511ปี วัดพระเมรุราชิการาม

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ศรัทธาสัญจรฉบับรับหน้าฝนนี้ เราสองคนขอพาคุณผู้อ่านไปชมความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาที่ผ่านการศึกสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2มาได้โดยไม่ถูกทำลาย ถือเป็นวัดเดียวที่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะพม่าใช้วัดนี้เป็นฐานที่ตั้งบัญชาการรบในไทย นั่นคือ "วัดหน้าพระเมรุ" หรือ "วัดพระเมรุราชิการาม" ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำลพบุรี ริมคลองสระบัว ด้านทิศเหนือของพระราชวังโบราณ

ประวัติการก่อสร้างกล่าวไว้ว่า พระองค์อินทร์ในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 รัชกาลที่ 10แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้าง "วัดพระเมรุราชิการาม" เมื่อจุลศักราช 864 (พ.ศ.2046) ถ้านับถึง พ.ศ.2557 วัดนี้ก็มีอายุถึง511ปีแล้วละค่ะ ลองคิดกันเล่นๆว่าถ้าอายุขัยคนเรามีแค่ 90 ปี ก็เท่ากับว่าเราเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วประมาณ5-6รอบ ในขณะที่วัดนี้ก็ยังคงอยู่ยืนยาวเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สร้างวัดเสร็จแล้วพระองค์อินทร์ประทานนามว่า "วัดพระเมรุราชิการราม" แต่ประชาชนส่วนมากนิยมเรียกว่า "วัดหน้าพระเมรุ" จึงเป็นนามของวัดที่ใช้มาจนทุกวันนี้

ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา กล่าวถึงเหตุการณ์คราวทำสัญญาสงบศึกระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กับ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง เมื่อ พ.ศ.2092 คราวสงครามช้างเผือกว่า...มีการปลูกพลับพลาเป็นที่ประทับ ด้านหน้าวัดพระเมรุกับวัดหัสดาวาส (ปัจจุบันวัดหัสดาวาสเหลือเพียงซากเจดีย์) อีกตอนหนึ่งเมื่อคราวสมเด็จพระเจ้าอะลองพญามาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อเดือน 6 ขึ้น 1 ค่ำ พ.ศ 2303 พม่านำปืนใหญ่มาตั้งที่วัดพระเมรุราชิการาม กับวัดหัสดาวาส พระเจ้าอะลองพญาทรงบัญชาการและทรงจุดปืนใหญ่เอง ปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่ในวัดพระเมรุราชิการามแตกต้องพระองค์ บาดเจ็บสาหัส ประชวรหนักในวันนั้น พอรุ่งขึ้น 2 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ.2303 พม่าเลิกทัพกลับไปทางเหนือหวังออกทางด่านแม่ละเมาะ แต่ยังไม่พ้นแดนเมืองตาก พระเจ้าอะลองพญาก็สิ้นพระชนม์ระหว่างทาง

วัดนี้ได้รับการบูรณะใหม่ในสมัยพระเจ้าบรมโกศ และในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) สถาปัตยกรรมต่างๆที่เห็นอยู่จึงปะปนกันจนมาถึงศิลปะสมัยปัจจุบัน ความโดดเด่นของเสนาสนะ คือ พระอุโบสถใหญ่ขนาด9ห้อง ยาวประมาณ 50 เมตร กว้างประมาณ 16เมตร มีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หน้าพระอุโบสถสู่ทิศใต้ หลังพระอุโบสถสู่ทิศเหนือ พระอุโบสถมีส่วนยาวและกว้างมาก มีอากาศถ่ายเท ไม่อับ ไม่มีหน้าต่างอย่างพระอุโบสถอื่น สันนิษฐานว่าผู้สร้างคงสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ส่วนที่งดงามที่สุด คือ หน้าบันเป็นไม้สักแกะสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหยียบเศียรนาค และมีรูปราหูสองข้างติดกับเศียรนาค ล้อมรอบด้วยหมู่เทพนม (เทพชุมนุม) จำนวน 26 องค์ มีบังฐานและกระจัง ลงรักปิดทอง ติดกระจกสี เช่นเดียวกับด้านหน้า คติดังกล่าวเป็นที่นิยมในสมัยโบราณที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ คือ เป็นพระนารายณ์อวตาร ดังนั้น หน้าบันของโบสถ์ วิหาร หรือปราสาทราชวังที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างหรือทรงบูรณะ ก็มักจะทำรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเป็นสำคัญ อันมีความหมายว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดหลวง ประตูเข้าด้านหน้าอุโบสถมีถึง 3 บาน ช่องกลางซึ่งด้านบนประดับเป็นยอดปราสาทมีขนาดใหญ่ตามคติที่ว่าเป็นประตูสำหรับบุคคลสำคัญเท่านั้น ต่อมาได้รับการดัดแปลงให้กลายเป็นซุ้มหน้าต่างแทนประตู

เมื่อก้าวเข้าไปในพระอุโบสถ ความงดงามอลังการของเสาแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่ 8 คู่ หัวเสาเป็นยอดดอกบัวตูมรับเครื่องหลังคาขนาดมหึมา ทั้งตัวคานไม้และขื่อประดับประดาด้วยลายแกะไม้ที่งดงาม เช่นเดียวกับดาวเพดานที่แกะได้งดงามวิจิตรตระการตาสื่อความหมายของดวงดาวอันดารดาษอยู่ในท้องฟ้า พระประธานนาม "พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ" ปางมารวิชัยทรงเครื่องพระมหากษัตราธิราช สมัยกรุงศรีอยุธยา หน้าตักกว้างประมาณ 4.40 เมตร สูงประมาณ 6.00 เมตร หล่อด้วยทองสำริด ภายนอกฉาบด้วยปูนลงรักปิดทอง เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่ององค์ใหญ่ที่มีพุทธลักษณะสวยงาม พระพุทธรูปทรงเครื่องอาจหมายถึง พระศรีอาริยเมตไตรย ผู้ซึ่งจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 ที่จะเสด็จมาสั่งสอน และนำสังคมอันอุดมสมบูรณ์สงบสุขในอนาคต ปัจจุบันพระองค์ยังเป็นเทพบุตรอยู่ในสรวงสวรรค์จึงทรงเครื่องเช่นเทวดาทั้งหลาย หรืออาจอธิบายว่าเป็นเรื่องของพุทธประวัติ คือ ตอนที่พระพุทธเจ้าทรมานพญามารชมพูบดี ด้วยพญามารอวดตนมั่งคั่งร่ำรวย แต่งกายสวยงาม พระพุทธเจ้าจึงเนรมิตพระองค์ให้มีความงามกว่าพญามาร ดังนั้น พญามารจึงยอมรับพระพุทธเจ้า เป็นการปราบมารในรูปแบบหนึ่งนั่นเอง เราก้มลงกราบพระประธานด้วยความปีติ นั่งมองพระพักตร์ที่หลุบสายพระเนตรทอดลงต่ำด้วยความรู้สึกตื้นตันอัศจรรย์ใจ ท่านเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง และคุ้มครองบ้านเมือง ทำให้ข้าศึกเกิดความเกรงกลัวไม่ทำลายวัดนี้ได้ มองไปรอบๆ พบว่าการบูรณะส่วนอื่นๆของตัวพระอุโบสถได้รักษาส่วนและรูปทรงของเดิมไว้ทุกส่วนคงมีแต่ลายที่เสา และลายเขียนที่ฝาผนังจากเดิมมีภาพเขียนด้วยสีโบราณเป็นรูปภิกษุณี ต่อมาถูกฉาบทาด้วยปูนเรียบขาวดังที่เห็นในปัจจุบัน

เราเดินต่อไปยังด้านหลังพระอุโบสถ พบ "วิหารขาว" ซึ่งเป็นพระวิหารหลังเดิมแต่ครั้งโบราณ พระประธานในวิหารขาวเป็นพระพุทธรูปปั้นด้วยปูนชำรุดทั้งองค์ เศียรหัก ฝาผนังวิหารชำรุดหักพังเหลือแต่ซาก เมื่อสมัยพระครูครุพุทธวิหารโศภน (เลี้ยง) เป็นเจ้าอาวาส ได้ทำการบูรณะโดยวิธีเก็บอิฐที่หักพังมาก่อหุ้มพระประธานที่ชำรุดไว้ภายในเป็นพระพุทธรูปปางพุทธลีลาไว้ด้านหน้าตรงพระอุระ นำพระพุทธรูปศิลา ปางมารวิชัยที่ชำรุดมาบูรณะขึ้นใหม่ ประดิษฐานไว้ด้านหลังตรงพระปฤษฎางค์ ของพระประธานองค์เดิมที่ก่อหุ้มไว้ และสร้างห้องสำหรับบำเพ็ญกัมมัฏฐานโดยการก่ออิฐถือปูนขึ้นใหม่จำนวน 3 ห้อง

พระวิหารสรรเพชญ์ ที่ถูกเรียกชื่ออีกมากมายหลายชื่อ เช่น พระวิหารคันธารราฐ เพราะเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปพระนามว่า "คันธารราฐ" บ้างก็เรียกกันว่า "วิหารเขียน" เพราะมีลายเขียนในพระวิหาร บ้างเรียกว่า "วิหารน้อย" เพราะมีขนาดเล็ก ยาวประมาณ 16 เมตร กว้างประมาณ 6 เมตร มีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระอุโบสถ พระยาไชยวิชิต (เผือก) สร้างใน พ.ศ.2381 โดยอัญเชิญพระพุทธรูปศิลา (ศิลาเขียว) ประทับนั่งห้อยพระบาท พระนามว่า "พระคันธารราฐ" ย้ายมาจากวัดมหาธาตุในเกาะเมือง ข้างวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นวัดร้างในยุคนั้น มาประดิษฐานในวิหารน้อยพร้อมจารึกไว้ในศิลาติดตั้งไว้ที่ ฝาผนังเมื่อ พ.ศ.ที่สร้างว่า "พระคันธารราฐ" นี้ พระอุบาลีซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดธรรมาราม นำมาจากประเทศลังกา ในคราวที่ท่านเป็นสมณทูต พร้อมด้วย พระสงฆ์สยามวงศ์ นำพระพุทธศาสนาไปประดิษฐานในประเทศลังกา นักโบราณคดีมีความเห็นว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี สร้างระหว่าง พ.ศ.1000-1200 และสันนิษฐานว่าก่อนที่จะนำมาไว้ที่วัดมหาธาตุในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมอยู่ที่วัดพระเมรุราชิการาม จังหวัดนครปฐม เนื่องจากทางราชการขุดพบเรือนแก้วที่ชำรุด สันนิษฐานว่าเป็นเรือนแก้วของ "พระคันธารราฐ"

ด้วยพุทธลักษณะเด่นคือ 1. พระรัศมีรอบพระเศียร ซึ่งมีเปลวฉายออกมาโดยรอบนั้น ชี้ให้เห็นอิทธิพลของจีน 2. ชายจีวรถูกถลกสูง เผยให้เห็นถึงพระชานุซ้ายของพระพุทธเจ้า ดูแปลกไปจากพระพุทธรูปที่พบทั่วไปในประเทศไทย เช่นเดียวกับที่นิยมทำพระศรีอาริยเมตไตรยในประเทศจีน สมัยราชวงศ์ถัง 3. พระหัตถ์ทั้งคู่วางราบอยู่บนเข่าทั้งสอง ซึ่งแปลกไปจากปางต่างๆในประเทศไทย จึงกล่าวยกย่อง "พระคันธารราฐ" ว่าเป็นพระพุทธรูปศิลาประทับนั่งห้อยพระบาทที่ใหญ่ และสมบูรณ์ที่สุดหนึ่งในหกองค์ ที่มีอยู่ในประเทศไทย

ความงดงามของลวดลายปูนปั้นปิดทองในวิหารน้อยทั้งที่ประตูและหน้าต่างเป็นลายพรรณพฤกษาฝรั่งปนจีนตามที่นิยมกันในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งลวดลายแจกันดอกไม้ และโต๊ะหมู่บูชาแบบจีนขนาดเล็ก เป็นที่น่าเสียดายว่าจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งงดงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ถูกทำลายลงไปโดยกาลเวลา น้ำฝน และความไม่ระมัดระวังของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ภาพที่เลอะเลือนดังกล่าวยังมองเห็นเป็นภาพของการเดินทาง การตั้งร้านขายของที่งดงามแปลกตา นับว่าเป็นภาพจิตรกรรมที่หาดูได้ยากยิ่ง

มณฑปนาคปรก ตั้งอยู่หน้าพระวิหารน้อย พระยาไชยวิชิต (เผือก) สร้างใน พ.ศ.2381ที่สร้างพระวิหารน้อย อัญเชิญพระพุทธรูปศิลานาคปรกจากวัดมหาธาตุ กับพระคันธารราฐ ประดิษฐานในมณฑปนาคปรก ต่อมาวัดหน้าพระเมรุว่างจากเจ้าอาวาส มีพระสงฆ์อยู่เฝ้ารักษาวัดเพียงรูปเดียว กรมศิลปากรจึงนำพระพุทธรูปศิลานาคปรกในมณฑปนี้ไปเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงเทพฯ พร้อมกับได้นำพระพุทธรูปอุ้มบาตรที่ประดิษฐาน ณ บุษบกบัญชรหน้าพระอุโบสถ พระพุทธรูปศิลานาคปรกหน้าพระวิหารสรรเพชญ์ จำนวน 2 องค์ พระพุทธรูปศิลายืนที่หลังพระวิหารน้อย 1 องค์ รอยพระพุทธบาทหล่อด้วยโลหะที่มณฑปพระบาท ตั้งอยู่หน้าพระวิหารน้อย ไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา

ด้านหลังพระอุโบสถเจดีย์ราย 3 องค์ มีรากไทรแผ่คลุมยอดเจดีย์และเศียรพระพุทธรูป คุ้นตาผู้ที่เคยเห็นภาพวาดกรุงศรีอยุธยาในหนังสือของ อังรี มูโอต์ นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ยามพระอาทิตย์รอนๆอ่อนแสง บริเวณใต้ต้นไทรนี้ร่มรื่นน่าพักกายพักใจมากค่ะ...วัดหน้าพระเมรุ เปิดเวลา 08.30-17.30 น. สำหรับชาวต่างชาติ มีค่าเข้าชม 20 บาทนะคะ