กระเป๋าน่ารัก ศิลปะผ้าปักของ "โลมี้อาข่า "

เส้นไหม ใยฝ้าย ลวดลายบนผืนผ้า

ชื่อชนเผ่าที่เรียกตนเองว่า "อาข่า" นั้น คำว่า "อ่า" แปลว่า "ชื้น" คำว่า "ข่า" แปลว่า "ไกล" ความหมายของคำว่า อาข่า คือห่างไกลความชื้น มาจากความเชื่อว่า อยู่ใกล้แม่น้ำมีโรคภัยไข้เจ็บมากมาย ตามตำนานของอาข่าที่เล่าต่อๆกันมาว่า ครั้งหนึ่งชาวอาข่าได้เสียชีวิตไปมากด้วยโรค "มี้หิ" อาการคล้ายโรคอหิวาตกโรค เนื่องจากอยู่ใกล้แม่น้ำ ทำให้ชาวอาข่าจึงมักอยู่บนดอยสูงๆ และอยู่เฉพาะในทวีปเอเชีย อาทิ ประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม และจีนแผ่นดินใหญ่ ชาวอาข่าเรียกจีนว่า "ดินแดนจ่าแตหมี่ฉ่า" และชนอาข่าในจีนก็ถูกเรียกว่า "ฮานี" หรือ "โวน" เมื่อเกิดปัญหาการเมืองในจีน ชนเผ่าอาข่าได้อพยพกระจายไปสู่ดินแดนต่างๆ ชนเผ่าอาข่าเข้ามาสู่ประเทศไทย เมื่อ พ . ศ.2435 โดยการอพยพครั้งแรกจากเมืองเชียงตุงของพม่าเข้าสู่ประเทศไทย ปักหลักแหล่งครั้งแรกที่ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ผู้นำรุ่นแรกที่เข้ามาในประเทศไทย คือ นายแสน อุ่นเรือน ส่วนญาติพี่น้องได้ย้ายไปอยู่หมู่บ้านต่างๆ เช่น บ้านแสนใจพัฒนา ผาหมี และแสนเจริญเก่า เส้นทางที่สองได้อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ ผ่านรอยตะเข็บของพม่า และลาว เข้าสู่ไทยโดยตรงที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย คนไทยเรียก อาข่า ว่า "อีก้อ"

อาข่าแบ่งออกเป็น 3 พวก คือ "อู่โล้อาข่า" ผู้หญิงจะสวมหมวกแหลมติดเม็ดเงิน ประดับด้วยขนไก่ย้อมสี "ผาหมีอาข่า" ผู้หญิงจะสวมหมวกแบน มีรูปร่างคล้ายเกราะนักรบโบราณ ไม่มีเหรียญเงินห้อยเยอะ บนหมวกตกแต่งด้วยลูกปัด สอ'ข้างของหมวกจะห้อยลูกปัดเป็นพวงพู่ยาวลงมา และ กลุ่มที่เราพบบนดอยตุง คือ ชาว "โลมี้อาข่า" ผู้หญิงสวมหมวกแบน ข้างหลังเป็นแผ่นเงิน รูปสี่เหลี่ยมคางหมู มีเม็ดเงิน เหรียญเงินประดับห้อยทั้งสองข้างของหมวก การที่ได้ชื่อว่า "โลมี้อาข่า" เพราะตอนอยู่ในเมืองเชียงตุงของพม่า ชนกลุ่มนี้ได้อาศัยอยู่ที่ "ม่อนดอยหมี" หรือเรียกเป็นภาษาอาข่าว่า "ม่าหล่าก่อจ่อ" ซึ่งเต็มไปด้วยหมีหรือเรียกเป็นภาษาอาข่าว่า "ฮ่าฮุ้ม" ในหมู่บ้านม่อนดอยหมีนี้ มีชนเผ่าอาศัยอยู่หลายเผ่า เช่น ไทใหญ่ จีน ลาหู่ และอาข่า คนอาข่ามีจำนวนครัวเรือนในชุมชนนี้มากกว่าหนึ่งพันครอบครัว แต่ด้วยสำเนียงและการเรียกที่ม่อนดอยหมีไม่ชัดเจน จึงเรียกเพี้ยนมาเป็น ดอยโลมี้

สตรีชาวโลมี้อาข่า ได้รับการยอมรับจากคนอาข่าทั่วไปว่าเป็นกลุ่มที่มีการปักลายผ้า การเย็บผ้า และสร้างสรรค์ลวดลายได้สวยที่สุด ดูจากเสื้อของโลมี้อาข่า ในรอยต่อแขนเสื้อกับตัวเสื้อบริเวณหัวไหล่ นิยมปักเป็นรอยเส้นสีต่างๆสวยงามสะดุดตา ประณีต และยังสืบทอดการปักลวดลายลงบนผ้าให้กับลูกหลานที่เป็นหญิงตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ นอกจากการปักลวดลายลงบนเสื้อผ้าที่สวมใส่แล้ว ยังมีการทำย่ามของชนเผ่า ที่ปักลวดลายอย่างสวยงาม เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และคนทั่วไป มักจะซื้อไปเป็นของที่ระลึกหรือใช้เอง ทั้งยังใช้เม็ดลูกเดือยชนิดแข็งเม็ดเล็กๆสีขาวอมเทาที่ปลูกเองในไร่ มาร้อยเรียงลงบนเสื้อผ้าหรือย่ามได้อย่างงดงามอีกด้วย