บึงกาฬ...

เยือนปลายฝน เที่ยวยลน้ำตก
ท่องเที่ยวทั่วไทย

1. ทางหลวงหมายเลข 1 พาเราผ่านเข้าสระบุรี แล้วส่งต่อทางหลวงหมายเลข 2 ให้นำเราไปผ่านนครราชสีมา ตามด้วยขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย และบึงกาฬ รวมระยะทาง 751 กิโลเมตร โดยเมื่อมาถึงที่จังหวัดบึงกาฬ ก็จวนเย็นค่ำเข้าไปมาก

ราวๆสิบชั่วโมง ที่เสียเวลาไปกับการเดินทาง

แวะกิน เข้าปั๊ม และซุกกายนอนฟังเพื่อนกรน

มีเพลงไอโฟนติดหูฟัง ยังมิอาจกลบเสียงกรน

ในระหว่างการเดินทางนั้น ก็ได้แต่ประหวัดไปถึงปลายทาง ว่าทริป "ท่องเที่ยวทั่วไทย" เพื่อชื่นชมกับน้ำตกนั้น จะได้เห็นในความสวยงามเพียงใด หรือจะสร้างความผิดหวังอีกครั้ง เพราะด้วยประสบการณ์ที่ผ่านๆมา เกี่ยวกับการเยี่ยมชมน้ำตก สำหรับตัวผม...ประสบความล้มเหลวอยู่เรื่อย ด้วยมักไปผิดช่วงวันเวลาเอง จึงเห็นแต่ความแห้งผาก

โดยเฉพาะสภาพทางธรณีวิทยา ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้นว่าจะมีปริมาณฝนตกมามาก แต่ก็เหือดแห้งหายไปอย่างรวดเร็ว ด้วยพื้นที่โดยรวมเป็นดินปนทราย มวลน้ำจึงถูกซึมซับไปอย่างฉับพลัน ทำให้เกิดความแห้งแล้งอย่างรุนแรง

มองผ่านหน้าต่างในห้องพัก ผมแลเห็นปรากฏการณ์ ที่จะเกิดขึ้นอยู่ไกลลิบๆ เป็นมวลหมู่เมฆฝนกำลังก่อการณ์ เพื่อสรรค์สร้างหยาดน้ำจากฟ้า

ดีใจเมื่อตื่นนอนมาแลเห็น กับความชื้นแฉะ เจิ่งนอง และเย็นสบาย อันเนื่องจากก่อการณ์ได้สำเร็จ แม้ฝนจะตกมาไม่มาก แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดี

ก่อนสตาร์ทการเดินทาง เห็นรอยกระหยิ่มมุมปาก จาก พี่บอย-อุภัย สาระศาลิน หัวหน้างานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปรยว่า จะรู้สึก... "หลงรักประเทศไทย หลงรักบึงกาฬ"

อื้อฮือ!!! จะรักหัวปักหัวปำ ได้ขนาดนั้นเชียวรึ

เป็นสโลแกน...ที่ท้าทายความรู้สึกเสียนี่กระไร

แต่ที่แน่ๆ...เราต้องเดินทางไปที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว กันก่อน เพราะด้วยจุดหมายท่องเที่ยว ที่สำคัญแห่งแรกนั้น ได้ซ่อนตัวนิ่งอยู่ภายใน

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ตั้งอยู่บ้านหนองจิก เลยอำเภอบุ่งคล้าไป 3 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาอีกประมาณ 6 กิโลเมตร โดยมีเนื้อที่ราว 186.5 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 116,562 ไร่ ได้ครอบคลุมพื้นที่ ในเขตอำเภอทุ่งคล้า อำเภอเซกา และอำเภอบึงโขงหลง เกือบติดพรมแดนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือสปป.ลาว

พี่เสรีพงษ์ กับ พี่ทวี สองเจ้าหน้าที่มาดเข้ม มาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จะมาค่อยอำนวยความสะดวกให้ โดยเริ่มพาไปชม น้ำตกถ้ำฝุ่น

น้ำตกถ้ำฝุ่น เปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ในระหว่างเวลา 18.30-16.30 น. ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านภูสวาท ตำบลหนองเดิ่น แล่นรถไปตามทางหลวงหมายเลข 212 ก่อนถึงอำเภอบุ่งคล้า 7 กิโลเมตร และแยกขวาไปน้ำตก 4 กิโลเมตร

ผืนป่าโปร่งสีเขียวเข้มล้อมรอบลานจอดรถ พี่บอย...จาก ททท. เดินนำหน้าไปไกลก่อน แต่เห็นว่า พี่เค้าเพิ่งมาเป็นครั้งแรก ทว่ากลับดูชำนาญทาง

กับทางเดินดินทรายเฉอะแฉะ บางช่วงมีธารน้ำเล็กๆตัดผ่าน ข้างทางเบียดแน่นด้วยต้นไม้ ที่ไล่ระดับชั้นเกือบเป็นระเบียบ ส่วนใหญ่ที่กระจัดกระจายทั่วไป ล้วนแต่เป็นพันธุ์ไม้สำคัญ อย่างไม้ยาง ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน พยุง มะค่าโมง กะบาก ไม้ก่อ ส่วนพืชพรรณไม้พื้นล่าง จะเป็นไม้จำพวกหวาย ปาล์ม และไม้ไผ่...ที่โค้งตัวเข้าหาเป็นซุ้ม

พอหยุดเดินเงียบเสียงครู่เดียว เสียงน้ำตกมาเสียดโสตประสาท ทำให้รู้ได้ว่า...เดินมาถูกทางแล้ว พอหลุดพ้นไปจากดงไม้ทึบ ก็เข้าสู่ลานหินทรายอันกว้าง ตรงออกไปเบื้องหน้าเป็นน้ำตกหลั่งไหลน้ำใสเย็นไม่ขาดระยะ แล้วครอบคลุมตามลานหิน ที่มีหลุมหลากหลายขนาด หรือที่ชาวอีสานเอิ้นกันว่า 'โบก' ซึ่งบางหลุมกว้างขวางอย่างมาก ขนาดหนุ่มสาวสองคนลงแช่ แล้วก็ยังเห็นมีพื้นที่เหลืออีกหน่อย ก็เลยนึกอยากลงสำราญด้วยคน

กลับไปลุยสายน้ำถ่ายภาพ แต่ก็ต้องระวังจะลื่นล้ม และเกรงจะตกหลุม แต่พลันความรู้สึกร่มเย็นขึ้น เมื่อได้ก้าวเข้ามาสู่บริเวณถ้ำฝุ่น โดยที่ชื่อของน้ำตกแห่งนี้ ก็มีที่มาจากชื่อของถ้ำ ที่มีพื้นที่ดินเป็นฝุ่น ซึ่งในสมัยกาลก่อนนั้น เป็นที่พักของพระธุดงค์กรรมฐาน ก่อนที่จะบรรลุถึงอริยสงฆ์ ต่างเดินทางมาปฏิบัติธรรมกัน และที่สำคัญภายในถ้ำ ยังมีพระพุทธรูปสถิตอยู่ด้วย มีนักเดินทางต่างมากราบไหว้ ผมก็เลยก้มลงกราบอย่างนอบน้อม

หันไปมองข้างถ้ำฝุ่น แลเห็นเส้นสายน้ำตก ที่มีน้ำเฉพาะช่วงฤดูฝน ไหลเทจากผาหินทราย ในลักษณะเป็นร่องแคบ จึงแลเห็นน้ำตกเป็นทางยาว

ผ่านน้ำตกที่แรก ต่อมอินเลิฟยังไม่ทำงานดี

หรืออาจแค่การเริ่มต้น จึงยังมิได้ปลาบปลื้ม

กว่าผองเพื่อนที่ชอบถ่ายภาพ จะรวมตัวกลับมากันได้ ก็เสียเวลาไปพอสมควร แล้วจึงเร่งไปตามเส้นทาง บ้านชัยพร-บ้านภูเงิน หรือทางหลวงหมายเลข 212 ในระยะประมาณ 13 กิโลเมตร แล้วก็จะพบกับทางแยก ที่นำเข้าไปสู่ น้ำตกชะแนน

หยุดเตรียมตัวที่วัดบ้านภูเงิน แล้วกระโดดขึ้นท้ายโฟร์วีล ด้วยพาหนะเดิมใช้ไม่ได้ เพราะเส้นทางสาหัสสากรรจ์ ทำให้หัวสั่นหัวคลอนตอนสัญจร

ยังไม่ทันเดินพ้นจากรถ เสียงน้ำตกก็ดังกึงก้อง

และก้าวต่อไปไม่ทันไร น้ำตกเผยตัวตนออกมา

ว้าว!!! ธรรมชาติสวยงาม...อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

โดยเฉพาะตรงบริเวณสะพานหิน หรือที่คนในท้องถิ่นเรียกขานกันว่า ขัวหิน ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นมาอย่างแปลกตา

น้ำตกชะแนน หรือน้ำตกตาดสะแนน ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ต้นกำเนิดของลำห้วย อย่างลำห้วยกะอาม ลำห้วยบังบาตร หรือลำห้วยชะแนน

โดยน้ำตกชะแนน เดิมเรียกว่า น้ำตกตาดสะแนน ซึ่งคำว่า สะแนน เป็นภาษาอีสานแปลว่า สูงสุดยอด...เยี่ยมยอด ส่วนคำว่า ตาด แปลว่า ที่ซึ่งมีน้ำไหล ทั้งสะแนนในความหมายทางอีสาน เป็นชื่อของเตียงไม้ไผ่ ที่นำมาเหลาเป็นซี่ๆ แล้วมาปูเข้าเป็นเตียง แต่ในความหมายทางธรรมชาติ หมายถึงน้ำตกที่ไหลริน แต่มักมีขัวหินกั้นอยู่เป็นช่วงๆ

ทางเดินไปน้ำตกชะแนน จะผ่านขัวหิน (สะพานหิน) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่มีสายน้ำลอดหายไปใต้สะพานหิน มีความยาวประมาณ 100 เมตร จากสะพานหินไปนั้น หากเมื่อมองจากด้านซ้ายมือ จะเห็นว่าได้ทอดตัวยาวเหยียดออกไป จนบรรจบกับแนวของป่าละเมาะ ที่กำลังเขียวขจีในรอบปี หากพ้นจากนั้นไปอีกนิด มีแต่โขดหิน เนินหิน หรือเพิงผา ที่มีขนาดมหึมาซ้อนกัน ในลักษณะแนวยาว ขนานกับชั้นล่างที่เป็นบึง

ส่วนบึงชะแนน หรือห้วยชะแนน มีเงาไม้ที่ร่มครึ้ม ตลอดทั้งสองฟากฝั่ง แล้วเชื่อกันว่า ในห้วยชะแนน มีจระเข้อาศัยอยู่ และเหนือลำห้วยชะแนนขึ้นไป เป็นโตรกที่ขนาดใหญ่ เมื่อถึงฤดูฝนจะมีน้ำตกไหล ลงจากลานหิน ที่แผ่ออกเป็นแผงกว้าง

การเดินทางไปชั้นที่สอง ของน้ำตกชะแนนนั้น จะผ่านแนวลำธาร ที่พื้นเต็มไปด้วยโขดหิน เมื่อได้เดินตามลำธาร ไปทางชายฝั่งด้านซ้ายมือ แล้วทะลุออกที่ลานกว้าง บริเวณริมแอ่งน้ำใหญ่ ตลอดทั้งพื้นตรงนั้น มีหาดทรายละเอียดราวแป้ง และเหนือแอ่งน้ำขึ้นไป เป็นน้ำตกชั้นเตี้ยๆ ที่มีน้ำตกลงมาสู่แอ่ง คนในท้องถิ่นเรียกว่า น้ำตกบึงจระเข้

นั่นคือข้อมูล...ที่เจ้าหน้าที่กล่าวอย่างย่อให้ฟัง

จึงหันชวนเกลอสนิท ตีตัวออกห่างไปจากกลุ่ม

ทางเดินเท้าอันชุ่มชื้นด้วยน้ำ มาจากฝนที่ตกต้องตามกาล สองเราก้าวเดินไปอย่างเย็นใจ พร้อมกับได้สดับฝังสำเนียงลม ที่กรีดเสียงเข้ากับใบไผ่บางคม แถมยังได้หอบหิ้วละอองน้ำ เข้ามาโลมไล้ใบหน้าหล่อ ช่วงที่สายลมเปลี่ยนทิศเปลี่ยนทาง

ผีเสื้อลายสวยตัวเขื่อง มาโบยบินเสาะหาน้ำหวาน บินโฉบไปตรงโน้นไปตรงนี้ ไม่ยอมลงเกาะอยู่นิ่งสักที เลยลองเดินตามหลังกันไป พอสาวเท้าตามเพียงสี่ห้าก้าว ก็หาที่ทางเกาะอยู่นิ่งๆได้ ผมกะจะยกกล้องส่องถ่าย แต่มันกลับบินหายตัวไป

ยืนนิ่งยิ้มกับเพื่อนสองคน กับความล้มเหลวไม่เป็นท่า แล้วพากันก้าวเท้าเดินต่อไป กระทั่งเสียงถาโถมน้ำตกแว่วมา จึงเร่งฝีเท้าออกจากพงไพร

โอ้ว!!! น้ำตกชะแนน...ช่างสวยงามตามคำร่ำลือ

ปิดท้ายที่ให้คลั่งไคล้หนักเข้าไปอีก เมื่อเดินย้อนกับมาเส้นทางเดิม แล้วเพื่อนมันทำทีท่าตื่นเต้น ยามที่เหลียวหลังไปมองเห็น ดอกสิรินธรวัลลี หรือ สามสิบสองประดง (Bauhinia sirindhorniae) ดอกไม้งามที่ตระการตาแห่งป่าภูวัว ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้มงคล หรือต้นไม้พื้นถิ่นประจำบึงกาฬ อันมีความหมายสำคัญถึงวัลยชาติ แห่งองค์สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเป็นพันธุ์ไม้หายาก ที่ใกล้จะสูญพันธุ์เข้าไปทุกที มักดอกออกเป็นช่อสีน้ำตาลแดง ส่วนตัวเนื้อไม้ให้สรรพคุณ ทำยาสมุนไพรรักษาโรคได้