ดุลแห่งเพศแม่

คิดเห็นประเด็นข่าว

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตจากเฮอริเคนระหว่าง ค.ศ.1950-2012 ผลการศึกษาพบว่า เฮอริเคน 1 ลูก ที่มีชื่อค่อนไปทางผู้ชายคร่าชีวิตคน 15 ราย แต่ตรงกันข้าม เฮอริเคน ที่มีชื่อค่อนไปทางผู้หญิงทำคนเสียชีวิตถึง 42 ราย หรือสรุปง่ายๆ การเปลี่ยนชื่อ เฮอริเคน จากชาร์ลี เป็นอีโลอีส อาจทำให้ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้ใช้ข้อมูลจากเหตุพายุเฮอริเคนแคเทอลีน ถล่มอเมริกา ในปี 2005 และเฮอริเคน ออเครย์ ปี 1957 เนื่องจากพายุทั้งสองถูกคร่าชีวิตประชาชนจำนวนมากและอาจทำให้ข้อมูลบิดเบือนได้

ข้อมูลใหม่ที่เกิดขึ้นจากงานวิจัย ซึ่ง ชารอน ชาวิตต์ ผู้ร่วมคณะกลับระบุว่าการตัดสินความรุนแรงของพายุดูเหมือนคนจะใช้ความเชื่อของตนเองเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ชายและผู้หญิงซึ่งทำให้เกิดการตั้งชื่อพายุเป็นผู้หญิง โดยเฉพาะชื่อที่เป็นผู้หญิงมากๆ เช่น เบลลา ซินดี้ เนื่องจากทำให้ดูอ่อนลงและรุนแรงน้อยลง นอกจากนี้นักวิจัยชุดนี้ยังค้นพบด้วยว่า หากลองให้ผู้คนจินตนาการความรุนแรงของพายุเฮอริเคนชื่อ อเล็กซานดร้า/ตริสตินา หรือวิคตอเรีย พวกเขาเชื่อว่ามีความเสี่ยงและความรุนแรงน้อยกว่าพายุที่ชื่อ อเล็กซานเดอร์ คริสโตเฟอร์ หรือ วิคเตอร์

การค้นพบดังกล่าวถือเป็นงานศึกษาครั้งยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลงความเข้าใจเดิมที่ก่อให้เกิดความอคติต่อเพศแม่เนื่องจากก่อนหน้านี้ปลายทศวรรษที่ 70 การตัดสินใจเปลี่ยนชื่อพายุเป็นผู้ชายและผู้หญิง ส่วนมากพายุเฮอริเคนจะเป็นชื่อผู้หญิงเท่านั้น เนื่องจากเป็นหลักปฏิบัติบนความเชื่อว่า พายุเหมือนผู้หญิงและไม่สามารถคาดเดาได้

คณะนักวิจัยแสดงความหวังว่า ผลการศึกษาจะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นถึงคุณค่าการพิจารณาระบบใหม่สำหรับการตั้งชื่อพายุเฮอริเคนเพื่อลดอคติการประเมินความเสี่ยง และนำไปสู่การเตรียมรับมือที่เหมาะสม โดยสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐฯ หรือเอ็นเอเอส ได้รวบรวมข้อมูลพายุในเขตแอตแลนติกของสหรัฐฯ นานกว่า 6 ทศวรรษ

นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่นเขียนเว็บบล็อคส่วนตัวหวังหาเสียงจากผู้หญิง แต่ผลที่ได้ตามมาอาจตรงข้าม เมื่อเขาได้โพสต์คำว่า Shine ซึ่งในภาษาอังกฤษหมายถึง ทำได้ดีเยี่ยม เก่งหรือฉลาด สดใสแวววาว ซึ่งเป็นไปตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีผู้นี้อยากจะสื่อสารถึงผู้หญิงญี่ปุ่นให้เก่งหรือฉลาดในที่ทำงานด้วย ไม่ใช่แค่ที่บ้าน แล้วประเทศจะเจริญรุ่งเรือง แต่คำว่า Shine ในภาษาญี่ปุ่น มีความหมายว่าไปตายซะ (มาจากคำกริยา Shinu หมายถึงตาย) ซึ่งหากตีความตามนี้ ก็จะทำให้ข้อความของท่านนายกรัฐมนตรีเป็นไปในทางลบมากกว่าบวก

ขณะที่มหาเศรษฐีใหญ่ของโลกอย่าง บิลล์ เกตส์ ได้มอบทุนให้กับมหาวิทยาลัยคอลลองกองแห่งออสเตรเลีย เพื่อคิดค้นถุงยางอนามัยขึ้นมาใหม่ด้วยไฮโดรเจลแทนยางลาเท็กซ์ซึ่งจะให้ความรู้สึกและมองเห็นเป็นธรรมชาติเนื่องจากไฮโดรเจลเป็นสารที่ประกอบด้วยน้ำมันประสานข่ายของโพลีเมอร์ให้ยึดติดเข้าด้วยกัน ให้ความนุ่มนวลกว่ายางลาเท็กซ์ที่ยืดหดและมีความลื่นไหลมากกว่า ทำให้ได้ถุงยางอนามัยที่เหนียว ปลอดภัยให้ความรู้สึกแบบธรรมชาติที่น่าพอใจยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ชายเต็มใจใช้มากกว่าด้วยความจำเป็น ทั้งนี้จากสถิติในปัจจุบันมีผู้ใช้ถุงยางอนามัยทั่วโลกมากถึง 750 ล้านคน แต่ยังมีเสียงบ่นอย่างหนาหูว่าเป็นการใช้เพราะฝืนใจเพื่อความปลอดภัย อย่างได้ก็ตามจำนวนผู้ติดเชื้อเอดส์ยังสูงถึง 33 ล้านคน และในช่วง 20 ปีมานี้ มีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

ด้าน ฮิลลารี่ คลินตัน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตสตรีหมายเลข 1ของสหรัฐอเมริกา เพิ่งออกมาเปิดใจถึงอนาคตทางการเมืองของเธอว่า กำลังอยู่ในช่วงของการตัดสินใจที่จะเป็นผู้หญิงคนแรกที่ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะอยากเห็นผู้หญิงขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ในสหรัฐอเมริกาเข้าสักวัน เธอยืนยันว่า มีความจำเป็นที่จะต้องทำลายเพดานแก้วที่อยู่สูงที่สุด และแข็งที่สุดในวงการเมืองอเมริกัน การมีประธานาธิบดีผู้หญิงเป็นสุดยอดปรารถนาที่เธออยากให้เกิดขึ้น แต่ก็ต้องตัดสินใจโดยไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนว่าอะไรที่เหมาะกับตัวเอง ดังนั้น เธอจะขอเวลาอีกประมาณ2เดือนในการตัดสินใจ เพราะตอนนี้กำลังมีความสุขกับการที่จะได้เป็นคุณยายภายในปีนี้หลังจากที่เชลซีลูกสาวโทนสุดที่รักตั้งครรภ์ ฮิลลารี่ยังเปิดเผยถึงความสุขจากการได้พักงานการเมืองหลังจากมีชีวิตอยู่ท่ามกลางสายตาสาธารณชนมาถึง20ปีว่า เธอและสามี อดีตผู้นำสหรัฐฯ ชอบนั่งดูซีรี่ส์การเมืองเรื่อง เฮ้าส์ ออฟ คาร์ด และเธอยังมีเวลาที่จะเล่นโยคะ และแอโรบิคในน้ำอีกด้วย ส่วนสามีของเธอ บิล คลินตัน ก็มีสุขภาพดีและยังมีพลังอย่างเหลือเฟือ อดีตที่เคยเกิดเป็นข่าวอื้อฉาวที่ โมนิกา ลูวินสกี้ นำมาตีแผ่อีกครั้ง ไม่ได้ทำให้เธอเสียเวลาอ่าน และทิ้งท้ายว่า เราทุกคนจำเป็นต้องมองไปข้างหน้า

ในการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง บทบาทสตรีไทยกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจัดโดยสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และสำนักงานกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จเป็นประธานเปิดงานและมีพระดำรัสว่า ทุกวันนี้สตรีไทยไม่ได้มีหน้าที่แม่ของลูกหรือแม่บ้านเพียงอย่างเดียว หากยังมีศักยภาพในการทำงานเลี้ยงครอบครัว ช่วยเหลือสังคมและพัฒนาชาติบ้านเมืองด้วย การที่สภาสตรีแห่งชาติฯ ตระหนักถึงบทบาทและศักยภาพของสตรีไทยด้วยการจัดสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้จึงนับเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะความรู้เชิงวิทยาการ บรรยาย และสัมมนาจะช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในสิทธิหน้าที่ และการพัฒนาตนเองของสตรีไทยทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าร่วมประชาคมอาเซียน

เวทีเดียวกันนี้ ดร.มีชัย วีระไวทยะ ได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ The Women s Educational Revolution เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาจากการเป็นโรงเรียนเพื่อให้นักเรียนมาเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อชีวิตสำหรับทุกคนทั้งนักเรียนและครอบครัว รวมทั้งชุมชนและบทบาทสตรีที่เราควรจะช่วยกันผลักดันคือสตรีรุ่นใหม่ให้มีความเป็นผู้นำเป็นนักเคลื่อนไหวและเป็นผู้จุดประกายสิ่งต่างๆในสังคม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะส่งผลให้สังคมได้ก้าวจากยุคปัจจุบันไปสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืน

รายงานที่จัดทำโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การสนับสนุนขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟประเทศไทยระบุว่า เด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่มีผลกระทบมากกว่าเด็กที่อยู่กับพ่อแม่ ตั้งแต่พัฒนาการที่ล่าช้าและใช้ความรุนแรงมากกว่า โดยสังคมไทยอาจมองว่า การฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายายแล้วตนเองย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่อื่นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย ยูนิเซฟให้ภาพรวมว่า เด็กไทย 3 ล้านคนหรือร้อยละ21 ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ มีจำนวนสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์เป็นครอบครัวจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสูงกว่าในเวียดนามที่มีเพียง 4.4 เปอร์เซ็นต์ และไนจีเรีย 6.5 เปอร์เซ็นต์ แม้แต่อิรักซึ่งเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งสูงยังมีตัวเลขเพียงร้อยละ 1.1 ซึ่งในทางสากล สถิติที่ลูกไม่ได้อยู่กับพ่อแม่สูงขนาดนี้จะอยู่ในประเทศที่มีภาวะสงครามหรือภัยพิบัติร้ายแรงเท่านั้น สำหรับสภาพครอบครัวในลักษณะนี้ในทางวิชาการเรียกว่า ครอบครัวแหว่งกลาง ผลการสำรวจพบความจริงที่น่าตกใจว่า นอกจากเด็กจะไม่รู้สึกผูกพันกับพ่อแม่เหมือนพ่อแม่ลูกที่อยู่กันทั่วไปแล้ว พัฒนาการทางร่างกายและสติปัญญาก็สู้เด็กที่อยู่กับพ่อแม่ไม่ได้ ซ้ำร้ายเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่มักจะก้าวร้าว ชอบเล่นแรงและเป็นหัวโจกของกลุ่ม

สอดคล้องกับการศึกษาของ ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ เกี่ยวกับแนวโน้มความรุนแรงในสถานศึกษาของประเทศต่างๆทั้งสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย รัสเซีย อังกฤษ และญี่ปุ่นว่ากำลังทวีความรุนแรงและไม่ได้จำกัดเฉพาะความรุนแรงทางกาย ยังรวมถึงการทำร้ายจิตใจผ่านสื่อไซเบอร์ และความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากครู ส่วนไทยมีสถิติพบเด็กประมาณร้อยละ30หรือประมาณ 2-3 ล้านคนต้องตกอยู่ภายใต้วังวนความรุนแรงในสถานศึกษา และมีแนวโน้มกำลังคืบคลานสู่เด็กประถม โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สังคมพึงระวัง ได้แก่ เด็กที่เป็นโรคความรักตีบตัน เพราะขาดความรักเอาใจใส่จากครอบครัว เด็กที่ได้รับการตามใจจากการที่พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ เด็กที่เป็นโรคศักดิ์ศรีบกพร่อง ได้แก่ เด็กที่ไม่ได้รับการยอมรับจากโรงเรียน และการศึกษาที่เน้นผลสัมฤทธิ์เชิงปริมาณ และเด็กที่เป็นโรคสำลักเสรีภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มห่างจากพ่อแม่และเข้าหากลุ่มเพื่อน อยากทำสิ่งที่ท้าทายแม้เป็นสิ่งผิด

ทุกวันนี้ดุลแห่งความเป็นเพศแม่ที่สูญเสียไป....กำลังส่งผลต่อสังคมอย่างโหดร้าย จึงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลยแต่อย่างใด ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับประเทศไทยยามนี้ที่มีปลัดกระทรวงหญิงถึง 4 คน คือ ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ มิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม และ เมธินี เทพมณี ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นับเป็นปรากฏการณ์แปลกใหม่ไปอีกรูปแบบ