6 สัญญาณเตือน ร่างกายต้องการไขมัน

หน้าต่างสุขภาพ

คนรักสุขภาพส่วนใหญ่ มักยึดกฎเหล็กข้อหนึ่งที่ว่า ต้องเลือกอาหารไขมันต่ำเท่านั้น แต่ไม่ว่ากฎใดๆ ก็ย่อมต้องมีข้อยืดหยุ่นตามสถานการณ์และความจำเป็นที่เกิดขึ้นเสมอ เพราะจริงๆแล้ว ไขมันมีความจำเป็นต่อร่างกายและเป็นมิตรที่ดีต่อสุขภาพเช่นเดียวกับการรับประทานผักและอาหารที่มีประโยชน์อื่นๆ เพราะไขมันช่วยให้ร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างแข็งแรง ช่วยในการพัฒนาสมอง ช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามิน และอื่นๆอีกมากมาย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หลีกเลี่ยงอาหารไขมันจนติดเป็นนิสัย ลองสังเกตตัวเองดูนะคะว่า มีปัญหาต่อไปนี้บ้างหรือเปล่า เพราะมันอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ร่างกายกำลังขาดไขมันมากไปแล้วค่ะ

หิวบ่อย : อาการหิวบ่อยอย่างเช่น เพิ่งหม่ำมื้อเช้าหรือกลางวันไปหยกๆ แป๊บเดียวกลับรู้สึกหิวจนท้องร้องอีกแล้ว

ไขมันในอาหารทำให้รู้สึกอิ่ม ในขณะเดียวกันก็ช่วยควบคุมความรู้สึกเจริญอาหารด้วย ช่วยป้องกันไม่ให้เรากินมากเกินไป การเปลี่ยนแปลงอาหารแม้เพียงเล็กน้อยแต่มีผลมากมาย อย่างเช่น เปลี่ยนจากอาหารไขมันล้วนๆมาเป็นโยเกิร์ตหรือนมไขมันต่ำ...เพิ่มอะโวคาโดกับของขบเคี้ยวประจำวัน หรือเพิ่มชีสลงไปในสลัดมื้อกลางวัน

ขี้หนาวผิดปกติ : เซลล์ไขมันในร่างกายของเรามีหน้าที่ให้ความร้อนและทำให้ร่างกายอบอุ่นคนที่มีไขมันในร่างกายต่ำ และได้รับไขมันจากอาหารไม่เพียงพอในแต่ละวัน มักจะเป็นคนที่ชอบบ่นว่าหนาวอยู่เรื่อยๆ

อยู่ในช่วงรับประทานวิตามินเสริม หรือดูแลสุขภาพกระดูก ตา และหัวใจ : ถ้าคุณรับประทานวิตามินเสริมหรือวิตามินจากอาหาร ที่เป็นวิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค วิตามินเหล่านี้เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ซึ่งหมายความว่า มันจะถูกดูดซึมได้ดีในอาหารที่มีไขมัน ดังนั้น หากอาหารที่คุณรับประทานมีไขมันไม่มากพอ ร่างกายก็อาจจะขาดวิตามินได้ ดังนั้น คนที่ไม่ค่อยจะกินเนื้อสัตว์หรือไม่ชอบกิน ก็สามารถรับประทานถั่วแทนได้โดยเฉพาะอัลมอนด์ ซึ่งมีกรดไขมันโอเมก้า 3 และสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก

รู้สึกเหี่ยวเฉา เฉื่อยชา : หากวันไหนคุณเกิดความรู้สึกเหนื่อยอกเหนื่อยใจ หรือไม่มีสมาธิที่จะทำอะไรได้เหมือนเคย เติมชีวิตชีวาด้วยอาหารประเภทปลา ที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 โดยเฉพาะปลาทะเล แซลมอน ทูน่า กะพงขาว และผักใบเขียว เช่น ผักโขม บร็อคโคลี่ ดอกกะหล่ำ เพราะกรดโอเมก้า 3 จำเป็นต่อการทำงานของสมอง กระบวนการรับรู้และความเฉียบแหลมทางด้านความคิด นอกจากนั้นยังต่อต้านอาการซึมเศร้าและอัลไซเมอร์อีกด้วย

ผิวแห้ง : ถ้าจู่ๆ ผิวของคุณเกิดมีอาการแห้ง เป็นขุย และคัน บางทีสาเหตุอาจจะมาจากอาหารที่ไม่สมดุล การขาดกรดไขมันที่จำเป็น สามารถจะทำให้ผิวมีปัญหาได้ การได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6 จะช่วยลดอาการแพ้แสง และลดสิวที่เกิดจากการอักเสบ

เป็นโรคเบาหวาน : การรับประทานอาหารไขมันสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ จะส่งผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าอาหารไขมันต่ำ โดยผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำแหล่งไขมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น เนื้อไม่ติดมัน น้ำมันมะกอก ถั่วเปลือกแข็ง และควรหลีกเลี่ยงแป้ง ข้าว และน้ำตาลทรายขัดขาว

แฟชั่นทรมานสุขภาพ ( ภาพ 4 5 6 )

เพื่อความสวย ผู้หญิงบางคนยอมทนเจ็บปวดกับการยัดตัวเองลงในกางเกงยีนส์ที่ไซส์เล็กกว่าขนาดตัวหลายเซ็นต์ เพื่ออยากดูผอมเพรียวในสายตาคนอื่น หรือยอมปวดเท้า ปวดน่อง ปวดหลังกับการเกร็งตัวเองอยู่บนรองเท้าส้นสูงปรี๊ด เพื่อลุคสาวสวยเปรี้ยวและเซ็กซี่ ด้วยคิดว่าเป็นธรรมดาที่อยากสวยก็ต้องทน โดยหารู้ไม่ว่า คุณไม่ได้ทรมานแค่ตัวเองเท่านั้น แต่สุขภาพของคุณในระยะยาวก็จะมีปัญหาไปด้วย

รองเท้าส้นสูง : อาจจะทำให้ขาของคุณสาวๆดูเรียวยาวขึ้น แต่รองเท้าส้นสูงมีผลกระทบต่อสมดุลของร่างกายโดยรวม เพราะแทนที่น้ำหนักตัวจะกระจายผ่านเท้าอย่างสมดุลกัน กลับถูกเทลงด้านหน้า ซึ่งอันตรายต่อหัวเข่า สะโพก และหลังส่วนล่าง จากการกดทับของน้ำหนักตัว เช่นเดียวกับรองเท้าที่คับเกินไปก็ทำให้เกิดผลเสียในแบบเดียวกัน แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าการสวมรองเท้าแบนราบ ไม่มีส้นเลยแบบรองเท้าบัลเล่ต์จะเป็นคำตอบที่ดี เพราะรองเท้าแบบนี้ขาดโครงสร้างใดๆที่จะช่วยพยุงน้ำหนักให้สมดุล ทำให้เกิดการลงน้ำหนักมากเกินไป จนอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบของเส้นเอ็น ตึงน่อง และเกิดอาการรองช้ำได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรสวมนานๆ ควรใส่สลับกับแบบอื่นบ้าง

กระเป๋าใบใหญ่ : การหิ้วหรือสะพายกระเป๋าใบใหญ่ๆทุกวันๆจะทำให้เกิดการอักเสบขึ้นได้ เพราะการที่ไหล่ต้องรับน้ำหนักมากๆเพียงข้างเดียวทุกวันๆ ย่อมจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อหลังและโครงสร้างโดยรวมของร่างกาย ส่งผลให้มีปัญหาปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง ทางที่ดี เลือกขนาดกระเป๋าที่ไม่ใหญ่จนเกินไป และเปลี่ยนข้างสะพายบ้างอย่าสะพายข้างใดข้างเดียวนานๆ

กางเกงคับติ้ว : อะไรก็ตามที่บีบรัดอยู่แถวๆบริเวณท้อง ย่อมกระทบถึงอวัยวะภายใน และทำให้กล้ามเนื้อท้องอ่อนแอ ส่งผลให้การควบคุมของกระเพาะปัสสาวะรวมถึงระบบการย่อยอาหาร อ่อนแอ การป้องกันก็คือเลือกขนาดของกางเกงและเข็มขัดที่ไม่คับเกินไป ไม่รัดเกินไป หรือหากชอบแบบนั้นก็ควรใส่เป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น และควรบริหารกล้ามเนื้อท้องให้แข็งแรงอยู่เสมอ

ฮัลโหล...พฤติกรรมเสี่ยงฟ้าผ่า ( ภาพ 7 )

ในช่วงหน้าฝน เรามักจะได้ยินข่าวว่ามีคนเสียชีวิตจากฟ้าผ่าอยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วงที่สภาพอากาศร้อนอบอ้าวและมีความชื้นสูง หากมีพายุฝนฟ้าคะนองจะมีโอกาสเกิดฟ้าผ่าได้ง่าย ดังนั้น ในช่วงฤดูฝนประชาชนจึงมีโอกาสอย่างมากจากการถูกฟ้าผ่า

ข้อมูลการเฝ้าระวังการบาดเจ็บรุนแรงจากการถูกฟ้าผ่า (Lightening - Related injuries) ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ร่วมกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่อยู่ในเครือข่ายการเฝ้าระวังการบาดเจ็บแห่งชาติ 33 แห่ง ของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในรอบ 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2551-2555 มีผู้ถูกฟ้าผ่า 180 ราย เสียชีวิต 46 ราย คิดเป็นอัตราตายร้อยละ 26

หนึ่งในพฤติกรรมเสี่ยงฟ้าผ่า ที่มีคนละเลยกันมากที่สุดก็คือ การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นสิ่งที่เราควรหลีกเลี่ยงที่สุด เพราะอะไร มาดูเหตุผลกันค่ะ...

  • - ทำไมจึงควรงดใช้โทรศัพท์มือถือกลางแจ้งในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง
    • เพราะถึงแม้ว่าโทรศัพท์มือถือจะไม่ใช่สื่อล่อฟ้า แต่ฟ้าผ่าจะเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าเข้ามาในมือถือ อีกทั้งโทรศัพท์มือถือมีส่วนประกอบที่เป็นแผ่นโลหะ สายอากาศและแบตเตอรี่ที่เป็นตัวล่อฟ้า จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่า และยังทำให้แบตเตอรี่ลัดวงจรจนเกิดระเบิด ส่งผลให้ผู้ถูกฟ้าผ่าได้รับบาดเจ็บมากขึ้น
  • - ทำไมจึงควรงดใช้โทรศัพท์บ้านหรือเล่นอินเทอร์เน็ตในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง
    • เพราะฟ้าอาจผ่าลงมาที่เสาสัญญาณหรือเสาอากาศที่อยู่นอกบ้าน และกระแสไฟจากฟ้าผ่าจะวิ่งมาตามสายโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ทำให้โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ รวมทั้งผู้ใช้งานได้รับอันตราย
  • - ทำไมจึงควรถอดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าออกให้หมดในระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง
    • เพราะฟ้าอาจผ่าลงที่เสาไฟฟ้าหรือสายไฟฟ้า ทำให้กระแสไฟฟ้ากระชากเครื่องใช้ไฟฟ้า อาจทำให้เสียได้ และควรดึงเสาอากาศของโทรทัศน์ออก เพราะหากฟ้าผ่าที่เสาอากาศบนหลังคาบ้าน อาจวิ่งเข้าสู่โทรทัศน์ได้

สรุปว่า ฟ้าผ่าถึงตาย แต่ไม่ได้คุยโทรศัพท์ไม่ตายหรอกนะเจ้า...จะเลือกอย่างไหนดีล่ะคะ!!!