ประวัตินักวิทยาศาสตร์สำคัญของโลกมีจำนวนมาก เช่น พี่น้องตระกูลไร้ท์ ผู้ค้นพบการสร้างเครื่องบิน และคนอื่นๆอีกจำนวนมาก ในจำนวนนี้จะต้องรวม เธลิส แห่งมิเลตัส (Thales of Miletus) ผู้ค้นพบวิธีทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตโดยบังเอิญ และ เซอร์ วิลเลี่ยม กิลเบิร์ต นายแพทย์ประจำพระองค์ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ ๑ แห่งสหราชอาณาจักร ได้ศึกษาค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับไฟฟ้าเป็นเวลาถึง ๑๗ ปี และได้ค้นพบแรงดึงดูดของไฟฟ้าสถิต ที่เขาเรียกว่า Electricity (ไฟฟ้า) ซึ่งระยะเวลานั้นตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาของไทย

ผลงานศึกษาทดลองของกิลเบิร์ต ทำให้มีนักวิทยาศาสตร์ในระยะเวลาต่อมาศึกษาค้นคว้าทดลองและพัฒนาเกี่ยวกับไฟฟ้าตลอดมา จนถึง พ.ศ.๒๓๗๔ หรือเมื่อ ๑๘๓ ปีมาแล้ว (นับถึง พ.ศ.๒๕๕๗) ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday) ได้คิดค้นและประดิษฐ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและมอเตอร์ไฟฟ้าขึ้นที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปีเดียวกันนั้น โจเซฟ เฮนรี่ (Joseph Henry) ครูที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก็ศึกษาทดลองได้ผลเช่นเดียวกับ ไมเคิล ฟาราเดย์


กาลเวลาล่วงมาอีก ๔๙ ปี ถึง พ.ศ.๒๔๒๓ โธมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) ชาวอเมริกัน ได้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าขึ้นใช้งานเป็นผลสำเร็จ และต่อมาเอดิสันได้ก่อสร้างสถานีไฟฟ้าเพิร์ล สตรีท และระบบการจำหน่ายไฟฟ้าขึ้นที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ.๒๔๒๕ นับแต่นั้นมาก็มีระบบไฟฟ้าแสงสว่างใช้แผ่ไปในทวีปอเมริกาและยุโรป ระยะเวลานั้นตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของไทย

ในประเทศไทยนั้น เริ่มมีไฟฟ้าตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๒๗ โดยเจ้าหมื่นไวยวรนาถ (เจิม แสงชูโต) ซึ่งต่อมาคือ จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ได้ไปเห็นไฟฟ้าที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๗ ในคราวที่เป็นอุปทูตเดินทางไปกับเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ เพื่อเจรจาความเมือง จึงนำความกลับมากราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน เจ้าหมื่นไวยวรนาถจึงขายที่ดินมรดกของตนและให้ มาโยลา ชาวอิตาลี ครูฝึกทหารเดินทางไปซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ๒ เครื่อง และอุปกรณ์ต่างๆ และเรียนวิชาไฟฟ้ามาด้วย นำเครื่องมาติดตั้งที่หน้ากระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน

คำว่า "ไฟฟ้า" นั้น สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งหมายถึงไฟจากฟ้าและคนไทยเคยเห็นฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่ามาแล้ว นับว่า จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) เมื่อดำรงยศเป็น เจ้าหมื่นไวยวรนาถ เป็นผู้มีคุณูปการแก่คนไทย โดยเป็นผู้เริ่มนำไฟฟ้าเข้ามาใช้ในสยามประเทศ และเริ่มจ่ายไฟฟ้าให้เป็นที่รู้จักเริ่มขึ้นที่พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๔๒๗ อันเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับแต่นั้นมา กิจการใช้ไฟฟ้าก็เป็นที่นิยมแพร่หลายในราชสำนัก และวังของเจ้านาย


เจ้าหมื่นไวยวรนาถ ยังมีความคิดขยายกิจการ วางโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เพื่อจำหน่ายกระแสไฟฟ้าแก่ประชาชนในกรุงเทพฯด้วย แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการ ท่านต้องไปราชการสงครามปราบฮ่อเป็นเวลานาน ทางราชการจึงรับมาดำเนินการต่อ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๗ จนถึง พ.ศ.๒๔๔๐ จึงได้โอนกิจการให้บริษัทฯ และมอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ๒ เครื่องแรกในประเทศไทยให้กรมทหารเรือนำไปใช้ต่อไป
พ.ศ.๒๔๔๐ เลียวนาดี ชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นผู้ร่วมมือกับเจ้าหมื่นไวยวรนาถในการก่อตั้งกิจการไฟฟ้ามาแต่แรกเริ่ม ได้ชักชวนเจ้านายและข้าราชการ จัดตั้งบริษัทบางกอกอิเล็กตริกไลท์ ซินดิเคท (Bangkok Electric  Light Syndicate) ขึ้น มีสัญญาจ่ายไฟฟ้าตามท้องถนนและสถานที่ราชการต่างๆ ดำเนินงานได้ไม่นานก็ต้องเลิกกิจการเพราะขาดทุน จึงโอนกิจการให้บริษัทไฟฟ้าสยาม จำกัด (Siam Electricity Co., Ltd.)

พ.ศ.๒๔๔๔ บริษัทไฟฟ้าสยามฯ ซึ่งดำเนินการโดย เวส เดนโฮลซ์ ชาวเดนมาร์ก ได้รับกิจการมาดำเนินการต่อ ได้ตั้งที่ทำการบริษัทและโรงไฟฟ้าที่ข้างวัดราชบูรณะวรวิหาร หรือวัดเลียบ ซึ่งยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานการไฟฟ้า

บริษัทฯ ดำเนินกิจการมาด้วยดีเจริญก้าวหน้าเป็นลำดับ และได้รับสัมปทานเดินรถรางโดยใช้ไฟฟ้าอีกสายหนึ่งของกรุงเทพฯ ซึ่งเดิมมีรถรางของบริษัทบางกอกเดินอยู่ก่อนแล้ว
โรงไฟฟ้าวัดเลียบในสมัยนั้นใช้พลังงานไอน้ำโดยใช้ไม้ฟืน ถ่าน หิน และแกลบเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าจ่ายให้แก่อาคารบ้านเรือนและท้องถนนหลวง พ.ศ.๒๔๕๑ บริษัทไฟฟ้าสยาม จำกัด ได้รวมกิจการบริษัทรถรางบางกอกเข้าด้วยกัน

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นการขยายเมืองออกไปทางด้านเหนือ และทรงสร้างพระที่นั่งอนัตสมาคมเป็นท้องพระโรง กิจการไฟฟ้าก็ขยายตัวออกไป
ครั้นถึง พ.ศ.๒๔๕๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้สร้างการประปาและโรงไฟฟ้าขึ้นที่สามเสน โรงไฟฟ้าสามเสนจำหน่ายไฟฟ้าตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๗ ใช้ชื่อว่า การไฟฟ้าหลวงสามเสน เป็นรัฐพาณิชย์ในความควบคุมของกระทรวงมหาดไทย ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นกองไฟฟ้าหลวงสามเสน หลังจากนั้นเป็นต้นมา กิจการไฟฟ้าก็เป็นปึกแผ่นมั่นคงในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวง ประชาชนของกรุงเทพฯและธนบุรีมีไฟฟ้าใช้อย่างกว้างขวาง โดยบริษัทไฟฟ้าสยาม จำกัด หรือโรงไฟฟ้าวัดเลียบ จำหน่ายกระแสไฟฟ้าบริเวณตอนใต้ของคลองบางลำพู และกองไฟฟ้าหลวงสามเสนหรือโรงไฟฟ้าสามเสน จำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้บริเวณตอนเหนือของคลองบางลำพู

ส่วนไฟฟ้าในต่างจังหวัดนั้น มีความดำริจะจัดให้มีไฟฟ้าตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๒ เมื่อมีพระบรมราชโองการประกาศใช้ พระราชบัญญัติสุขาภิบาลทั่วพระราชอาณาจักร โดยมุ่งหวังจะให้ประชาชนได้รับประโยชน์สุขทั่วกัน แต่เนื่องจากประชาชนยังไม่ทราบในคุณประโยชน์และความสะดวกสบายที่จะได้รับจากการมีไฟฟ้าใช้ชัดเจน การก่อตั้งกิจการไฟฟ้าจึงไม่สำเร็จโดยรวดเร็ว จนถึง พ.ศ.๒๔๗๐ สุขาภิบาลต่างๆหลายแห่งเริ่มกิจการไฟฟ้าจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ประชาชนในท้องที่ของตน

วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๗๑ รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัย หรือความผาสุกแห่งสาธารณชน (ร.ศ.๑๕๖) โดยระบุว่า กิจการรถไฟ รถราง ขุดคลอง เดินอากาศ ประปา ชลประทานและไฟฟ้า รวม ๗ อย่าง ต้องได้รับอนุญาต ต่อมาจึงมีเอกชนสุขาภิบาลและเทศบาลหลายร้อยแห่ง ขอสัมปทานดำเนินกิจการจ่ายกระแสไฟฟ้า และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัตินี้เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๕

กิจการไฟฟ้าของภูมิภาค เริ่มขึ้นที่นครปฐมเป็นแห่งแรก เริ่มจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเมื่อ ๑๙ มกราคม ๒๔๗๓ ต่อมาแผนกไฟฟ้าได้ก่อตั้งกิจการไฟฟ้าให้แก่สุขาภิบาลต่างๆ เช่น ปราจีนบุรี ภูเก็ต นครนายก ชลบุรี และบ้านโป่ง เป็นต้น พ.ศ.๒๔๗๕ ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลได้ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมใหม่ "แผนกไฟฟ้า" ขยายเป็น "กองไฟฟ้า" สังกัดกรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๗ เป็นต้นมา การสุขาภิบาลก็ได้เปลี่ยนเป็นเทศบาลในคราวนั้นด้วย ซึ่ง "กองไฟฟ้า" ได้บูรณะกิจการไฟฟ้าให้เทศบาลเป็นจำนวนมาก และรับซื้อกิจการไฟฟ้าจากบริษัทและเอกชนโอนกิจการให้เทศบาลหลายแห่ง

วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๒ ในรัชกาลที่ ๘ บริษัทไฟฟ้าสยาม จำกัด เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทไฟฟ้าไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด (Thai Electric Corporation Limited) และได้โอนกิจการเป็นของรัฐเมื่อ ๑ มกราคม ๒๓๙๓ อยู่ในความควบคุมของการไฟฟ้ากรุงเทพฯ (Bangkok Electric Works) ซึ่งเป็นองค์กรสังกัดกรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทย


พ.ศ.๒๔๘๒ เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีความขาดแคลนน้ำมันมาก หาซื้อเครื่องอะไหล่ได้ยาก เครื่องกำเนิดไฟฟ้าของเทศบาลและเมืองต่างๆชำรุดทรุดโทรมลงมาก จนถึง พ.ศ.๒๔๘๘ โรงไฟฟ้าสามเสนถูกเครื่องบินสัมพันธมิตรโจมตีเสียหายหนัก ต้องใช้เวลาซ่อมบูรณะถึง ๔ ปี โรงไฟฟ้าวัดเลียบก็ถูกระเบิดทำลายเช่นกัน แต่สามารถซ่อมแซมได้สำเร็จในเวลา ๒ เดือน


กิจการไฟฟ้าของประเทศในช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประมาณ พ.ศ.๒๔๘๔ เป็นต้นมา ดำเนินไปตามลำดับ เนื่องจากโรงไฟฟ้าหลัก ๒ แห่งถูกระเบิดเสียหายยังซ่อมไม่เสร็จ จึงต้องนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าของเทศบาลเมืองราชบุรีและชลบุรี มาจัดจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ประชาชนในกรุงเทพฯ มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้โดยต้องประหยัดและไม่สมบูรณ์ ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจหลังสงครามโลกก็ทำให้มีปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้า และต้องแก้ปัญหาทางเทคนิคอีกหลายประการ รัฐบาลจึงเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมดำเนินกิจการด้านไฟฟ้าด้วย

พ.ศ.๒๔๙๑ รัฐบาลที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี พยายามแก้ปัญหาเรื่องไฟฟ้า ด้วยความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกา จึงมีการทำแผนและระบบไฟฟ้าในประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาไฟฟ้าในระยะยาว

๑ มกราคม ๒๔๙๓ มีการตั้งการไฟฟ้ากรุงเทพฯ เพื่อรับกิจการของบริษัทไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งสัมปทานสิ้นสุดลงมาดำเนินการการพัฒนากิจการไฟฟ้าดำเนินมาตามลำดับหลายประการ จนถึง พ.ศ.๒๔๙๗ รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาตั้งองค์การพลังงานไฟฟ้าลิกไนต์ เปิดดำเนินการที่เหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และออกพระราชกฤษฎีกาตั้งองค์การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

พ.ศ.๒๔๙๘ รัฐบาลเสนอโครงการยันฮี เพื่อขอกู้เงินธนาคารโลก ๖๖ ล้านเหรียญสหรัฐ จัดทำโครงการเขื่อนยันฮี หรือเขื่อนภูมิพลที่จังหวัดตาก พ.ศ.๒๕๐๐ จัดตั้งการไฟฟ้ายันฮี รับผิดชอบกิจการไฟฟ้าในภาคเหนือต่างจังหวัด สร้างโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ที่นนทบุรี สร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนภูมิพล

พ.ศ.๒๕๐๑ รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติ การไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.๒๕๐๓ รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และในปีต่อๆมาได้ประกาศพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการพัฒนากิจการไฟฟ้าอีกหลายฉบับ รวมทั้งยังได้สัมปทานเอกชนในกิจการไฟฟ้ามากกว่า ๒๐๐ แห่ง


ถึง พ.ศ.๒๕๐๔ ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ ๑ (๒๕๐๔-๒๕๐๙) มีโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ จังหวัดนนทบุรี ขนาดใหญ่ ทำให้ภาวะการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในกรุงเทพฯ-ธนบุรี ยุติลงโดยสิ้นเชิง
ในช่วงเวลานั้น การดำรงชีวิตของประชาชนเกี่ยวข้องกับไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากมีสินค้าอำนวยความสะดวกที่เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าเข้ามาสู่วิถีชีวิต เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ตู้เย็น พัดลม เครื่องปรับอากาศ เตารีดไฟฟ้า ฯลฯ กิจการไฟฟ้าก็ได้รับการพัฒนาก่อสร้างติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ผลิตกระแสไฟฟ้าจ่ายได้ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๖ ถึง พ.ศ.๒๕๐๗ โรงผลิตไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกที่เขื่อนภูมิพลดำเนินการแล้วเสร็จ สามารถติดตั้งหน่วยผลิตไฟฟ้าได้ถึง ๘ เครื่อง นับว่าการพัฒนากิจการไฟฟ้าดำเนินไปอย่างได้ผลตามลำดับกาลเวลา
พ.ศ.๒๕๑๒ รัฐบาลจัดตั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) โดยรวมกิจการของการไฟฟ้ายันฮี การลิกไนต์ และการไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือเข้าด้วยกัน มีหน้าที่สำคัญ ๓ ประการ คือ
๑. ผลิต จัดให้ได้มา จัดส่งหรือจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ให้แก่
๑.๑ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือการไฟฟ้าอื่นๆ
๑.๒ ผู้ใช้พลังงานไฟฟ้าตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา
๑.๓ ประเทศข้างเคียง
๒. ดำเนินงานต่างๆเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า จัดหาแหล่งพลังงานจากธรรมชาติ เช่น น้ำ ลม ความร้อนใต้พิภพ แสงแดด แร่ธาตุ หรือเชื้อเพลิงอื่นๆ เช่น น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซ หรือพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อผลิตไฟฟ้าและ
งานอื่นๆที่ส่งเสริมกิจการของ กฟผ.
๓. ผลิตและขายลิกไนต์หรือวัตถุเคมีจากลิกไนต์หรือร่วมทุนกับบุคคลอื่นเพื่อดำเนินการดังกล่าว
นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีอำนาจดำเนินการอื่นๆอันเกี่ยวเนื่องกับ ๓ ประการข้างต้นเป็นจำนวนมาก เพื่อให้การดำเนินกิจการไฟฟ้าบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย

การพัฒนากิจการไฟฟ้าของไทยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตามลำดับการเวลา และความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ จึงมีการก่อสร้างเขื่อนหลายเขื่อนเพื่อใช้พลังงานน้ำผลิตกระแสไฟฟ้า รวมทั้งการสำรวจทรัพยากรพลังงาน แม้ว่าจะมีอุปสรรคปัญหา แต่ก็มีการแก้ไขมาตามลำดับเช่นกัน และในปัจจุบันประเทศไทยยังต้องส่งพลังงานไฟฟ้าให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านคือ ลาว ด้วย
อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งคือ ค่าใช้จ่ายพลังงานที่นำมาผลิตไฟฟ้า เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหินลิกไนต์ มีราคาสูงขึ้นตามกาลเวลา และนับวันแต่จะหมดไป แม้จะใช้ "น้ำ" เป็นทรัพยากรในการผลิต ซึ่งไม่ต้องซื้อหาก็ตาม แต่ก็ยังมีความจำเป็นในการใช้พลังงานอื่นร่วมด้วย

สืบเนื่องจากการแก้ปัญหาและการพัฒนาการผลิตไฟฟ้านี้ เมื่อเทคโนโลยีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้น ประเทศไทยได้มีความดำริที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เช่น ประเทศอื่นๆดำเนินการแล้วจำนวนมากตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๙ แต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็มีปัญหาที่อาจเกิดอันตรายร้ายแรงดังเคยปรากฏข่าวในหลายประเทศ เช่น รัสเซีย ญี่ปุ่น ดังนั้น แม้จะมีการศึกษาสำรวจและจัดทำโครงการเสนอเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๐ แต่โครงการก็ถูกต่อต้านจนระงับไป ถึง พ.ศ.๒๕๓๒ กฟผ. ได้รื้อฟื้นโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นศึกษาและวิเคราะห์ ในระยะนี้แม้ว่าทั่วโลกจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วมากกว่า ๕๐๐ โรงก็ตาม แต่ก็ยังถูกต่อต้านเช่นเดิม โดยเฉพาะเมื่อไม่นานมานี้ ประเทศญี่ปุ่นประสบปัญหาอุบัติภัยสึนามิ ทำลายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่นก็ยิ่งเพิ่มทัศนคติต่อต้าน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศไทยอยู่เช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่รับผิดชอบการผลิตไฟฟ้าเพื่อประชาชนก็คงต้องศึกษาหาทางพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสนองความต้องการของประเทศอย่างพอเพียงตลอดไป

(ข้อมูล : เก็บความจากประวัติกิจการไฟฟ้า ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ๒๕๓๓)