ณัฐวุฒิ เอี่ยมสกุลรัตน์

ผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ ที่อายุน้อยที่สุดในแวดวงโรงแรมไทย
นัดพบ

มีคนไทยเพียงไม่กี่คนที่จะประสบความสำเร็จทางด้านงานโรงแรม และ คุณวูดดี้- ณัฐวุฒิ เอี่ยมสกุลรัตน์ ผู้จัดการบริหารงานควบคุมคุณภาพและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ กรุงเทพฯ สีลม ก็คือหนึ่งในนั้น "มีคนบอกผมว่า ผมโตเร็วมากเกี่ยวกับงานทางด้านนี้" เมื่อเทียบกับอายุซึ่งผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างมาก เพราะผมเลือกที่จะทำงานทางด้านนี้ ไม่เพียงเรื่องความมั่นคงในบั้นปลายของชีวิต แต่ผมบอกได้เลยว่ารักที่จะทำงานโรงแรม เพื่อเป็นจุดเล็กๆที่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนยกระดับมาตรฐานโรงแรมไทยสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม MICE

คุณณัฐวุฒิ เอี่ยมสกุลรัตน์ เรียนจบปริญญาตรี สาขาการจัดการโรงแรม จากวิทยาลัยดุสิตธานี และสำเร็จปริญญาโทด้านการจัดการโรงแรมและท่องเที่ยว จากมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยแปร์ปิยองค์ และสถาบันวาแตล สาธารณรัฐฝรั่งเศส มีประสบการณ์ทำงานในแวดวงโรงแรมมานานกว่า 15 ปี ปัจจุบันทำงานที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ กรุงเทพฯ สีลม ตำแหน่งผู้จัดการบริหารงานควบคุมคุณภาพและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มากกว่า 7 ปี ก่อนหน้านี้ได้ทำงานคลุกคลีในแวดวงของฝ่ายบริหารงานทรัพยากรบุคคล ฝึกอบรม และประสานงานราชการเกือบ 5 ปี ก่อนไปทำงาน และศึกษาต่อที่สาธารณรัฐฝรั่งเศส ช่วงศึกษาปริญญาโทนั้น ได้ทำงานต่อเพิ่มเติมเพื่อสั่งสมประสบการณ์ด้านการโรงแรมอย่างต่อเนื่อง เคยร่วมงานตำแหน่งพนักงานต้อนรับส่วนหน้า ถือได้ว่าเป็นงานที่มีความท้าทายต้องใช้ทักษะทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน ในภาษาฝรั่งเศส ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย การเรียนรู้ภาษาฝรั่งเศส ถือได้ว่าเป็นภาษาที่เพราะ และน่าฟังมากที่สุดในโลกที่หลายๆคนได้ฝันใฝ่ ผมเองก็ไม่เคยได้คิดว่าจะได้ศึกษา หรือร่ำเรียนภาษาฝรั่งเศส แต่ด้วยความจำเป็นด้านการศึกษา และการใช้ชีวิตที่เราต้องเรียนรู้ ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ชุมชน และท้องถิ่นที่เราอยู่อาศัย เพราะสถานที่เราไปนั้นอยู่นอกเมือง ไม่มีใครสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เลย เพราะเขาถือว่าภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการ การกินอยู่ในท่ามกลางสภาพแวดล้อม ทั้ง 5 ฤดู ที่ต้องผ่านไปให้ได้ นั่นคือ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูฝน วิถีชีวิตทั้งเวลาการทำงาน และภูมิอากาศที่มีการผันแปรปรวนตลอดเวลา ผมเองก็ผ่านมาได้ด้วยประสบการณ์ที่ต้องฟันฝ่าเป็นบทเรียนการเรียนรู้ที่ต้องจดจำครั้งหนึ่งในชีวิต

คุณวูดดี้ยังได้เล่าต่อไปว่าในระหว่างการใช้ชีวิตดำรงอยู่ การศึกษา และศิลปะการใช้ชีวิตในสาธารณรัฐฝรั่งเศสนั้น ถือว่าเป็นชีวิตที่มีสีสัน ผจญภัย ท้าทาย และทำให้ได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของชีวิต ซึ่งชีวิตสังคมของคนฝรั่งเศสนั้น เป็นคนเร่งรีบในการทำงาน และมีวัฒนธรรมที่ละเอียดอ่อน เอาใจคนได้อย่างดี แต่ไม่ค่อยยุ่งเรื่องส่วนตัว ถ้าเป็นคนสนิทกันแล้วก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และบางครั้งก็มักจะเฮฮาปาร์ตี้ สำหรับชีวิตของผมในสังคมฝรั่งเศส มักจะใช้ชีวิตที่เรียบง่ายในช่วงวันหยุด วางแผนผจญภัย ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆในเมืองฝรั่งเศส ทั้งในเมืองปารีส และนอกเมืองปารีส ศิลปวัฒนธรรมของฝรั่งเศสมักจะไม่มีแบบแผน และไม่มีเอกลักษณ์วัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะในอดีตมีชื่อว่าเป็นประเทศที่ได้ล่าอาณานิคม หยิบยืมวัฒนธรรมของเอเชีย มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัวกับวัฒนธรรมยุโรป ทุกสถานที่ที่เราท่องเที่ยวในเมืองฝรั่งเศส จะมีวัฒนธรรม และประวัติอันยาวนานที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น แม้กระทั่งรถไฟฟ้าใต้ดินที่ใช้เดินทางในเมืองฝรั่งเศสก็ก่อตั้งมากกว่า 150 ปี มีทั้งหมด 14 สาย แต่ละสายของรถไฟฟ้าใต้ดินมีอุโมงค์ที่ไม่ชนกันเลย และที่สำคัญคือทุกสายจะมาตัดกันที่สองสถานี คือ Gare De Lyon, Gare Du Nord รวมถึงสถานีหลักคือ Chatelet Les Halles ซึ่งถือได้ว่าเป็นสถานีที่มีความสำคัญและคนพลุกพล่านมากอีกหนึ่งสถานที่ ผู้คนมักจะเปลี่ยนรถไฟฟ้าไปตามสถานีปลายทางที่สถานี รวมถึงเป็นจุดศูนย์กลางของรถไฟฟ้าทั้ง 14 สาย หากเราเดินทางหลงในเมืองปารีส สามารถเดินทางกลับไปยังจุดหมายปลายทางได้ที่สถานีนี้ รถไฟใต้ดินที่นี่บอกได้เลยว่าตรงเวลาอย่างมาก การเดินทางมีกำหนดระยะเวลาแน่นอน รวมถึงรถเมล์ที่ให้บริการในเมือง แต่คนที่นี่มีระเบียบมาก มักจะเอื้อเฟื้อคนสูงวัย และเด็ก การเดินทางที่นี่เรื่องความปลอดภัยต้องคำนึงถึงความสำคัญเป็นอันดับ 1 เรามักจะพบปะหรือสังเกตว่าคนที่นี่มักจะเป็นชาวผิวดำเป็นส่วนมาก จนเราพบว่าคนผิวขาวน้อยมีจำนวนประชากรที่น้อยมาก ส่วนใหญ่ทำงานในฝ่ายบริหาร เคล็ดลับในการคำนึงถึงความปลอดภัยในเมืองปารีส คือต้องเดินอย่างระมัดระวัง ทรัพย์สินที่สำคัญต้องพกไว้ด้านหน้า ไม่ควรใส่กระเป๋ากางเกง และไม่พยายามสนทนากับคนแปลกหน้า สำหรับคู่มือในการเดินทางที่สำคัญที่สุด เราไม่ควรพลาดนั่น คือแผนที่รถไฟฟ้าใต้ดิน และแผนที่ถนน ถ้าหากเราเดินหลงถนนหนทางในเมือง เราสามารถมาเริ่มต้นจุดเดินทางที่หอไอเฟลได้ ถนนที่นี่จะกลมๆ และเป็นเส้นตรงแปดเหลี่ยมที่ตัดผ่านใจกลางวงกลมผ่านหอไอเฟล ไม่ว่าเรายืนอยู่ตรงจุดไหนของเมืองก็จะมองเห็นสัญลักษณ์ของหอไอเฟลได้อย่างชัดเจน สำหรับวัฒนธรรมการกินอยู่ของคนฝรั่งเศสในการรับประทานอาหาร ส่วนใหญ่แล้วมักจะประกอบอาหารที่บ้าน น้อยนักที่จะนิยมทานอาหารนอกบ้าน นอกจากโอกาสพิเศษ อาหารที่นี่ก็ไม่มีความแปลกใหม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นอาหารประเภทอาหารทะเล และสัตว์ป่า อาทิ เนื้อนกกระจอก เนื้อกระต่าย เป็นต้น แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหารนั่นคือ ขนมปังฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นแบบกลม ยาว หรือแบบสี่เหลี่ยม ต้องมีเตรียมไว้บนโต๊ะอาหาร รวมถึงของทานคู่กับไวน์ของฝรั่งเศส ในทุกค่ำคืนนั่นคือชีสมีมากกว่า 500 ชนิด หลากรสชาติ แบ่งได้เป็น ชีสจากนมวัว นมแพะ นมแกะ ชื่อที่เป็นที่รู้จักกันก็คือ Brie, Roquefort, Camembert และ goat cheeses ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีชีสขึ้นชื่อของตัวเอง Normandy มี Camembert และ Pont l'Eveque ที่ Valley และ Provence มีชีสจากนมแพะ ที่Alsace มี Munster และที่ Alpine มีชีสรสนุ่มๆอย่าง Reblochon และ Beaumontเช่นเดียวกับไวน์ ชีสของฝรั่งเศสจะติดฉลากบอกที่มา เพื่อบอกรายละเอียด และมาตรฐานการผลิต เรียกว่า Appellation d'Origine Controlee" (AOC) จะบอกวิธีการทำ และที่มาของชีสนั้นๆ

ชาวฝรั่งเศสมักมีศิลปะการรับประทานอาหารที่มีมารยาท รวมถึงการให้เกียรติเชฟ นิสัยของคนฝรั่งเศส ส่วนใหญ่มักจะตักอาหารมาแต่น้อย แล้วทานหมดจาน ถ้าไม่พอจะตักอาหารเพิ่ม และมักจะชอบเอาขนมปังเช็ดน้ำซอส เพราะถือว่าการทานอาหารหมดถือเป็นการชื่นชม ฝีมือการทำอาหารของเชฟจานนั้น เครื่องดื่มที่นี่มักจะเน้นกาแฟร้อน นิยมทานเอสเปรสโซ หรือโก้โก้ร้อนเป็นหลัก

คนฝรั่งเศสมีบางกลุ่มที่หันมาใส่ใจสุขภาพ กีฬาที่มักเห็นได้ในเมือง Evry Coucouronnes คือกีฬาการปั่นจักรยานเสือหมอบ ที่มาเป็นกลุ่มไม่เกิน 10 คน ส่วนใหญ่มักปั่นเป็นกลุ่มทุกวันหยุด สำหรับห้างสรรพสินค้าชั้นนำ Carefour ที่นี่มักจะปิดประมาณสองทุ่ม การไปเลือกซื้อสินค้าที่นี่ค่อนข้างมีสินค้าอุปโภคและบริโภคให้เลือกมาก อาทิ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ของตกแต่งบ้าน สินค้าบริโภค เป็นต้น สนนราคาถูกจนถึงราคาแพง หากเรามัวแต่เดินดูสินค้าจนเพลินก็อาจจะพลาดซื้อสินค้าที่เราจำเป็นไปได้ ขอแนะนำว่าเวลาเราไปห้างควรมีการจดรายการที่เราซื้อว่าเราจะซื้ออะไรบ้าง หากเราเลือกสินค้ามากไป และไม่ได้เตรียมถุงไป ท่านอาจจะลำบากในการขนของกลับบ้าน บอกได้คำเดียวประชากรส่วนใหญ่ฝรั่งเศสมีใจรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างมาก มีกฎระเบียบด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน เพราะที่นี่ท่านจะหาถุงพลาสติกได้ยากมาก ดังนั้น ควรซื้อสินค้าแต่พอดี และสามารถนำกลับมาบ้านได้

ชีวิตในยามว่าง ผมก็จะเหมือนวัยทำงานทุกคนที่อาจจะต้องแบ่งเวลาทั้งหน้าที่การงาน ชีวิตครอบครัว และชีวิตส่วนตัว การจัดวางแบบแผนชีวิตในการทำงานนั้น ผมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องใส่ใจ คำว่า "Time Management" ถือว่าเป็นสิ่งที่เราต้องเอาเข้ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และการทำงาน เช่น เรามีงานหลักกี่งาน งานเสริมกี่งาน แล้วเอามาแบ่งลงในวงกลมเท่ากัน จำนวนเวลาการทำงานเฉลี่ย เราก็จะทราบว่าวันหนึ่งเราควรใช้เวลาไม่เกินเท่าไร เพื่อให้งานที่เรามีความจำเป็นต้องให้เสร็จตรงตามเวลา งานที่สำคัญอันดับต้นก็สำเร็จตามเป้าหมายและประสิทธิภาพของผลงานก็จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้

นอกจากนี้การทำงานในชีวิตคนเมืองก็ถือได้ว่า เมืองหลวงที่มีการแข่งขันธุรกิจอย่างสูง เพราะทุกวันนี้ต่างคนก็ต้องทำงานให้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ สำหรับผมก็จะแบ่งเวลาในการออกกำลังกายในแต่วันด้วยการวิ่งออกกำลังกาย หรือปั่นจักรยานในวันหยุด อย่างน้อย 30 นาที ถือว่าเป็นการเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย ชดเชยสิ่งที่เหนื่อยล้าจากการทำงานแต่ละวัน การออกกำลังกายมีข้อดี คือ การออกกำลังกายนั้น ร่างกายจะมีการหลั่งสารสุข หรือ Endorphins ออกมา ซึ่งถือเป็นยาแก้ปวดตามธรรมชาติให้แก่ร่างกายเป็นอย่างดี และอาจทำให้คุณมีกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นส่วนต่างๆ แข็งแรงมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ การที่คุณมีการทำกิจกรรมต่างๆอยู่ตลอดเวลา ยังสามารถช่วยบรรเทาสภาวะเรื้อรังของร่างกายบางอย่างได้ด้วย เช่น โรคข้ออักเสบ (Arthritis) เป็นต้น ซึ่งในงานศึกษาหนึ่งพบว่า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบนี้ จะมีอาการปวดข้อลดลง 25% และมีอาการข้อติดลดลง 16% หลังจากหลังจากที่ได้มีการออกกำลังกายประเภทที่มีการกระแทกน้อย เช่น การเดินทรงตัวและการเดินก้าวยาว เป็นเวลาต่อเนื่อง 6 เดือน ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เมื่อมีการออกกำลังกายบ้างแล้ว คนส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตนเองไปในทางที่ดีขึ้นภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์เท่านั้นออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยอาจเป็นการเดินเร็วๆ เมื่อคุณต้องเดินไปหยิบเอกสารในจุดต่างๆ เดินขึ้นลงบันไดก่อนรับประทานอาหารกลางวัน หรืออาจทำการวิดพื้นและลุกนั่ง (ซิทอัพ) เล็กๆน้อยๆในขณะที่ดูทีวี การออกกำลังกายเพียงครั้งละ 10 นาที วันละ 2-3 ครั้งนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ในแต่ละสัปดาห์คุณได้มีการออกกำลังกายในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว การแบ่งเวลาในการออกกำลังกายส่งผลให้ร่างกายกระตุ้นบริหารหัวใจและระบบการหมุนเวียนเลือด (Cardio) ลดการเจ็บป่วยของร่างกาย แถมยังสร้างพลังในการทำงานที่สดใสในวันรุ่งขึ้น ทำให้การทำงานของเราวางแผนได้อย่างราบรื่น และแม่นยำ

คุณวูดดี้ได้เล่าต่อว่า ผลงานสำคัญที่น่าภาคภูมิใจ คือ การนำพาโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ กรุงเทพฯ สีลม ฉลองความสำเร็จ คว้ารวด 6 มาตรฐานระดับโลก ในคราวเดียวครั้งแรกของเอเชีย ประกอบไปด้วย ISO 22000 ระบบมาตรฐานการบริหารจัดการความปลอดภัยอาหาร รวมถึงเบเกอรี่ และ ช็อกโกเลต พร้อมด้วย HACCP Codex Alimentarius ระบบมาตรฐานการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติในขบวนการผลิตอาหาร และ GMP หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีสำหรับการผลิต OHSA 18001 มาตรฐานระบบการบริหารจัดการ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 14001 ระบบมาตรฐานการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และ ISO 50001 ระบบมาตรฐานการจัดการพลังงานสากล เผยเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริการให้กับผู้เข้าพักและคุณภาพชีวิตของพนักงานในองค์กรตั้งเป้าเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจ MICE รับการเปิดประเทศสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

คุณณัฐวุฒิ เอี่ยมสกุลรัตน์ ผู้จัดการบริหารงานควบคุณคุณภาพ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ กรุงเทพฯ สีลม เปิดเผยว่า ความสำเร็จของการจัดการมาตรฐานคุณภาพสู่มาตรฐานสากลนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากในอุตสาหกรรมบริการ โดยจะสังเกตว่าโรงแรม โดยส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีการจัดการและคำนึงถึงมาตรฐานการบริการอย่างชัดเจน การจัดทำระบบที่โรงแรมแห่งนี้ได้เวลา 18 เดือน สำหรับการจัดทำมาตรฐานทั้ง 5 ระบบ ถือว่าเป็นการต่อยอดของระบบการจัดการมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และระบบการจัดการด้านความปลอดภัยที่มีบางส่วน ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ให้การยอมรับทั่วโลก ความทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจกว่า 18 เดือน ที่ผ่านมาต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ กว่าจะได้ความสำเร็จทั้ง 5 ระบบ และ 9 เดือน ในการนำพาความสำเร็จอีก 1 ระบบ จากบูโรเวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) ซึ่งถือได้ว่าเป็นการทำงานที่ต้องอาศัยทั้งความทุ่มเท ทั้งแรงกาย แรงใจ และกำลังใจอย่างมาก ท้ายสุดนี้ต้องขอบคุณผู้จัดการทั่วไป และคณะผู้บริหารโรงแรมทุกท่าน ที่ได้มอบประสบการณ์การทำงานทั้ง 6 ระบบ อันสำคัญ และช่วยผลักดันสู่ความสำเร็จในครั้งนี้

สำหรับรายละเอียดมาตรฐานรับรองคุณภาพที่ได้รับในครั้งนี้ ได้แก่

ISO 22000 ระบบมาตรฐานการบริหารจัดการความปลอดภัยอาหาร พร้อมด้วย HACCP Codex Alimentarius ระบบมาตรฐานการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติในขบวนการผลิตอาหาร และ GMP หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีสำหรับการผลิต โดยจุดเด่นของการจัดการตามมาตรฐานนี้ที่ได้ทำแล้วในโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ กรุงเทพฯ สีลม คือ มุ่งมั่นและคำนึงความปลอดภัยด้านการจัดการอาหารอย่างปลอดภัย

OHSA 18001 มาตรฐานระบบการบริหารจัดการ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ซึ่งเน้นการควบคุมและลดอันตรายและความเสี่ยงที่เกิดจากองค์กร ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ชีวิต และทรัพย์สินได้ โดยจุดเด่นของการจัดการตามมาตรฐานนี้ที่ได้ทำแล้วในโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ กรุงเทพฯ สีลม คือการคำนึงถึง และสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยให้ผู้ที่มาใช้บริการ และพนักงานของโรงแรม

ISO 14001 ระบบมาตรฐานการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราได้ให้ความสำคัญในทุกรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ อาทิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการขยะและมลพิษต่างๆที่อาจเกิดขึ้นจากการให้บริการ อาทิ แพ็คเกจจิ้งของ ของใช้ในห้องน้ำ ซึ่งใช้กระดาษที่ทำจากเปลือกข้าวโพดที่ไม่เป็นมลพิษกับสิ่งแวดล้อม การแยกขยะที่จัดอย่างเป็นระบบ โดยการแยกขยะเปียก ขยะแห้ง และขยะมีพิษ เป็นต้น

ISO 50001 ระบบมาตรฐานการบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งเราได้ให้ความสำคัญเน้นการประหยัดพลังงาน และการใช้พลังงานขององค์กรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยได้มีการจัดทำการประเมิน การใช้พลังงานขององค์กร อาทิ การใช้หลอดไฟฟ้าประหยัดพลังงาน การปรับเปลี่ยนและวางแผนการใช้ระบบ Heat Pump แทนการใช้ Boiler การใช้ระบบทำความสะอาดผ้าโดยใช้โอโซน การนำระบบน้ำจากเครื่องทำความเย็นมาบำบัดฆ่าเชื้อ ก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น

"ฮอลิเดย์ อินน์ เป็นหนึ่งในเครือโรงแรมที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนา ซึ่งการได้รับ 6 มาตรฐานรับรองคุณภาพระดับโลกในคราวเดียวนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของทีมงานในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการจัดการและบริการจนนำไปสู่ความสำเร็จในครั้งนี้ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าการยกระดับสู่มาตรฐานดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การเข้าสู่ผู้นำในธุรกิจ MICE อย่างเต็มรูปแบบก่อนการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในการรองรับตลาดที่ต้องการมาตรฐานและความปลอดภัยในการบริการที่พิเศษสุด"

สำหรับการทำงานของผมมีธุรกิจส่วนตัว นั่นคือ ด้านธุรกิจร้านอาหาร มีชื่อว่า "ร้านเลอเนอฟ บิสโตร" ก่อกำเนิดเป็นธุรกิจใหม่ของครอบครัวเอี่ยมสกุลรัตน์ ครอบครัวหนึ่งที่มีประสบการณ์มาจากธุรกิจการท่องเที่ยวทางทะเลที่ก่อตั้งมานานกว่า 25 ปี อันเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ด้านธุรกิจอุตสาหกรรมบริการ โดยริเริ่มจากพี่ชาย กานต์ - ณัฐวุฒิ เอี่ยมสกุลรัตน์ คนพี่จบปริญญาโทด้านการโรงแรม จากสาธารณรัฐฝรั่งเศส และมีประสบการณ์ในวงการโรงแรมมากกว่า 8 ปี และ น้องชาย "เชฟนัท" หรือ ว่าที่ร้อยตรี ณัฐพล เอี่ยมสกุลรัตน์ ที่ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปร่ำเรียน และสั่งสมประสบการณ์ในศิลปศาสตร์อาหารมาโดยเฉพาะที่สถาบันที่มีชื่อเสียงจากสหรัฐอเมริกา เชฟหนุ่มเคยคลุกคลีในวงการโรงแรมระดับห้าดาว และร้านอาหารในอเมริกามาหลายปี สองคนพี่น้องได้เดินทางกลับมาประเทศไทย และได้ทำงานอยู่ในวงการโรงแรม และร้านอาหารอยู่ระยะหนึ่ง จึงได้ร่วมกันก่อตั้งร้านอาหารขึ้น ตามความฝันที่ได้วางแผนไว้

โดยเปิดกิจการร้านอาหารครั้งแรกที่ศูนย์การค้าคริสตัล ดีไซน์เซ็นเตอร์ บนถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา- เอกมัย ภายใต้เครื่องหมายการค้า "เลอริชช์ บิสโตร สเต็กแอนด์ ซีฟู้ด" (Le Ritz Bistro) เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2552 เรามีความเชี่ยวชาญด้านสเต๊ค เนื้อภายในประเทศ และนำเข้าระดับพรีเมียม จากต่างประเทศที่คัดสรรโดยเชฟหนุ่ม เทียบเท่ากับโรงแรม หรือร้านอาหารขนาดใหญ่ บนถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา - เอกมัย ได้ 6 เดือน แต่ด้วยความไม่ลงตัวด้านธุรกิจ จึงไปเปิดร้านสแตนด์ อะโลน ภายใต้ชื่อ Le Neuf Bistro (เลอเนอฟ บิสโตร) บนถนนสุคนธสวัสดิ์ เกือบ 4 ปี และได้รับประกันความอร่อยโดยเครื่องหมายความอร่อยระดับ "เชลล์ชวนชิม" ร้านเลอเนอฟ บิสโตร ย้ายมาอยู่ที่ศูนย์การค้าเดอะพาซิโอ ทาวน์ บนถนนรามคำแหง (สุขาภิบาล 3) ตามคำเรียกร้องของลูกค้าที่มาใช้บริการประจำ

"เชลล์ชวนชิม" ประกาศนียบัตรที่ได้รับจากนักวิจารณ์อาหาร หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ร้านเลอเนอฟ บิสโตร ได้รับรางวัลนี้ ในปี 2554 สำหรับความเป็นเลิศด้านรสชาติอาหาร ได้แก่ สเต๊คเนื้อวัวนิวยอร์ก ทาร์โก้เนื้อหมู และนาโช เช่นเดียวกับสปาเกตตีเบคอนทอดกรอบ และขนมปังโฮมเมดที่อบใหม่สด ก่อนย้ายมาอยู่ที่ศูนย์การค้าเดอะพาซิโอทาวน์ รามคำแหงแห่งนี้

หลังจากย้ายทำเลที่ตั้งมาถึง 2 ครั้งในระยะสี่ปีกว่าที่ผ่านมา ร้านเลอเนอฟ บิสโตร ตั้ดสินใจย้ายบ้านหลังใหม่มาอยู่ใกล้ใจกลางเมือง ณ ศูนย์การค้าเดอะพาซิโอทาวน์ รามคำแหง 127/2 บนถนนสุขาภิบาล 3 (เลยแยกลำสาลี และแยกบ้านม้า อยู่ทางซ้ายมือ) ร้านแห่งนี้ได้ตั้งอยู่ที่ด้านหลังใจกลางของศูนย์การค้า บริเวณใกล้คลองแสนแสบ ในทำเลที่สวยที่สุดของห้างด้วยสไตล์บ้านทรงยุโรปที่คุณไม่ควรพลาด ด้วยบรรยากาศสวนที่โอบล้อมด้วยต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ เพียงแค่มองหาโลโก้ขนาดใหญ่ 9 ที่ บริเวณชั้น 1 ท่านจะพบกับร้านหรูหลังคาสีแดงมารูน บรรยากาศน่านั่ง สไตล์ยุโรป ภายใต้คอนเซ็ปต์ "ร้านเล็กๆ บรรยากาศสบายๆ อร่อยไม่แพ้โรงแรมหรู" น้อยนักที่ลูกค้าส่วนใหญ่จะรู้ว่าร้านเล็กๆแห่งนี้ มีเมนูอร่อยๆมากกว่าร้อยเมนูซ่อนอยู่ภายในร้าน ร้านบรรยากาศน่านั่ง สบายๆ กว้างขวางสไตล์ยุโรปที่สามารถรองรับได้ 70 ที่นั่ง ผนวกกับอาหารยุโรปที่ผสมผสานได้อย่างลงตัวที่ประยุกต์ให้คุ้นลิ้นรสชาติคนไทย

จากประสบการณ์ทั้งวงการแวดวงโรงแรมมากว่า 15 ปี และประสบการณ์เป็นธุรกิจร้านอาหารมากกว่า 6 ปี ถือว่าเป็นประสบการณ์ และความสำเร็จในระดับหนึ่งอันล้ำค่าที่หาไม่ได้จากหนังสือ หรือตำราเล่มไหน ท่านคงหาหนังสือการประกอบธุรกิจขนาดเล็ก หรือ SME มาอ่านแล้วนำมาทำได้ในชั่วพริบตาเดียว "การทำงานทั้งโรงแรมที่หนักหนาสาหัสในวันธรรมดา หรือวันหยุดบางวัน นั่นมันเป็นการฝึกให้เราได้เรียนรู้จัดการแก้ไขปัญหาในแต่ละวันที่มีไม่ซ้ำกัน การทำงานโรงแรมอันท้าทายนั่นทำให้ สามารถนำมาประยุกต์กับการประสานกับธุรกิจเถ้าแก่น้อย SME ของผมเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารคน บริหารการเงิน บริหารกิจการร้านอาหารขนาดเล็ก บริหารการตลาดและประชาสัมพันธ์ นั่นคือสิ่งที่ผมเองสัญญากับตัวเองว่าไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนจะต้องแบ่งเวลามาดูแลกิจการร้านอาหาร และมาต้อนรับดูแลลูกค้าเองในช่วงวันว่าง การที่เรามาดูแลธุรกิจเองนั้น ถือว่าเป็นการบริหารกิจการ และได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างท่วงที รวมการวางแผนหาทางออกเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจร้านอาหาร สำหรับการทำงานฝ่ายบริหารของโรงแรมนั้น หัวใจหลักคือ การที่จะต้องดูแลพนักงาน และผู้มาใช้บริการของโรงแรม อันต้องเล็งถึงความสำคัญ และชี้ให้เห็นถึงคุณค่าในการมีส่วนช่วยผลักดันทุกหน่วยงานในองค์กรให้เป็น "Great Hotels Great Love" ตามสโลแกน ของกลุ่มอินเตอร์คอนติเนนตัล ไม่ว่าเป็นการประยุกต์การให้ความรู้แก่พนักงาน แบบสมัยใหม่ที่เขานำไปประยุกต์กับการทำงานได้ทันที ไม่ต้องมาตีความแล้ว หัวใจการทำงานเป็นทีมถือว่าเป็นจุดแข็งขององค์กร ที่สามารถนำพาให้ชนะคู่แข่งขันในวงการธุรกิจโรงแรมได้ การจะหาบุคลากรเพชรเม็ดงามสักเม็ดในท้องตลาดก็หายาก แต่จะมีสักกี่คนทราบว่าประเทศไทยยังขาดบุคลากรโรงแรมจำนวนมาก และจำนวนที่ไม่เพียงพอต่อธุรกิจโรงแรมที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จส่วนหนึ่งที่ภูมิใจคือเราได้เห็นพนักงานที่เราสอน หรือลูกน้องที่เราสอนได้โตในองค์กรอื่นอย่างมั่นคง ถือว่าเป็นการส่งเสริมให้มีผู้ชำนาญการด้านการโรงแรมในท้องตลาดที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรู้แบบ การให้ความรู้ถือว่าเป็นการให้ทานที่สิ้นสุด ขณะเดียวกันการศึกษาก็เรียนรู้กันไม่สิ้นสุด" ณัฐวุฒิกล่าวไว้ในตอนท้าย