ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือน ควรมีรายได้ส่วนอื่นจากการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถสร้างรายรับเข้ามาในแต่ละเดือนได้ด้วย

4. ควบคุมรายจ่าย เมื่อไหร่ที่เริ่มจ่ายเงินซื้อสิ่งที่ไม่มีความต้องการจริงๆ แสดงว่ากำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่อาจต้องขายสิ่งที่ต้องการมากที่สุดแทน ดังนั้น คิดและตั้งสติก่อนที่จะจ่ายเงินซื้ออะไรในชีวิตเสมอ

5. ตั้งใจออม วอร์เรนเน้นว่าเราอย่ารอเก็บออมเงินที่เหลือหลังจากที่ได้ใช้จ่ายจนพอใจ แต่เราต้องกันเงินส่วนหนึ่งของรายได้มาเพื่อเก็บสะสมก่อน แล้วจึงนำส่วนที่เหลือไปใช้จ่าย หลายคนมักจะเข้าใจผิด ใช้จ่ายแล้วเหลือจึงนำเข้าแบงก์ ที่จริงต้องนำออกมาออมก่อนจะไปทำอย่างอื่น

6. งดกู้ยืม คนที่กู้หนี้ยืมสินจากคนอื่น มักจะตกเป็นทาสของคนที่ไปกู้ยืม ดังนั้น ต้องยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง พยายามมีชีวิตอยู่ตามอัตภาพเท่าที่เราหามาได้ อย่าไปสร้างหนี้สิน โดยไม่จำเป็น พยายามดำรงชีวิตอยู่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

7. จัดระบบบัญชี วอร์เรนใช้คำคมมาเปรียบเทียบว่า "ไม่มีประโยชน์ที่จะถือร่มกันฝน ตราบใดที่รองเท้าที่คุณสวมใส่นั้นยังมีรูอยู่ เพราะมันทำให้เปียกเหมือนกัน" นั่นคือต้องอย่าทำให้มีจุดรั่วไหลของบัญชี

8. หมั่นตรวจสอบ วอร์เร็นให้ความสำคัญกับการตรวจสอบมาก เพราะว่าค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อย ๆ จะเปรียบเสมือนรูรั่วของเรือ รูรั่วเพียงเล็กๆ แต่นานไปก็สามารถจมเรือใหญ่ทั้งลำได้ ดังนั้นอย่ามองข้ามค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ต้องให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายทุกชนิดเสมอ

9. จัดการความเสี่ยง ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่นักธุรกิจไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ตราบเท่าที่ยังโลดแล่นอยู่ในธุรกิจ เขากล่าวว่าเราไม่ควรจะทดสอบความลึกของแม่น้ำที่จะข้าม ด้วยขาสองข้างพร้อมๆกัน เพราะเราอาจจมน้ำตายได้ ในการจัดการความเสี่ยงเราต้องมีแผนสำรองเสมอ ไม่มีใครสามารถทำนายอนาคตได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องบริหารความเสี่ยงที่กำลังเผชิญอยู่อย่างชาญฉลาดที่สุด

10. บริหารการลงทุน อย่าเอาเงินทั้งหมดไปทุ่มลงทุนในสิ่งเดียวกัน เปรียบเหมือนกับอย่าวางไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าเดียวกัน เพราะถ้าตะกร้าหล่นจะทำให้ไข่แตกหมดทุกใบ ดังนั้นเราต้องกระจายความเสี่ยง เพราะธุรกิจหนึ่งอาจจะอยู่ในช่วงขาลง แต่อีกธุรกิจหนึ่งอาจจะอยู่ในขาขึ้น ทำให้ผลประโยชน์โดยรวมยังอยู่ได้

เรื่องราวที่แบ่งปันทั้งหมดนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวเลยสำหรับทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ทุกคนต่างต้องเผชิญช่วงเวลาทั้งสุขและทุกข์ เรื่องเงินเรื่องทอง เป็นเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่งของทุกคนที่ต้องเลี้ยงชีวิตตัวเองและคนรอบข้าง หวังว่าเรื่องราวที่แบ่งปันในครั้งนี้ ทำให้ผู้อ่านได้แง่คิดดีๆ เพื่อที่จะดำรงชีวิตในโลกใบนี้อย่างมีความสุข กระเป๋าตุงกันทุกคนเลย...