ฮิโรชิมา ในวันซากุระบาน

ความสวยงาม สีสัน บน ความเศร้า
บันทึกนักเดินทาง

ตอนที่ 5 : สะพานไม้คินไตอิ วิถีแห่งซามูไร หลังจากชมเกาะมิยาจิมา "หนึ่ง ในสาม สถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยที่สุดในญี่ปุ่น" ในช่วงเช้าแล้ว ในช่วงบ่ายวันนี้เราจะไปชมชมสะพานคินไต เป็นสะพานไม้ห้าโค้งที่สวยงาม ติดอันดับ "หนึ่งในสามของสะพานที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น" กัน

หลังจากรับประทานอาหารกลางวัน วันนี้เป็นราเมง (โซบะ) บางคนจะเลือกสั่งเป็นอุด้งก็ไม่ว่ากัน แล้วโซบะกับอุด้งต่างกันอย่างไร?

"อุด้ง" เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในตะวันตกของญี่ปุ่น อุด้งจะทำมาจากแป้งสาลี เป็นบะหมี่เส้นกลม หนา นุ่ม และที่สำคัญขนาดจะใหญ่กว่าเส้นของราเมง (โซบะ) อย่างเห็นได้ชัดเจน อุด้งสามารถเสิร์ฟได้กับน้ำซุปทั้งแบบร้อนและเย็น อาจมีแค่เส้นเปล่าๆ กับน้ำซอสถั่วเหลืองก็ได้ ส่วน "ราเมง" เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในตะวันออกของญี่ปุ่น เส้นราเมงจะทำมาจากแป้งบัควีท โดยจะมีขนาดเส้นที่แบนและบางกว่าอุด้ง ในการเสิร์ฟ ราเมงจะเสิร์ฟพร้อมกับน้ำซุปที่ร้อนเท่านั้น และมักทานคู่กับเครื่องอย่างหลากหลาย เช่น "ทงโคสึราเมง" ที่มีส่วนประกอบของกระดูกหมูในน้ำซุป หรือ "มิโซะราเมง" หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ราเมงเต้าเจี้ยว

คณะเราเดินทางไปที่ จังหวัดยะมางุจิ (Yamaguji Ken) เราจะไปที่เมืองอิวาคุนิ ที่นี่มีอะไรดีหรือ? เมืองเล็กๆ อย่างอิวาคุนิ อาจไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายเหมือนเมืองอื่นๆในญี่ปุ่น แต่ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญซึ่งมีชื่อเสียงมาก 2 แห่ง คือ สะพานคินไตเคียว และปราสาทอิวาคุนิ

สะพานคินไตเคียว (Kintai Bridge) เป็นสะพานโบราณแบบญี่ปุ่น สะพานไม้ห้าโค้งที่สวยงาม ติดอันดับ "หนึ่งในสามของสะพานที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น" (อีกสองแห่ง คือ สะพานชินเคียว ในเมืองนิกโก้ และสะพานซารุ ที่เมืองโอสึกิ : Otsuki) สะพานคินไตเคียว เป็นสะพานไม้ ใช้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำนิชิกิ (Nishiki) โดยที่ด้านหนึ่งของสะพานติดกับเชิงเขาโยโกยะมะ (Mt.Yokoyama) ซึ่งมองขึ้นไปจะเห็นปราสาทอิวะคุนิ (Iwakuni Castle) ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาได้อย่างชัดเจน ปัจจุบันบริเวณนี้ เป็นสวนสาธารณะคิคโค (Kikkou) เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของ นักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ในช่วงซากุระบาน และช่วงใบไม้เปลี่ยนสี สร้างขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ.2216 โดยเจ้าเมืองไดเมียวฮิโรโยชิ คิคคาว่า (Hiroyoshi Kikkawa) โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมหมิง สะพานหินของจีนที่มีลักษณะโดดเด่น คือใช้หินก่อเป็นเสาสะพาน ใช้ไม้โค้งบนเสาแต่ละต้น ทำให้เกิดโค้งไม้ที่สวยงาม ทอดข้ามแม่น้ำนิชิกิ (Nishiki River) ไปยังปราสาทอิวาคุนิ (Iwakuni Castle) ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา อีกด้านหนึ่งของแม่น้ำ ตัวสะพานมีความยาว 193 เมตร กว้าง 5 เมตร วงโค้งบนสุดอยู่สูงจากแม่น้ำ 12 เมตร เป็นสะพานไม้ที่ไม่ใช้ตะปูเพียงแห่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ ว่ากันในสมัยก่อน...มีเพียงซามูไรหรือเหล่านินจา...เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เดินข้ามสะพานนี้ได้ แต่ปัจจุบันนี้ผู้ใดมีเงิน 300 เยน ก็สามารถที่ข้ามสะพานแห่งนี้ได้ บริเวณรอบๆสะพานแห่งนี้จะเต็มไปด้วยสีชมพูของดอกซากุระ ซึ่งในทุกปีจะมีการจัด เทศกาลชมดอกซากุระแห่งสะพานคินไตเคียว พร้อมการประดับแสงไฟในยามค่ำคืนอย่างสวยงาม

ค่าเข้าชม : ค่าข้ามสะพาน 300 เยน / ตั๋วรวมสะพาน + กระเช้า + ค่าเข้าปราสาทอิวะคุนิ 930 เยน

เราเดินข้ามสะพาน พร้อมกับชมความงามของแม่น้ำนิชิกิ ที่เริ่มแห้งขอด ตรงช่วงทางโค้งของสะพานทำเป็นบันไดให้ เดินง่าย นอกจากนี้สามารถลงไปชมสะพานด้านล่างว่าเพื่อพิสูจน์ว่าสะพานแห่งนี้ไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียวจริงหรือไม่? ดูแล้ว จริงแฮะ!! ด้านล่างมีพวกปลาหมึกย่างขาย ส่งกลิ่นหอมชวนชิมจริง ลองซื้อมาชิมดูหนึ่งไม้ ของเขาอร่อยจริง ทั้งสด ทั้งหวาน จากนั้นเดินไปที่สถานีรถเคเบิ้ลคาร์เพื่อขึ้นต่อไปยังปราสาทอิวาคุนิ ที่สถานีเคเบิ้ลคาร์มีพ่อค้า แม่ค้าหลายเจ้านั่งเผามันญี่ปุ่น ส่งกลิ่นหอมอีกแล้ว ลองซื้อมาแบ่งกันชิม หอมอร่อยกว่ามันเทศญี่ปุ่นที่วางขายในห้างบ้านเราเยอะ มันเผานี่มีกลิ่นหอมไหม้นิดๆ และหวานธรรมชาติ

"ปราสาทอิวาคุนิ" (Iwakuni Castle) ที่สร้างขึ้น ในค.ศ.1608 ต้นยุคเอโดะ โดย "คิคคาว่า โฮริอิเอะ" โชกุนแห่งเมืองอิวาคุนิ ตัวปราสาทสร้างขึ้นเป็น 4 ชั้น 4 ระดับ ในค.ศ.1615 ตัวปราสาทได้ถูกทำลายลงตามนโยบายของรัฐบาลโตกุงาว่า "หนึ่งจังหวัดมีได้แค่หนึ่งปราสาท" จากนั้น ปราสาทหลังนี้ได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ ในค.ศ.1962 ในแบบของสถาปัตยกรรมในสมัยโมโมยามะผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบยุโรป จนที่กล่าวกันว่าเป็นปราสาทที่มีเอกลักษณ์แห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ภายในเป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งจัดแสดงพวกชุดเกราะ และดาบ เป็นต้น

ยืนชมดาบซามูไรที่เขาจัดแสดงด้วยความสยดสยอง ดาบเหล่านี้ไม่รู้ว่าได้ดื่มเลือดของศัตรูไปเท่าไหร่ ชมความงาม ศาสตร์และศิลปะแห่งดาบซามูไรแล้ว อดหวนคิดถึงเรื่องราวของดาบ และชีวิตของซามูไรในอดีตไม่ได้

"ซามูไร" หรือบางครั้งเรียกว่า "บูชิ" คือนักรบญี่ปุ่นในสมัยที่ยังมีโชกุนปกครอง ซามูไรมีการดำเนินชีวิตแบบบูชิโด เน้นความจงรักภักดีต่อนายเดียว มีวินัยและจริยธรรมสูง เชื่อในหลักคำสอนของขงจื๊อ และพุทธศาสนานิกายเซน อาวุธประจำกายของซามูไร คือ ดาบ ซามูไรจะมีดาบติดตัวสองด้ามเสมอ เรียกว่า "คาตานะ" ด้ามหนึ่งจะสั้นกว่าอีกด้ามหนึ่งเล็กน้อย อีกความหมายหนึ่งของซามูไร คือ "คนรับใช้" บ่งบอกถึงการมีนายเหนือหัว หรือ "ไดเมียว" ส่วนซามูไรที่ไม่มีนาย เรียกว่า "โรนิน" หมายถึงคนไม่มีหลักแหล่งเป็นทางการ หรือซามูไรผู้ที่สูญเสียเจ้านายไปก็จะกลายเป็น "โรนิน" ผู้ไร้ที่พำนัก

ส่วนตำนานดาบซามูไร ว่ากันไว้ว่า ในยุคคามาคุระ (พ.ศ.1735-1879) มีการคิดผสมผสานเหล็กสองชนิดในดาบเล่มหนึ่ง โดยภายนอกเป็นเหล็กที่มีคาร์บอนสูงกว่าเพื่อให้แข็งแรงและทนทาน ในการตีเหล็กช่างตีเหล็กจะพับเหล็กแข็งให้เป็นรูปตัวยู (U) ก่อนนำเหล็กอ่อนมาวางไว้ตรงกลางเพื่อเป็นไส้ใน นำไปหลอมและตีรวมกันให้แผ่กระจายออกเป็นใบดาบ จากนั้นนำไปหลอมอีกครั้งในอุณหภูมิสูงถึง 700 องศาเซลเซียส แล้วนำมาแช่น้ำเย็น ขั้นตอนนี้สำคัญมาก หากแช่ไม่ดี ดาบอาจโค้งเสียรูป เหล็กที่มีความแข็งแตกต่างกัน เมื่อทำให้เย็นทันทีจะหดตัวแตกต่างกัน ถือเป็นเคล็ดลับที่ทำให้ดาบโค้งได้รูปตามธรรมชาติ ดาบซามูไรมีความสั้นยาวแตกต่างกันไปหลายขนาด ตั้งแต่ประมาณ 30 ซม. จนถึง 70 ซม.

ดาบซามูไรที่จัดแสดงเป็นเฉพาะส่วนที่เป็นตัวดาบ ไม่มีส่วนที่เป็นด้าม ไก๊ด์อธิบายว่า ด้ามส่วนใหญ่ทำด้วยไม้ ได้ชำรุดเสียหายไปตามกาลเวลา

จากบนปราสาทสามารถมองเห็นเมืองด้านล่างและสะพานคินไตเคียวได้อย่างชัดเจน

สถานที่แห่งนี้ เป็นสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง และชมดอกซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้กันยิ่งเป็นช่วงหน้าซากุระบานแล้ว...ช่างโรแมนติคเสียจริง

ขากลับลงจากปราสาทอิวาคุนิ เดินชมบ้านเรือนความเป็นอยู่ของผู้คนแถบนั้น ส่วนใหญ่เป็นบ้านสูงไม่เกินสองชั้น รั้วเตี้ย เห็นวัยรุ่นญี่ปุ่นเข้าคิวซื้อไอศกรีมที่หน้าร้านแห่งหนึ่ง ท่าทางเป็นร้านยอดนิยม ร้านไอศกรีม 100 รส เราไม่รอช้า ไปต่อแถวซื้อมาชิมบ้าง เป็นไอศกรีมโคน มีหลายรสชาติ เราลองรสชาเขียว มันหวานเย็นจืดๆ

เย็นวันนี้ ทางทัวร์พาคณะเราไปลิ้มรส "พิซซ่าญี่ปุ่น" หรือโอโคโนมิยากิ ที่ร้านที่เขาพาไปเป็นร้านยอดนิยม พ่อครัวยืนทำการปรุงกันตามคำสั่งและรสปากของลูกค้าต่อหน้าลูกค้าที่นั่งอยู่ พวกเรานั่งรอหน้าโต๊ะตัวยาวที่เป็นเตาสำหรับปรุงพิซซ่า เขาจะทำครั้งละหลายชิ้น ทำเสร็จใส่จานเสิร์ฟกันเดี๋ยวนั้น ที่ฮิโรชิม่านี้ "โอโคโนมิยากิ" จะฮิตมากและถือว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของที่นี่ด้วย จะเห็นว่ามีร้านขายอาหารจานนี้โดยเฉพาะ ไม่ยอมขายอาหารเมนูอื่นจำนวนมากมาย ทั้งนี้เพราะโอโคโนมิยากิ มันทั้งอร่อย ทั้งราคาถูก...เยอะมากๆ...อิ่ม

"พิซซ่าญี่ปุ่น" หรือ โอโคโนมิยากิ หรือ ฮิโรชิมาพิซซ่า เป็นอาหารพื้นเมืองของฮิโรชิมาที่มีมาตั้งแต่ช่วงสงคราม ถ้าพิจารณาตามรากศัพท์แล้ว "โอ-โค-โน-มิ" แปลว่า ชอบ หรือตามใจชอบ และ "ยา-กิ" แปลว่า ย่าง หรือ ปิ้ง เนื่องจากในยามสงคราม อาหารการกินขาดแคลน ชาวญี่ปุ่นจึงนำเอาอาหารเท่าที่หาได้ มาผัดรวมกัน จึงกลายเป็นที่มาของ "โอโคโนมิยากิ" ในปัจจุบัน "โอโคโนมิยากิ" เป็นการนำบะหมี่ญี่ปุ่นหรือโซบะมาผัดกับผักกะหล่ำปลีหั่นฝอย มีเนื้อหมูแฮม หรือเบคอน กับชีสวางโปะหน้าเวลาผัด จะต้องพยายามทำให้เป็นวงกลม จากนั้นก็ตอกไข่ใส่ ราดด้วยซอสของญี่ปุ่น ลงบนกระทะเหล็กร้อนๆ ถ้าใครชอบปรุงพิเศษก็ใส่หอยนางรมตัวเล็กๆลงไปด้วยก็ได้ บางครั้งเป็นปูอัดก็มี

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า