ตามรอยเสด็จพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร

สืบร่องรอยราชวงศ์ไทยที่หายสาบสูญ
ตามรอยประวัติศาสตร์

ภาค 3 อนาคตที่เรืองรอง จากอนุสรณ์สถานมหาเถระสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ถึงศิลปะอมรา-อยุธยา การค้นพบวัดอโยธยาและสุสานหลวงของสายสกุลอยุธยาที่สุสานลินซินกองหรือสุสานล้านช้าง อมรปุระแห่งรัฐมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาร์ ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์สำคัญระหว่างสายสัมพันธ์ไทย-เมียนมาร์ หรือที่คนไทยเราคุ้นชินเรียกว่า พม่า สืบสานสายสัมพันธ์ของพุทธศาสนานิกายเถรวาทระหว่างสองดินแดนที่มีมานานนับพันปี ยิ่งอีกไม่นานนี้ก็ถึงเวลาก้าวสู่เออีซีที่เป็นการรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของประชาคมอาเซียน จึงถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของมิตรประเทศทั้งสองที่มีแผ่นดินแนบชิด ในการที่จะร่วมกันพัฒนานำความก้าวหน้ามาสู่ภูมิภาค จากการค้นพบดังกล่าว จึงได้มีการริเริ่มก่อตั้งเป็น "โครงการอนุสรณ์สถานมหาเถระสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร สุสานล้านช้าง อมรปุระ" (Mahatera King Udumbara Memorial Ground) เพื่อจัดทำเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร เชื้อพระวงศ์อยุธยา ตลอดจนข้าราชการและทวยราษฎร์ทั้งหลายที่ถูกกวาดต้อนไปยังเมืองพม่า

ตลอดสองร้อยกว่าปีนับแต่สิ้นสูญแผ่นดินอยุธยา คนไทยเรารับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเชลยในเมืองพม่าน้อยมาก ยิ่งก่อนหน้านี้ที่พม่าเป็นเมืองปิดด้วยแล้ว การค้นคว้าแลกเปลี่ยนความรู้เชิงประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องยากลำบากยิ่ง แต่หากโครงการจัดสร้างอนุสรณ์สถานฯแห่งนี้เดินหน้าต่อไปจนสำเร็จเสร็จสิ้น นอกจากเป็นสัญลักษณ์ที่นำสู่สายสัมพันธ์อันแนบแน่นของสองประเทศดังกล่าวแล้ว ยังเป็นประตูเปิดสู่ความก้าวหน้าของการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ในแง่มุมใหม่ๆร่วมกันในอนาคตอีกด้วย

เมื่อไม่นานนี้ ผู้เชี่ยวชาญทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายพม่าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในคณะทำงานโครงการอนุสรณ์สถานฯได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาเพื่อนำเสนอข้อมูลหลักฐานที่มีชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเผยแพร่แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้จากการทำงานในพื้นที่บริเวณสุสานลินซินกอง ซึ่งคณะทำงานดังกล่าวประกอบด้วย วิจิตร ชินาลัย สถาปนิก และผู้อำนวยการโครงการ ปองขวัญ สุขวัฒนา ลาซูส สถาปนิกและรองผู้อำนวยการโครงการฝ่ายข้อมูลข่าวสาร ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ นักโบราณคดีอาวุโส และฝ่ายพม่า คือ อู วิน หม่อง ผู้เชี่ยวชาญการอนุรักษ์โบราณสถานชาวพม่า อุปนายกสมาคมมิตรภาพพม่า-ไทยจิตพรรณ และ มิกกี้ ฮาร์ท สถาปนิกนักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ชาวพม่า และนายกสมาคมมิตรภาพพม่า-ไทยจิตพรรณ

ในการนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับหลักฐานดังกล่าว อู วิน หม่อง มองจากมุมของผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ได้ตอกย้ำความเชื่อมั่นและยืนยันเหตุผลที่ทำให้มั่นใจว่า สถูปที่ทำการขุดค้นนั้นเป็นสถูปบรรจุพระบรมอัฐิของพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร ด้วยเหตุผลประกอบ7ประการ คือ1. พงศาวดารพม่าฉบับคองบอง มีบันทึกไว้ว่าพระราชวงศ์อยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปพม่า เมืองหลวงในขณะนั้นคืออังวะ แต่ต่อมาก็ย้ายเมืองหลวงมาที่อมรปุระ 2. สุสานลินซิงกองหรือสุสานล้านช้าง ในยุคต้นๆ ถือเป็นสุสานสำหรับชนชั้นสูงชาวต่างชาติในพม่าเท่านั้น 3. ตามหลักฐานบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในสมุดพาราไบก์ บันทึกว่ามีพระมหากษัตริย์ไทยเคยได้รับการพระราชทานเพลิงศพจากกษัตริย์พม่า คือ พระเจ้าปดุงที่สุสานล้านช้าง 4. ขนาดของอิฐที่สร้างกำแพงแก้ว พระพุทธเจดีย์องค์ประธานและพระเจดีย์ทรงกลมทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ภายในกำแพงแก้วที่พบพระอัฐิ รวมทั้งบริเวณแท่นถวายพระเพลิงที่ต่อเนื่องกับกำแพงแก้วด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นอิฐร่วมสมัยกับที่ใช้สร้างกำแพงเมืองอมรปุระ 5. ภาชนะบรรจุอัฐิทรงบาตร เป็นเครื่องเคลือบดินเผายุคอมรปุระ ซึ่งเป็นช่วงที่พระเจ้าอุทุมพรสวรรคต 6. ลักษณะภาชนะทรงบาตรตั้งอยู่บนพานแว่นฟ้าประดับตกแต่งสวยงาม ซึ่งใช้กับเจ้านายชั้นสูงหรือพระมหากษัตริย์เท่านั้น 7. พระบรมอัฐิที่พบในภาชนะทรงบาตร นอกจากกระดูกแล้วยังพบกระดุมสายรัดประคด ทั้งหมดห่ออยู่ในผ้าจีวร แสดงว่าต้องเป็นเจ้านายชั้นสูงหรือพระมหากษัตริย์ที่ยังทรงเป็นพระสงฆ์หรือพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวมีเพียงพระองค์เดียวคือ พระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร นอกจากนี้ข้อมูลจากการวิเคราะห์พระอัฐิที่บรรจุในภาชนะทรงบาตร โดย ดร.ทิน หม่อง จี พบชิ้นส่วนบริเวณกะโหลกที่น่าจะเป็นของผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สอดคล้องกับการคำนวณพระชันษาของพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพรว่าน่าจะเสด็จสวรรคตในราวพระชนมายุ 66 พรรษา นอกจากนี้ผังของเจดีย์และพระสถูป แสดงว่าเป็นวัดไทย พม่าไม่นิยมสร้างสถูปเจดีย์บรรจุอัฐิในวัด

ด้าน มิคกี้ ฮาร์ท นายกสมาคมมิตรภาพพม่า-ไทยจิตพรรณ เล่าถึงประเด็นการค้นพบวัดอยุธยาว่า "เกี่ยวกับวัดอยุธยา เป็นข้อมูลใหม่มากๆ นักวิชาการไทยหรือแม้แต่นักวิชาการพม่าเองก็ไม่ทราบว่าที่อมรปุระมีวัดอโยธยาอยู่ ผมเองก็อ่านพงศาวดารพม่ามาแล้วหลายฉบับแทบจะทุกฉบับก็ว่าได้ ก็ยังไม่เคยทราบเหมือนกัน เพิ่งมาเห็นพงศาวดารบันทึกเอาไว้หลังจากได้ดำเนินการทางโบราณคดีที่สุสานลินซินกองแล้ว แต่ว่าผมถือว่าได้พบหลักฐานอื่นมากกว่าสถูปพระเจ้าอุทุมพร ซึ่งก็คือวัดอยุธยา...

...เรื่องวัดอยุธยาผมจะอธิบายตามหลักการโบราณคดี เมื่อก่อนนี้มีนักโบราณคดีไทยที่เป็นผู้ใหญ่ที่นับถือของนักโบราณคดีไทยมาก ชี้ว่าพระสถูปทรงกระบอกนั้นไม่ใช่ศิลปะไทย เรื่องนี้ผมยอมรับ แต่มันก็ไม่ใช่ศิลปะพม่าเหมือนกัน เหมือนกับพระพุทธรูปเหล่านี้ (มีตัวอย่างแสดงขึ้นจอ) ที่ทั้งไทยและพม่าต่างก็บอกว่า ไม่ใช่ทั้งศิลปะไทยและพม่า ดังนั้น มันน่าจะมีศิลปะอีกสกุลช่างหนึ่งซึ่งอาจารย์ปฏิพัฒน์ท่านกรุณาตั้งชื่อให้ว่า "ศิลปะอมรา-อยุธยา"

...เมื่อกลับมาพิจารณาที่หน้างานของเรา โบราณสถานต่างๆก็มีลักษณะเป็นวัดเหมือนกัน ก็คือมีเจดีย์ วิหาร และยังพบกระเบื้องมุงหลังคา ซึ่งลักษณะนี้ไม่ใช่วัดพม่าเพราะวัดพม่าสร้างด้วยไม้และมุงหลังคาด้วยไม้ และยังพบชิ้นส่วนเสมาหินทราย ซึ่งแตกต่างจากเสมาของพม่า คือของพม่าจะเป็นเสาหินกลมมีหัวเม็ด แต่ของไทยเป็นแผ่นหิน ดังนั้นวัดนี้จึงน่าจะเป็นวัดไทย..."

แม้ว่าหลักฐานต่างๆที่พบ และวิเคราะห์ประเมินออกมาได้นี้จะไม่ใช่สิ่งสรุปยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า พระอัฐิที่ค้นพบบรรจุอยู่ในภาชนะทรงบาตรที่ห่อหุ้มด้วยจีวรนี้เป็นของพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร อดีตกษัตริย์แห่งอยุธยาหรือไม่ แต่ก็มีแนวเป็นไปได้มากว่าน่าจะเป็นเช่นนั้นจริง แต่นอกเหนือไปจากการหาหลักฐานเพิ่มเติมมาพิสูจน์ยืนยันให้ชัดเจนหนักแน่นยิ่งขึ้นแล้ว ประเด็นต่อจากนี้สิ่งสำคัญคือการสงวนรักษาพื้นที่ไว้ เพื่อมิให้พื้นที่อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทย-พม่าได้ถูกนำไปใช้ในด้านอื่นๆ ซึ่งขณะนี้ทางรัฐบาลท้องถิ่นมัณฑะเลย์ซึ่งเป็นผู้ดูแลพื้นที่ดังกล่าวก็ได้เข้าใจและเห็นถึงความสำคัญของคุณค่าทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว จึงได้มีการทบทวนและระงับการพัฒนาพื้นที่ไปในด้านอื่นๆ แต่หันมาส่งเสริมให้อนุรักษ์และใช้ประโยชน์พื้นที่ในเชิงประวัติศาสตร์ รวมทั้งได้ส่งต่อเรื่องไปยังรัฐบาลกลางในกรุงเนปิดอว์ ซึ่งในอนาคตก็น่าจะมีทิศทางไปในทางที่ส่งเสริมการกระชับสัมพันธ์ และร่วมกันพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ระหว่างสองประเทศต่อไป

ในฐานะ ผู้อำนวยการโครงการฯ วิจิตร ชินาลัย ซึ่งได้นำคณะทำงานทั้งไทยและพม่าลงพื้นที่เพื่อร่วมกันสำรวจขุดค้น จนกระทั่งสามารถค้นพบหลักฐานยืนยันจากบริเวณสุสานลินซินกอง ได้สรุปเน้นประเด็นสำคัญอย่างชัดเจนว่า " ...เหตุผลที่เราต้องการอนุรักษ์พื้นที่นี้ไว้ก็เพื่อให้นักวิชาการชาวไทยได้มีโอกาสมาศึกษาเพิ่มเติมต่อไปในอนาคตได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในทางวิทยาศาสตร์ โบราณคดีหรือประวัติศาสตร์ก็ตามซึ่งทางพม่ามีอยู่มากและพร้อมที่จะให้ทางนักวิชาการชาวไทยไปศึกษาแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้กัน แต่ถ้าเราไม่มีพื้นที่นี้ไว้ ต่อไปการศึกษาข้อมูลเบื้องลึกในอนาคตมันก็จบสิ้น

...ผมจำเป็นต้องเดินหน้าโครงการฯ ต่อไป การเดินหน้าต่อก็มีอีกหลายวิธี ผมยังไม่หยุด ถ้าหยุดตอนนี้มันง่าย ทางรัฐบาลท้องถิ่นมัณฑะเลย์ก็เข้ามาสร้างโรงแรม สร้างร้านอาหาร ตามโปรแกรมซึ่งแบบของเขาก็มีอยู่แล้ว แต่ในอนาคตถ้าเรามาค้นพบทีหลังว่าบริเวณนี้เป็นที่อยู่ของชาวไทยและเกี่ยวกับพระเจ้าอุทุมพรแล้วเราจะทำอย่างไร ไปรื้อตึกเขาก็ไม่ได้แล้ว ดังนั้นผมจะดำเนินการรักษาพื้นที่เอาไว้ก่อน ก็ต้องเดินหน้าต่อ ถือว่าเริ่มจากศูนย์ เริ่มเดินหน้าก้าวแรกต่อ โดยทำหนังสือเป็นทางการยื่นไปถึงรัฐบาลเนปิดอว์ ขออนุญาตรัฐบาลกลางขอดำเนินการต่อตามที่เคยยื่นเสนอรัฐบาลท้องถิ่นมัณฑะเลย์เอาไว้และได้รับอนุญาตแล้ว

ส่วนโครงการฯต่อจากนี้ไปจะเป็นรัฐบาลกลางเนปิดอว์ร่วมกับสมาคมจิตพรรณ สมาคมสถาปนิกสยาม และสำนักงานทรัพย์สิน หรือจะเป็นรัฐบาลกลางเนปิดอว์ร่วมกับภาครัฐของไทยก็จะยิ่งมั่นคงยิ่งขึ้น ทั้งนี้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐของไทยด้วยที่จะเข้าไปทำการศึกษาด้วยกัน หรือว่าอาจจะยื่นขออนุญาตรัฐบาลกลางเนปิดอว์ผ่านกระทรวงการต่างประเทศของไทย ซึ่งได้ศึกษามาแล้วและสามารถทำได้...เหตุผลสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ระหว่างประเทศพม่าและไทย เพราะความสัมพันธ์ทางศาสนาดังกล่าวมีมายาวนานก่อนหน้าที่จะมีประเทศพม่า ประเทศไทย ก่อนที่จะมีเส้นพรมแดนเกิดขึ้น มีมานานนับพันปี นี่ถือเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด เพราะเรากำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน นี่เป็นข้อที่ 1

ข้อที่ 2 เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างมหาเถระพม่า ในสมัยอมรปุระกับมหาเถระไทย ความจริงมหาเถระพระเจ้าอุทุมพรนี่เป็นตำแหน่งที่สังฆนายกมหาเถระของอมรปุระแต่งตั้งให้ พระเจ้าอุทุมพรได้ตำแหน่งมหาเถระอุทุมบารานั้น ท่านได้ตำแหน่งมหาเถระในฐานะที่เป็นพระที่อยู่ในประเทศพม่า ฉะนั้นจึงเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างมหาเถระกับมหาเถระ ข้อที่ 3 ก็คือ เป็นโครงการที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์พม่า และพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต พระเจ้าอุทุมพรเป็นกษัตริย์ของเจ้าประเทศราชเพียงพระองค์เดียวที่พระมหากษัตริย์พม่าจัดพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพให้ และบรรจุพระบรมอัฐิไว้ที่สุสานลินซินกองตามพงศาวดารที่ อู วิน หม่อง ได้อธิบายไปแล้ว"

กลับมามองในมุมความรู้สึกของคนไทยกันบ้าง คนไทยจำนวนหนึ่งนอกจากยังคงรู้สึกลบกับชาวพม่าด้วยความคิดฝังหัวที่ยึดมั่นอยู่ว่า พม่าเผาทำลายกรุงศรีอยุธยาแล้วลอกเอาทองไปบ้าง รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระสุพรรณกัลยา พระพี่นางของสมเด็จพระนเรศวรฯ ว่าทรงสิ้นพระชนม์อย่างน่าสงสารด้วยฝีมือกษัตริย์พม่าบ้าง แต่หากมองด้วยใจที่เปิดกว้าง แล้วพึงพิจารณาอย่างรอบด้านก็จะพบความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-พม่าที่ทำให้ความเข้าใจเดิมๆนั้นเปลี่ยนแปลงไป อย่างในกรณีที่เชื่อว่าพม่าเผาทำลายกรุงศรีอยุธยา แล้วลอกเอาทองไปหุ้มองค์พระเจดีย์ชเวดากองนั้น อันที่จริงการสู้รบของคนยุคโบราณเมื่อเข้ารุกรบไปถึงบ้านเมืองของอีกฝ่าย หากบ้านเมืองนั้นมิได้ยอมอ่อนน้อมเป็นเมืองขึ้นก็เข้ายึดครองเมือง กวาดทรัพย์สินแล้วไม่แคล้วถูกเผาทำลายจนวอดทั้งเมือง ทำนองว่าเป็นการสั่งสอน และไม่ต้องการให้ฟื้นคืนบ้านเมืองกลับมาตั้งตัวสู้รบได้อีก จากนั้นก็กวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลย เป็นวิถีสู้รบของคนโบราณในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าไทย พม่า ลาว เขมร ปัตตานี ญวน ก็ล้วนรบพุ่งกันมาอย่างนี้ ไทยเราเวลารุกไปตีลาว เขมร ก็บุกเข้าปล้นทรัพย์ ฉุดคร่า เผาเมืองเขาจนราบเป็นหน้ากลองไม่แตกต่างกัน ส่วนที่ว่าพม่าลอกทองกรุงศรีอยุธยาไปหุ้มพระเจดีย์ชเวดากองนั้น แต่ครั้งโบราณกาลกษัตริย์พม่าหลายพระองค์เมื่อทรงขึ้นครองราชย์นั้น ทรงพระราชศรัทธาถวายทองคำมีน้ำหนักเท่าพระองค์ จนถึงหลายเท่าเพื่อปิดทององค์พระเจดีย์ เพราะฉะนั้นพระมหาเจดีย์ชเวดากององค์ทองผ่องอร่ามที่สูงเสียดยอดมองเห็นได้จากทั่วทุกมุมของเมือง ตั้งตระหง่านเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธทุกเชื้อชาติในพม่าจนถึงทุกวันนี้ คงไม่ได้เกิดจากพม่ามาขนทองบ้านเมืองเราเอาไปหุ้มพระเจดีย์บ้านเขาเป็นแน่

ส่วนองค์วีรกษัตรีย์อีกพระองค์หนึ่งของไทย พระสุพรรณกัลยา นั้น ตามข้อมูลหลักฐานใหม่ๆ ที่เคยมีการเปิดเผยโดย มิคกี้ ฮาร์ท ระบุว่า ในเมืองพม่ามีเจ้าหญิงพระองค์หนึ่งนามว่า เจ้าหญิงภุ้นชี่ หรือ เจ้าหญิงพิษณุโลก ทรงเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าบุเรงนองที่เกิดจากพระสุพรรณกัลยา หลังสิ้นรัชกาลพระเจ้าบุเรงนอง เจ้าหญิงพระองค์นี้ตามเสด็จพระมารดาออกมาประทับนอกพระราชวัง ต่อมาได้ทรงเสกสมรสกับเจ้าเกาลัด โอรสเจ้าอสังขยา เจ้าเมืองตะตุป แห่งไทใหญ่ มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของพระเจ้ามังรายจอซะวา ผู้ครองนครอังวะ ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์ที่2 ของพระเจ้าบุเรงนอง คราวสงครามยุทธหัตถี ในพ.ศ.2135 ที่สมเด็จพระนเรศวรฯ เอาชัยเหนือพระมหาอุปราชาจนสิ้นพระชนม์บนหลังช้างนั้น จากที่เคยรับรู้กันว่า พระเจ้านันทบุเรงทรงคลั่งแค้นมากถึงกับตรงเข้าฟันพระสุพรรณกัลยาจนสิ้นพระชนม์อย่างโหดเหี้ยมนั้น มีหลักฐานบางแห่งของพม่าบอกว่า เวลานั้นเจ้าหญิงพิษณุโลกได้ทรงสมรสแล้ว และพระองค์พร้อมพระราชมารดาซึ่งเป็นเจ้าหญิงเชื้อสายไทยประทับอยู่ที่เมืองอังวะ และตั้งแต่หลังสงครามครั้งนั้น พระเจ้านันทบุเรงก็ต้องทรงจัดการกับเรื่องยุ่งยากต่างๆในบ้านเมืองของพระองค์ และมิเคยเสด็จไปยังกรุงอังวะ ทรงประทับอยู่ที่กรุงหงสาวดี จนกระทั่งเสด็จไปเมืองตองอู และสวรรคตที่นั่น ในปี 2146 ทั้งสองพระองค์ คือ เจ้าหญิงพิษณุโลก และพระมารดาประทับอยู่ที่กรุงอังวะ และไม่ได้ทรงกลับมาที่เมืองหงสาวดีอีกเลย ถ้าเป็นไปตามหลักฐานดังกล่าว อยู่ห่างกันคนละเมืองแล้วจะทรงเสด็จมาให้พระเจ้านันทบุเรงฟันจนสิ้นพระชนม์ได้อย่างไร ซึ่งทั้งนี้ รายละเอียดต่างๆเป็นเรื่องที่นักวิชาการและนักประวัติศาสตร์คงต้องสืบหาข้อมูลกันต่อไป

ส่วนพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพรเองนั้น การที่เสด็จไปบ้านเมืองพม่าแม้ในฐานะเชลย แต่ความที่พม่าเป็นเมืองที่นับถือศาสนาพุทธอย่างเคร่งครัดจริงจัง เมื่อคราวเสด็จนั้นทรงเป็นพระมหาเถระที่ มีพรรษานานปีเข้าแล้ว เพราะฉะนั้นก็คงทรงได้รับการปฏิบัติที่ดีพอสมควร เมื่อทรงประทับอยู่ในพม่า พระนัดดาของพระองค์ได้รับการยกย่องเป็นมเหสีของกษัตริย์พม่า กษัตริย์พม่าเองก็ให้การถวายพระเกียรติแด่พระองค์โดยทรงสร้างวัดให้เป็นที่ประทับ และหลังจากประทับที่กรุงอังวะนาน16 ปี เมื่อพระเจ้าปดุงทรงย้ายเมืองหลวงมาที่อมรปุระ และก็ได้อัญเชิญเสด็จพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพรมาด้วย

ยังมีเรื่องน่าปลาบปลื้มใจของคนไทยอยู่ด้วยจากการพบข้อมูลใหม่นั่นก็คือ เมื่อนักวิชาการพม่าได้พบหลักฐานจากสมุดพับของพม่า หรือพาราไบก์ (Parabike) ของวัดแห่งหนึ่งห่างจากอมรปุระราว 200 กิโลเมตร ซึ่งอดีตเจ้าอาวาสวัดนี้เคยเป็นสังฆนายกของพม่า พาราไบก์ฉบับนี้ บันทึกโดยพระองค์เจ้าจันทร์นเรนทร์พระอนุชาต่างพระมารดาของเจ้าฟ้าอุทุมพร และเจ้าฟ้าเอกทัศน์ ซึ่งพระองค์เจ้าจันทร์องค์นี้ในพงศาวดารพม่าเขียนไว้ว่า เมื่อคราวกรุงศรีอยุธยาแตกในครั้งที่ 2 พบขณะถูกล่ามโซ่อยู่ที่โรงช้าง จึงถูกกวาดต้อนไปพม่าด้วย ในบันทึกระบุว่า พระเจ้าอุทุมพรเป็นผู้ถวายทรัพย์สินบูชาพระมหามัยมุนี พระพุทธรูปรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพม่าที่ถูกอัญเชิญมาจากเมืองยะข่าย หลังจากพระเจ้าปดุงทรงเข้าตียะข่ายได้ พระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพรทรงมีความสนิทสนมกับสมเด็จพระสังฆราช และพระสังฆนายกประจำภาคทั้ง 4 ภาค และทรงส่งพระองค์เจ้าจันทร์ไปสอบถามรายการทรัพย์สินที่สมเด็จพระสังฆราช และพระสังฆนายกต้องการจะถวายบูชาแด่พระมหามัยมุนีด้วย จากบันทึกนี้จึงทำให้ได้รับรู้ถึงความเป็นอยู่ของพระองค์ในเมืองพม่า ว่ายังทรงดำรงมั่นด้วยดีในสมณเพศ ทั้งยังทรงได้รับพระราชทานทรัพย์สินและสมณศักดิ์ตามสมควร รวมถึงในพงศาวดารพม่า ก็ระบุว่าเมื่อเสด็จสวรรคตนั้น พระเจ้าปดุงทรงจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงให้อย่างสมพระเกียรติ ดังนั้น จึงเท่ากับว่าการอยู่ในพม่าของพระองค์นั้นทรงได้รับถวายพระเกียรติทั้งในฐานะผู้นำแห่งราชวงศ์อยุธยา รวมถึงในฐานะพระมหาเถระสองแผ่นดิน ว่ากันว่าชาวพม่าเองนั้นนับถือพระองค์เปรียบดั่งพระอรหันต์เลยทีเดียว

สำหรับพาราไบก์ฉบับนี้พบที่สำนักสงฆ์บาร์ยาจี เขตบูดาลิน เมืองมอนยัวร์ นอกจากนี้ยังมีภาพสลักหินทรายเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งมีภาพพระมหากษัตริย์อยุธยาขี่ช้างไปสมัครเป็นคู่ครองของนางสีดาด้วย บริเวณสุสานลินซินกอง แต่เดิมเป็นสุสานสำหรับชนชั้นสูงชาวต่างชาติในพม่า หรือเปรียบได้กับ สุสานหลวงนานาชาติของพม่า แต่มาระยะหลังได้ถูกใช้เป็นที่ฝังศพของของชาวชุมชนแถบนั้นด้วย ไทยกับพม่านับถือพุทธด้วยกันทั้งคู่ แต่เมื่อถึงคราวปลงศพนั้นกระทำต่างกัน แบบไทยใช้การเผาแล้วบรรจุอัฐิลงในพระเจดีย์ ส่วนเถ้าอังคารก็นำไปปล่อยลอยแม่น้ำ ส่วนพม่านิยมใช้วิธีฝังศพ โดยบรรจุร่างลงในหลุมฝังศพที่เรียกว่า แท็งก์ ที่สร้างโดยก่ออิฐฉาบปูนมีขนาดเท่าโลงศพ

สภาพพื้นที่ภายในสุสานที่คณะทำงานสำรวจก่อนที่จะเริ่มงานขุดค้นนั้นพบว่า แบ่งออกเป็น 2 ยุค ยุคแรกเป็นสถูปหรือหลุมฝังศพในสมัยอมรปุระเป็นเมืองหลวง เห็นได้จากสถูปบรรจุอัฐิแบบชาวพุทธขนาดใหญ่น้อยที่เรียงรายอยู่จำนวนมาก รวมทั้งหลุมฝังศพของชาวมุสลิมและชาวคริสต์ที่มีการแสดงสัญลักษณ์ทางศาสนาไว้ แต่ก็มีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับสถูปของชาวพุทธ และไม่เก่าแก่เท่า เก่าที่สุดย้อนไปได้ในราวรัชกาลพระเจ้าพุกาม หรือราว พ.ศ.2392 โดยประมาณ ขณะที่หลุมฝังศพยุคหลังเป็นช่วงที่พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษแล้ว จึงมีแท็งก์ฝังศพของชาวพม่ารวมอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งหลุมศพของชาวจีนที่มีป้ายภาษาจีนจารึกไว้

เกี่ยวกับการที่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในสมุดพับแบบพม่า หรือที่เรียกพาราไบก์ ระบุว่า มีพระมหากษัตริย์ไทยได้รับการปลงพระบรมศพที่สุสานลินซินกอง ในประเด็นนี้ มิกกี้ ฮาร์ท ได้ให้ความเห็นว่า หากวิเคราะห์อย่างผิวเผิน อาจเข้าใจผิดว่า สุสานลินซินกองนี้มีมาตั้งแต่รัชกาลพระเจ้าปดุง แต่ในรัชสมัยของพระเจ้าปดุง หรือในช่วงที่พระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพรยังมีพระชนมชีพ พื้นที่บริเวณยังไม่ได้ถูกใช้เป็นสุสาน แต่คาดว่าน่าจะเป็นวัด โดยสถูปต่างๆ ที่มีเรียงรายอยู่ตั้งแต่ยุคแรก คาดว่าน่าจะเป็นสถูปบรรจุอัฐิของราชนิกุลที่สร้างไว้ในวัดหลวงตามธรรมเนียมอยุธยา ดังนั้น บริเวณนี้จึงน่าจะเป็นวัดหลวงที่ราชนิกุลอยุธยานำพระอัฐิมาบรรจุในสถูปกันที่นี่ ต่อมาเมื่อวัดร้างไปบริเวณนี้จึงถูกใช้เป็นสุสานของชาวคริสต์ มุสลิม พม่า และจีนในที่สุด

หลักฐานที่ช่วยสนับสนุนอีกประการหนึ่งคือ ในพงศาวดารพม่าฉบับกุงบอง กล่าวถึงปีที่พระเจ้าบะจีดอว์ขึ้นครองราชย์ (พ.ศ.2362) พระองค์ถวายราชตำแหน่งเกียรติยศบัตรให้แก่พระสงฆ์เกจิในราชอาณาจักรอมรปุระทั้งหลาย หนึ่งในนั้นมีเจ้าอาวาสของวัดโยเดีย ที่อยู่ในลำดับต่อจากเจ้าอาวาสวัดตองเลยลุง ซึ่งปัจจุบันวัดนี้ตั้งอยู่ห่างจากสุสานลิซินกองราว300เมตร ทางตะวันออกเฉียงใต้ เจ้าอาวาสวัดโยเดียขณะนั้นคือ พระติสรณะ ได้รับพระราชทานฉายานามใหม่ว่า พระเถระ นรินทะชะมหาธรรมราชาคุรุ การที่ชื่อวัดโยเดีย อยู่ในลำดับถัดจาก วัดต่องเลยตุง จึงสันนิษฐานได้ว่าวัดทั้งสองน่าจะอยู่ใกล้เคียงกัน ปัจจุบันก็ไม่มีวัดที่ชื่อวัดโยเดียแล้วรวมทั้งไม่มีโบราณสถานในย่านใกล้เคียงที่น่าจะเป็นวัดร้าง นอกจากกลุ่มโบราณสถานในสุสานลินซินกอง จึงอาจเป็นไปได้ว่าที่นี่ก็คือวัดโยเดียในอดีตนั่นเอง

ยังมีร่องรอยชาวอยุธยาในเมืองพม่าพบที่เมืองอังวะตรงข้ามกับเมืองสะกาย มีวัดเยตะพัน ซึ่งภาษาบาลีเรียกว่าอุทุมพร มีพระพุทธรูปแบบไทยอยู่ในเจดีย์อุทุมพร ที่เมืองหลวงสุดท้ายของพม่า เมืองมัณฑะเลย์ ฝั่งตะวันตกของเมือง มีแม่น้ำอิระวดี ระหว่างอิระวดีกับพระราชวังมัณฑะเลย์ มีคลองที่ชื่อ "ชเวตะชอง" ไหลจากเหนือลงใต้ ระบายน้ำออกสู่ทะเลสาบ ตลอดคลองสายนี้มีเจดีย์ทรายมากมาย และมีเจดีย์ทรายองค์หนึ่งชื่อ มินตา-ซู แปลว่า ที่อยู่ของเจ้าชาย ใกล้กับองค์เจดีย์มีจารึกเรื่องราวของพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพรด้วย

บริเวณริมทะเลสาบตองตะมานซึ่งอยู่ติดกับสุสานล้านช้าง และไม่ห่างจากพระราชวังอมรปุระนัก ทะเลสาบแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมากในแต่ละปี เพราะมีสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก เสาสะพานใช้ไม้สักถึง 1,208 ต้น เรียกกันว่า สะพานอูเบ็ง สร้างจากเสาไม้ของพระราชวังเก่าที่อังวะ ตอนที่ย้ายเมืองหลวงมาที่อมรปุระ ริมทะเลสาบนี้มีศาลที่ชื่อ ศาลยามะ บริเวณทะเลสาบแห่งนี้ ถ้าเป็นช่วงฤดูหนาวน้ำจะแห้งกลายแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งชาวบ้านใช้เพาะปลูกข้าว ข้าวโพดฯ บ้าง ใช้เป็นที่เลี้ยงเป็ดบ้าง ห่างไปทางทิศตะวันตกไม่ไกลมีเจดีย์สามองค์ตั้งอยู่ไม่ไกลจากถนนมัณฑะเลย์-สะกาย เจดีย์สามองค์นี้น่าจะเป็นชื่อเดียวกับด่านเจดีย์สามองค์ที่ชายแดนไทย-พม่า ที่เจดีย์สามองค์นี้ยังมีภาพจิตรกรรมแบบไทยแทรกอยู่ด้วย

เหนือขึ้นไปยังมีเจดีย์ใหญ่มากองค์หนึ่งคือ ปะโทดอว์จี ใกล้กับเจดีย์ใหญ่ มีเจดีย์เล็กๆองค์หนึ่งที่ วัดยาดานา มิตซู ซึ่งพบพระพุทธรูปหุ้มทองและเงินในศิลปะไทยจำนวนหลายองค์จากพระเจดีย์ที่ทลายลงเนื่องจากแผ่นดินไหวในมิถุนายน2556 เดือนเดียวกับที่มีการเปิดภาชนะทรงบาตรที่ภายในบรรจุพระบรมอัฐิ ที่วัดนี้พบพระพุทธรูป111องค์ ศิลปะลูกผสมระหว่างอมรปุระ และอยุธยา ดังที่นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญฝ่ายไทย ปฏิพัฒน์ พุ่มพงศ์แพทย์ ได้ตั้งชื่อสกุลช่างที่พบนี้ว่า "ศิลปะอมรา-อยุธยา" ที่วัดนี้ยังได้พบฟันซี่หนึ่ง สันนิษฐานว่าเป็นพระทนต์ของพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพรที่อาจจะถูกบรรจุไว้ตามเจดีย์ต่างๆ เนื่องจากเมื่อเปิดภาชนะบรรจุอัฐิภายในนั้น พบฟันเพียงหนึ่งซี่ ส่วนพระพุทธรูปที่พบนั้นบางองค์ด้านหลังมีตัวอักษรย่อ อ.ท.พ. ซึ่งผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่า พระองค์นี้เป็นพระโกนาคม ซึ่งตรัสรู้ใต้ต้นบุนนาค เฉพาะคนเกิดวันจันทร์เท่านั้น ซึ่งตรวจสอบข้อมูลออกมาพบว่า พระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพรนั้น ทรงประสูติวันจันทร์ รวมถึงพระพุทธรูปบางองค์ยังมีจารึกภาษาไทยที่ฐานด้านหลัง "ปสกมีบ้านพราม" แปลความหมายได้ว่า ข้าพเจ้าชื่อ "มี" อยู่บ้าน "พระราม" เป็นต้น

สำหรับการดำเนินการต่อจากนี้ไป ปองขวัญ สุขวัฒนา ลาซูส สถาปนิกและรองผู้อำนวยการโครงการฝ่ายข้อมูลข่าวสารได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า " ตอนนี้เราคงยังทำอะไรไม่ได้ นอกจากรอเรื่องจากทางรัฐบาลกลางเนปิดอว์ของพม่า ตอนนี้คนของเราก็ถอนตัวออกมาจากพื้นที่แล้วเพราะมีการสั่งให้หยุดระงับการดำเนินการทั้งหมดไว้ก่อน ซึ่งจากนี้ไปก็ต้องเป็นขั้นตอนที่น่าจะเป็นการประสานกันระหว่างรัฐบาลของทั้งสองฝ่าย ส่วนบริเวณพื้นที่รอบโครงการฯ ตอนนี้เขาก็กำลังเร่งพัฒนาเมืองกันอยู่ ถึงจะมีการกั้นกำแพงล้อมรั้วพื้นที่ไว้ แต่ด้านหลังกำแพงก็มีการก่อสร้าง มีแท็งก์น้ำใหญ่โตโผล่ขึ้นมาให้เห็น มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ห่างออกไปไม่ไกล" ซึ่งในเรื่องนี้ทางฝ่ายไทย โดยเฉพาะหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรเร่งเดินเครื่องให้เกิดความคืบหน้าเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นต่อเนื่อง ก่อนที่พื้นที่บริเวณดังกล่าวอาจถูกรุกล้ำ หรือหลักฐานต่างๆสึกกร่อนสูญหายพังทลายลง

ร่องรอยของชาวไทยสมัยอยุธยา ที่พบนั้นมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในเมืองพม่า อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าหนทางของการทำความจริงให้ปรากฏจะเป็นไปอย่างยากลำบากมากน้อยแค่ไหน การอนุรักษ์พื้นที่บริเวณสุสานล้านช้าง ตลอดจนการจัดทำเป็นอนุสรณ์สถาน และอุทยานประวัติศาสตร์ เป็นการเปิดกว้างสำหรับการพิสูจน์หาหลักฐานต่างๆเพิ่มเติมในภายหลัง ซึ่งในอนาคตข้างหน้าหากว่าได้มีการศึกษารวบรวมเรื่องราวต่างๆเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ก็คงจะช่วยให้เข้าใจลึกซึ้งและฉายภาพให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่าคนไทยเราอยู่กันอย่างไรบ้านเมืองพม่า ความเป็นมาและความเป็นไประหว่างคนทั้งสองดินแดนสัมพันธ์และสืบเนื่องกันอย่างไร ซึ่งก็คงจะช่วยให้ทั้งคนไทยและคนพม่า ตลอดทั้งคนไทยเชื้อสายพม่าและคนพม่าเชื้อสายไทย ได้เข้าใจอดีต เรียนรู้ปัจจุบัน และมีอนาคตที่ดีงามร่วมกัน อีกไม่นานก็ถึงเวลาของการรวมเป็นหนึ่งเดียวของภูมิภาคอาเซียน ทุกประเทศในแถบภูมิภาคนี้ล้วนมีอดีตไม่ว่าด้านขมขื่นและด้านงดงามร่วมกันมายาวนาน แต่อดีตก็คืออดีตเป็นสิ่งที่ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไข แน่นอนว่าทั้งไทยและพม่าควรมองไปข้างหน้า ก้าวข้ามอดีตทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่าความทรงจำทั้งที่ควรเกิดและไม่ควรเกิด ทว่าสิ่งใดเป็นสิ่งมีคุณค่าก็สมควรต้องเก็บรักษาไว้เพื่อศึกษาเรียนรู้จากเรื่องราวเหล่านั้น ควรหันหน้ามารักษาสิ่งดีๆ ให้คงไว้และพัฒนาให้งดงามยิ่งขึ้น ซึ่งก็น่าจะถือเอาจุดนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ที่แนบแน่นยิ่งขึ้น สู่อนาคตอันเรืองรองของทั้งสองแผ่นดิน

(ขอขอบคุณ คณะทำงานโครงการอนุสรณ์สถานพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร ณ สุสานลินซินกอง อมรปุระ, สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมมิตรภาพพม่า-ไทยจิตพรรณ)