PA to CEO

คุยสารพันสาระเพ

1. ตกงานซะแล้ว ฉันเป็นสาวอายุขึ้นเลขสี่ที่ยังโสด เรียกว่าสาวใหญ่ดีไหมคะ ดีกว่ามาเรียกกันว่า ทึนทึก ขึ้นคาน ให้มันเจ็บกระดองใจเปล่าๆ จะว่าไปมีผู้ชายผ่านมือฉันมาแล้วหลายคนแต่ฉันไม่เอาเองต่างหาก เลยคิดว่าอยู่คนเดียวหาเงินคนเดียว ใช้คนเดียวดีกว่าที่จะต้องมาแบ่งให้ใครมาช่วยใช้ ชีวิตฉันก็เลยทำแต่งาน งาน งาน ตกเย็นก็ไปแฮงค์กับเพื่อนสาวด้วยกัน แซมด้วยเพื่อนกึ่งสาวกึ่งชายตามร้านอาหารหรูหรือไม่ก็ตามผับ บาร์ จนดึกดื่น มีชายหนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่วับแวบเข้ามาในชีวิตประปราย แต่พอคบกันไปสักพักก็รู้ดีว่าไปกันไม่รอดเลยเลิกรากันไปด้วยดีทุกราย ฉันเป็นหญิงทำงานที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทำงานในบริษัทข้ามชาติใหญ่โตติดอันดับต้นๆของโลก ดำรงตำแหน่งระดับผู้จัดการถึงจะมีลูกน้องจำนวนไม่มาก แต่ก็พอมีให้ฉันขู่เข็ญจิกกัดได้ประมาณหนึ่ง เงินเดือนรึก็สูงหลักหกไปเยอะๆทีเดียวค่ะ แล้วจะให้ฉันมานั่งคบกับผู้ชายทำงานตำแหน่งเล็กๆ เงินเดือนเพิ่งจะไต่เต้าได้อย่างไร แต่ก็นั่นแหละมันก็ทำให้ฉันคบกับผู้ชายแต่ละคนได้ไม่นานเหมือนกัน เพราะเก่งเกินหน้าเกินตาผู้ชาย ไอ้ที่เก่งดีสมน้ำสมเนื้อก็ล้วนแต่มีเมียแล้ว หรือไม่ก็ไม่ชัดเจนเรื่องเพศ เงินเดือนของฉันก็ข่มชาวบ้านเขา รสนิยมสูงใช้ของแพง ขับรถหรู แถมสวยหุ่นดีอีกต่างหาก ข้อหลังนี่คิดเอาเองว่าผู้ชายเหล่านี้คงขี้เกียจตามหึงหวงฉันน่ะค่ะ เลยเลิกดีกว่า

และแล้ววันหนึ่งก็มีฟ้าผ่าลงกลางศีรษะ ฉัน ลูกน้องของฉัน และอีกหนึ่งแผนกงานถูกสั่งปิด พนักงานถูกให้ออกจากงานตอนสิ้นเดือน โดยได้รับเงินเดือนและสวัสดิการพร้อมค่าชดเชยพักร้อนที่ไม่ได้ใช้ ทุกอย่างครบถ้วนตามกฎหมาย หลังจากอาหารกลางวันกลับขึ้นมาที่ออฟฟิศ ผัดหน้าทาปากเสร็จเตรียมจะทำงานต่อ PA หรือผู้ช่วยส่วนตัวผู้จัดการภาคพื้นชาวอังกฤษที่ถือว่าเป็นนายใหญ่สุดของออฟฟิศที่ประเทศไทย ก็เข้ามาบอกฉันว่านายเรียกไปพบ วันนี้นังเหมียวเป็นชื่อของ PA หน้าแฉล้มปากจัดคนนี้ค่ะ ฝีมือการทำงานของนังเหมียวเรียกว่าจัดจ้าน บริหารจัดการตามความรับผิดชอบรวมถึงแก้ปัญหาได้เก่งทีเดียว วันนี้นังเหมียวหน้าเศร้าผิดธรรมดา ฉันก็ทักด้วยสำนวนเคยชินเยี่ยงทุกวันว่า

"เป็นอะไรนังเหมียว ผัวแกตายหรือ" วันนี้นังเหมียวไม่ยิ้มหรือต่อปากต่อคำกับฉันแบบเดิม แต่กลับพูดขรึมๆว่า

"พี่รีบไปเถอะ นายรอ" ฉันเริ่มรู้สึกถึงกระแสอัปมงคลที่กำลังจะเกิดขึ้น

นายนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวนั้นเหมือนเดิม แต่ไม่ยิ้มแย้มส่งเสียงทักทายฉันเหมือนเดิม แค่ยิ้มน้อยๆ และเชิญฉันนั่งเก้าอี้ตรงข้าม พอนายเอ่ยถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านโครงสร้างองค์กรปั๊บฉันก็เริ่มเดาคำพูดต่อไปของนายออก สองแผนกงานจะถูกปิดลงเอางานไปรวมกับอีกแผนก โดยไม่ต้องคิดสร้างสรรค์อะไรแบบที่ฉันเคยทำอยู่ แค่รอรับคำสั่งจากสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศอย่างเดียว และปฏิบัติตามนั้น นายพูดถึงค่าชดเชยต่างๆ ที่ฉันและลูกน้องจะได้รับ ซึ่งฟังไปมันก็เหมาะสมครบถ้วนตามตัวบทกฎหมายแรงงานไทย และระเบียบของบริษัท

ฉันหมดแรงเถียงนิสัยก้าวร้าวช่างยกแม่น้ำทั้งห้าของฉันหายไปหมด ในสมองคิดวนเวียนว่า ตายแล้วต่อไปฉันจะคงใช้รองเท้ายี่ห้อแพงคู่ละหมื่นห้าได้ไหม แล้วกระเป๋าล่ะเดี๋ยวนี้เบาะๆก็ห้าหกหมื่นนะไอ้ที่ใช้อยู่น่ะ เสื้อผ้าอีกล่ะ แต่ก็ไม่ค่อยเท่าไหร่นักสำหรับเสื้อผ้า ฉันผสมผสานเก่ง ตาย ตาย ทำไงเนี่ย ที่หนักคือกำลังผ่อนรถ เหลืออีกตั้งสามแสนกว่ากะว่าอีกปีครึ่งก็ส่งหมด ในหัวมีแต่เรื่องค่าใช้จ่าย จนนายเรียกชื่อฉันอีกครั้งถึงได้รู้สึกตัว เขากล่าวขอโทษฉันที่เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เขาบอกว่าเขาพยายามเจรจากับสำนักงานใหญ่แล้ว แต่มันก็เป็นเรื่องของนโยบายไม่ใช่ประเทศไทยเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ แต่ประเทศอื่นในเอเชียก็โดนด้วยเช่นกัน นายตบท้ายคำพูดขอโทษอีกครั้งพร้อมกับเดินเข้ามาสวมกอดฉัน พึมพำขอบคุณในผลงานที่ฉันทำให้กับบริษัท

นังเหมียวนั่งร้องไห้กระซิกกระซี้อยู่หน้าห้องนาย อีนี่แอบฟังตามเคย คงเข้าไปแอบฟังตรงมุมที่จัดไว้สำหรับเก็บเอกสารในห้องนาย มุมนี้มีแต่นายกับ PA เท่านั้นที่เดินเข้าไปได้ ตกลงมันถูกให้ออกจากงานด้วยหรือเปล่าหรือผัวมันตายจริงฉันชักไม่แน่ใจ เลยถามออกไปว่า

"ตกลงผัวแกตายจริงๆหรือ" นังเหมียวจึงตวัดหน้ากลับมาหาฉันอย่างเร็วจนขนตาปลอมแทบกระเด็นหลุดออกมา

"พี่ก็ พูดเป็นเล่นไปได้ ตกลงนายว่าไง"

เฮ้อ นี่แหละนิสัยมัน อยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง นังเหมียวชอบสืบข่าวมักจะติดตามข่าวของผู้คนในบริษัทเพื่อนำไปบอกนาย แต่ถ้าเป็นเรื่องของนายนังเหมียวจะเก็บเงียบ เรียกว่า 'เป็นงาน' ค่ะ ฉันก็ด้วยความคุ้นเคยจึงพูดว่า

"อ๋อ นายเขาเรียกฉันเข้าไป แล้วขอฉันแต่งงานน่ะ"

นังเหมียวปรี๊ดแตก

"พี่นะ"

"เออ แกก็รู้แล้วแกจะมาถามฉันทำไม"

นั่นแหละนังเหมียวถึงได้สงบลง แล้วก็สาธยายต่อว่ามีใครบ้างที่ร่วมชะตากรรมเดียวกับฉัน พร้อมตบท้ายพร้อมน้ำตาว่า

"พี่ไม่อยู่แล้วใครจะเลี้ยงไวน์เหมียวล่ะ" เฮ้อ ดูมันนึกว่ามันร้องไห้เพราะคิดถึงฉันเสียอีก นังเหมียวพูดต่อว่า "พี่ อีติ๊ว สั่งไว้ว่าพี่ออกจากห้องนายเมื่อไหร่ให้แวะหามันด้วย"

ขอโทษนะคะที่คำพูดฉันฟังดูไม่สุภาพและไม่ให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน แต่เรื่องมันก็เป็นแบบนั้นแหละค่ะ พนักงานจะเป็นไอ้ อี หมดทั้งฝรั่งทั้งคนไทยเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีนายคนเดียวที่ไม่มีใครกล้าล่วงละเมิด อย่างนังเหมียวนี่เป็นผู้ช่วยนายใหญ่ จบปริญญาโทแต่ชอบเป็นเลขานุการ หรือผู้ช่วย ด้วยเหตุผลที่ว่าทำงานให้กับคนคนเดียว และสามารถใช้อำนาจแทนนายได้ด้วยในบางครั้ง แม้จะเป็นอย่างนั้นฉันก็ยังไม่เคยได้ยินใครในออฟฟิศ เรียกมันว่าคุณเหมียวสักคน ยกวันแม่บ้าน กับคนขับรถ และ รปภ. ด้วย

ส่วนอีติ๊ว คำว่าติ๊ว ย่อมาจากติ๊วปิ้ด stupid นั่นแหละค่ะ ไม่รู้คิดกันได้อย่างไร ในที่นี้คือ จิมมี่ ฝรั่งที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล ดูแลหลายประเทศในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นคนที่เกือบทุกคนในบริษัทเกลียดนักเกลียดหนา เพราะนอกจากไม่หล่อแล้วยังคอยกีดกันสวัสดิการต่างๆ ของพนักงานด้วย งานก็ไม่เห็นทำสักเท่าไหร่ระดับผู้จัดการคนไทยต่างหากที่ทำงานเสียหัวฟู จนหน้าตาทรุดโทรมเพราะไม่มีเวลาแต่ง อีติ๊ว เรียกฉันเข้าไปพูดเรื่องตัวเลขค่าชดเชยต่างๆ ที่ฉันจะได้รับจากการถูกเชิญออกในครั้งนี้ ฟังดูก็เยอะพอประมาณหากว่าคุณหางานใหม่อย่างรวดเร็ว อีติ๊วคร่ำครวญต่อถึงความเห็นใจ ความพยายามอย่างเต็มที่ที่เขาช่วยพูดกับสำนักงานใหญ่ ให้ยกเลิกการไล่พนักงานออก ฉันนั่งจ้องหน้าอีติ๊วด้วยความหมั่นไส้ เพราะแม้คำพูดจะแสดงออกถึงความเห็นใจ แต่หน้าตานี่ก็ช่างขัดแย้งเสียเหลือเกิน ฉันนึกในใจว่าอีติ๊วนี่ท่าจะไม่เคยดูละครไทย จะได้หัดแสดงให้เป็นและน่าเชื่อถือหน่อย นี่ขนาดฉันได้ข่าวว่าอีติ๊วไปติดเด็กพริตตี้นะเนี่ย เด็กนี่มันก็ไม่สั่งสอนการแอ็คชั่นเสียเลย ไม่เหมือนนังเหมียวนี่ก็ดูละครเยอะไปหน่อยจนโอเว่อร์แอ็คชั่นในบางครั้ง ฉันนั่งฟังอีติ๊วบรรยายถึงนโยบายการเปลี่ยนแปลง และการลดค่าใช้จ่ายของบริษัทมานานประมาณครึ่งชั่วโมง จนง่วง ฉันเลยปิดปากหาว และขอบคุณเขาที่ให้ความกระจ่าง ก่อนเดินออกจากห้องฉันก็สร้างความประทับใจให้จิมมี่อีกครั้ง ด้วยการถามแปลเป็นไทยว่า "แล้วมึงล่ะ เมื่อไหร่ถึงคิว"

หลังจากวันนั้นฉันก็ได้รับอนุญาตให้เข้าออฟฟิศบ้าง ไม่เข้าบ้างก็ได้ เพื่อไปทำธุระส่วนตัว อยู่ออฟฟิศเก็บของบ้างซึ่งไม่มีใครสนใจควบคุมแต่อย่างไร เพราะทุกอย่างที่ทำไปก็จะถูกรื้อทิ้งหมดอยู่ดี ฉันก็ใช้อุปกรณ์การทำงานที่ออฟฟิศนั่นแหละในการหางานใหม่ เปิดเน็ตบ้าง พิมพ์ประวัติการทำงานบ้าง โทร.ถามข้อมูลต่างๆบ้าง เพื่อนที่ทำงานช่วยกันแนะนำบ้าง เพื่อนๆที่จะต้องออกไปพร้อมๆกัน ก็ได้รับความช่วยเหลือจากผู้โชคดีที่ยังอยู่กันเป็นอย่างดี น่าประทับใจจริงๆ ค่ะ มีการเลี้ยงส่งกันหลายรอบค่ะ เมากันอยู่หลายวัน จนถึงวันสิ้นเดือนที่เราต้องลาจาก ร้องไห้กันพอสมควร ลาแล้วสถานที่ทำงานที่สิงสถิตมา 10 ปีเต็ม ไปแล้วจะไปเริ่มชีวิตการทำงานใหม่ที่แตกต่างจากเดิมไปโดยสิ้นเชิง จากตำแหน่งผู้จัดการแผนกเพื่อไปเป็น PA to CEO

ไม่น่าเชื่อว่าการหางานทำนี่มันยากเย็น ฉันร่อนใบสมัครงานไปมากมายหลายบริษัท บริษัทจัดหางานเรียกฉันไปสัมภาษณ์ก็เยอะ บริษัทต่างๆ เรียกฉันไปสัมภาษณ์ก็มาก โอ๊ย รวมๆแล้วร่วม 20 บริษัทกระมังคะ แต่ก็ไม่มีใครรับฉันเข้าทำงานด้วยเหตุผลต่างๆ เงินเดือนสูงไปเกินงบประมาณไปบ้างล่ะ ความสามารถสูงเกินบ้างล่ะ สองเหตุผลนี่พอรับฟังได้ค่ะ แต่ที่บอกว่าแก่เกินไปนี่ซิน่าตบ เพราะนโยบายเขารับอายุไม่เกิน 35 ปี คงคิดว่า ถ้ารับคนอายุมากๆ มานี่คงหัวแข็งเถียงเก่ง ควบคุมยาก รถหรูที่ฉันขับไปสัมภาษณ์งานได้รับการต้อนรับอย่างดีจาก รปภ. ให้จอดหน้าตึก คู่กับรถของนายใหญ่ของบริษัท ยิ่งเห็นเสื้อผ้าชุดที่ฉันสวมใส่พร้อมกระเป๋ารองเท้า บวกเครื่องประดับ รปภ.ก็แทบจะอุ้มฉันขึ้นไปบนตึก ก็ฉันไม่ได้บอกนี่นาว่ามาสัมภาษณ์งาน แค่บอกว่ามาพบผู้บริหาร นั่นก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ไม่ได้งานค่ะ เว่อร์เกิน นี่คิดเอาเองเล่นๆ แต่จริงๆก็คือคุณสมบัติของฉันยังไม่ตรงกับความต้องการของบริษัทนั่นเอง

ฉันหางานอยู่ถึง 9 เดือนเต็ม ใช้เงินที่เก็บไว้จนเริ่มเสียดาย และเริ่มคิดที่จะเปลี่ยนอนาคตตนเองจากการเป็นสาวมั่น ที่มีความก้าวหน้าในชีวิตการทำงาน ไปใช้เวลาหาสามีดีไหม ช่างโชคร้ายอีกผู้ชายหายไปไหนหมด ไม่มีใครโผล่มาเป็นเหยื่อเลย เป็นช่วงชีวิตที่อับเฉาจริงๆค่ะ ไอ้น้องเด็กๆที่ออกมาพร้อมกัน ได้งานกันไปเกือบหมด คนที่ไม่ได้งานก็กลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดเพื่อช่วยกิจการครอบครัว หรือไม่ก็หางานทำที่นั่น เหลือฉันนี่แหละยืนเคว้งคว้างอยู่คนเดียว และแล้ววันหนึ่งโชคก็เข้าข้าง เพื่อนเก่าแถมแก่ประมาณเดียวกัน จะเด็กกว่าฉันก็แค่ 2 ปี ก็โทรศัพท์มาหา

"พี่ หางานอยู่ใช่ไหม นายหนูหา PA อยู่ มาเป็น PA ให้นายหนูไหม เราจะได้ทำงานด้วยกัน" ฉันฟังดูแล้วก็คิดตาม อืม จะว่าไปเป็น PA หรือ Personal Assistant ให้กับ CEO หรือ Chief Executive Officer ก็ไม่เลวนักนี่ บริษัทนี้เป็นบริษัททำ P.R. หรือประชาสัมพันธ์ ที่มีหุ้นส่วนเป็นบริษัทอเมริกันชื่อดังติดอันดับต้นๆของงานประชาสัมพันธ์ ฟังแล้วก็ไม่เลวนัก ทำให้คิดถึงนังเหมียวซึ่งถึงตำแหน่งจะเป็น PA แต่ก็ทำงานมากมายความรับผิดชอบสูง ดูแลนายทุกอย่างน้อยกว่าเมียนายนิดเดียว จัดการบริหารงานให้นายโดยที่ไม่ต้องรอให้สั่ง แม้นังเหมียวจะสอดรู้สอดเห็น ปากจัด เจ้ากี้เจ้าการ แต่ก็รู้ดีว่าอะไรคือความลับ อะไรคือเรื่องที่เปิดเผยได้ นังเหมียวจึงถือว่าทำงานระดับผู้ช่วยนายใหญ่ได้เก่งทีเดียว

เงินเดือนที่เพื่อนของฉันบอกมาสำหรับตำแหน่ง PA ที่ว่าฟังดูไม่น่าสนใจเอาเสียเลย แม้ว่าจะค่อนข้างสูงแต่ก็ยังห่างไกลเงินเดือนที่ฉันเคยได้อยู่มากโข เอ แต่ดูอย่างนังเหมียวซิทำงานเสร็จตามเวลาแล้วก็กลับบ้าน ชีวิตสบายจะตายไม่ต้องอยู่ดึกดื่นหรือเดินทางมากมายแบบฉัน และในนาทีนั้นตกงานมา 9 เดือน จะมาเล่นตัวอะไรนักหนา ชื่อตำแหน่งแน่นอนว่าเล็กกว่าผู้จัดการ แต่ก็อยู่ที่องค์กรนั้นวางบทบาทของ PA to CEO อย่างไร ชักเริ่มสนใจ เพราะจริงๆแล้วไปต่อรองเงินเดือนอีกหน่อยคงได้ เพราะฉันเป็นผู้จัดการด้านออกแบบส่งเสริมการขายมาก่อน งานประชาสัมพันธ์จึงไม่ไกลเกินกว่าจะเรียนรู้ ยิ่งฟังชื่อ CEO คนนี้ก็ยิ่งสนใจเพราะเขาเป็นนักธุรกิจชื่อดังคนหนึ่งของประเทศ ได้เป็นลูกน้องทำงานใกล้ตัวก็ไม่เลวนัก

ฉันเข้าไปพบ CEO ว่าที่เจ้านายใหม่คนนี้ตรงเวลานัดหมาย ออฟฟิศตั้งอยู่บนชั้นสูงของตึกที่ทำงานใจกลางถนนสีลม เช้าๆ มาทำงานคงวุ่นวายลำบากลำบนดีแท้ แต่เอาน่ะดีกว่าอยู่เปล่าๆแล้วไม่มีเงินใช้ CEO ของฉันเป็นชายหนุ่มวัยไม่ถึง 40 ปี ผิวขาวนวล หน้าสะอ้านเข้าขั้นหล่อ แต่ตัวเล็กนิดเดียว แต่งตัวเนี้ยบ ต้อนรับฉันด้วยรอยยิ้มอบอุ่น เสียงพูดนุ่มนวลสุภาพเรียบร้อย ไม่ถามอะไรฉันมากบอกแต่ว่างาน PA ของแกนั้น ต้องทำอะไรบ้าง ฟังดูฉันก็ไม่แปลกใจอะไรเพราะฉันเองก็คุ้นเคยกับการใช้งานเลขานุการมาก่อน ลักษณะงานใกล้เคียงกับ PA พอสมควร มีอะไรอาจจะโทร.ถามนังเหมียวได้ ท่าทาง CEO ท่านนี้กำลังต้องการผู้ช่วยอย่างหนัก จึงไม่ปฏิเสธการขอเงินเดือนที่เพิ่มจากที่ตั้งไว้

CEO ท่านนี้ถามว่าฉันพร้อมเริ่มงานเมื่อไหร่ ฉันขอเวลาไปต้นสัปดาห์หน้าเพื่อเคลียร์เรื่องจุกจิกส่วนตัวนิดหน่อย เจ้านาย เรียกเจ้านายได้เต็มปากแล้วแม้จะยังไม่ได้เซ็นสัญญาว่าจ้างก็ตาม ให้ฉันไปพบป๋าวิชาญซึ่งดูแลการเงิน และดูแลบุคคลไปด้วยในตัว โดยกดจากโทรศัพท์ภายในให้โอเปอเรเตอร์มาพาฉันไปพบ อ้า ได้งานเสียที แม้เงินจะหดหายไปครึ่งแต่งานตำแหน่งนี้ ก็คงสบายๆ เหมือนนังเหมียวที่มีเวลาเหลือมาเดินเม้าท์แตกไปทั่วออฟฟิศ

"น้องชื่ออะไรคะ" ฉันเอ่ยปากถามโอเปอเรเตอร์ หน้าตากระจุ๋มกระจิ๋มคนนั้น

"แป้ง ค่ะ"

"แล้วแป้งมานี่ ใครรับโทรศัพท์ล่ะคะ" ฉันอยากรู้อยากเห็น ด้วยความเป็นห่วง

"ไม่เป็นไรค่ะพี่ เดี๋ยวมันดัง 3 ตื๊ดไม่มีใครรับ สายมันจะวิ่งไปโต๊ะอื่นเอง"

เฮ้อ ค่อยหมดห่วงหน่อยฉันกลัวจะทำให้เขาลำบาก

ป๋าวิชาญเป็นชายสูงวัยกว่าฉันนิดหน่อย บุคลิกใจดี อบอุ่น เราคุยกันนิดหน่อยเรื่องกฎระเบียบการทำงาน เงินเดือน สวัสดิการ ก็ไม่ได้ให้อะไรมากมาย พนักงานแค่ 30 คน มีแต่ทีมงานบริหารลูกค้า ทีมงานตรวจสอบภาษา ตัดข่าว ส่วนบัญชีการเงินบุคคลนี่ป๋ากับลูกน้องอีกหนึ่งคนทำเอง เออ ง่ายดีชักเริ่มชอบบริษัทนี้ซะแล้ว

หนูแป้งพาฉันเดินชมรอบๆออฟฟิศ บริษัทเล็กนิดเดียว นาทีเดียวก็เดินทั่วเพียงเพิ่มเวลาเป็น 5 นาที เพราะการแนะนำให้ฉันรู้จักใครต่อใคร พนักงานที่นี่เด็กๆทั้งนั้นน่าจะอายุไม่ถึง 30 หรือ 35 แต่ละคนมองหน้าฉันด้วยแววตานอบน้อม พร้อมกับคำถามในแววตาว่า PA ทำไมแก่นักวะ ฉันฉลาดค่ะไอ้เรื่องจับผิดคนนี่น่ะ ในใจก็คิดต่อว่า ให้เห็นฝีมือฉันเสียก่อนเถอะ แม้ฉันไม่เคยเป็น PA มาก่อน แต่การเป็นผู้จัดการมาก่อนทำให้รู้ถึงความคาดหวังที่พึงมีต่อการทำงานของผู้ช่วยเป็นอย่างดี ฉันคิดของฉันแบบนั้น