เงิน คืองาน (บันดาลสุข)

เศรษฐกิจประจำบ้าน

เศรษฐกิจของประเทศไทยในวันนี้ เป็นอย่างไร หลายคนคงเดากันไปต่างๆนานา แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว คนทั่วไปจะคิดไปว่าข้าวของแพงขึ้น หมูแพง ไข่แพง นอกจากสินค้าบริโภคแล้ว สินค้าอุปโภคต่างๆ สบู่ ยาสีฟัน ราคาก็จะขยับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่เห็นมีว่า ถ้าเศรษฐกิจดี ของจะถูกลง ราคาลดลงบ้าง ขึ้นแล้วขึ้นเลย บางครั้งพ่อค้า แม่ค้า ต้องนั่งหง่าวไม่มีลูกค้ามาซื้อของ เป็นเพราะคนประหยัดในการใช้จ่ายมากขึ้น ชะลอการซื้อของที่ไม่จำเป็น หรือพ่อค้า แม่ค้าบางรายมั่นใจในเรื่องการขายสินค้าที่เป็นสินค้าบริโภค จำพวกของทานเล่น อาหาร คิดไปว่าถึงอย่างไร คนก็ต้องทาน ยังไงก็ขายได้แน่ๆ ความเชื่อในสิ่งนี้ ควรจะปรับเปลี่ยนแล้วในยุคสมัยนี้ เพราะวิถีชีวิตของคนสมัยนี้เปลี่ยนไป การศึกษากลุ่มลูกค้าในย่านที่นำสินค้าไปขายเป็นสิ่งสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ปาท่องโก๋ทอด ถ้าขายในสถานที่ทำงาน อาจจะได้รายได้น้อยกว่าที่คุณขายตามตลาดนัด หรือหน้าโรงเรียน ทั้งๆที่เป็นของไม่แพงเลย ประเด็นอยู่ที่ว่า ถ้ามีคนหิ้วถุงปาท่องโก๋ไปนั่งทานที่โต๊ะที่ทำงาน เชื่อได้เลยว่า ในที่ทำงานจะมีคนมาทักว่า "ระวังอ้วนนะ" หรือไม่ก็จะพูดว่า "เห็นน้ำมันที่ทอดดำปี๋เลย เราไม่กล้าทานน่ะ" เป็นต้น กระแสเรื่องการรักษาสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมากในสังคมของคนทำงาน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี แต่สำหรับคนค้าขายแล้ว ต้องคิดให้ดีก่อนการเลือกทำเลที่จะทำการค้าขาย

พูดถึงสังคมที่ทำงานแล้ว ทำให้นึกได้ว่า การมีงานประจำทำนั้น เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้มีรายได้ที่มั่นคง และสำหรับหลายคนคงเป็นรายได้หลักและรายได้แหล่งเดียวในการหาเลี้ยงชีพ จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานนั้น พบว่า แนวโน้มการขาดแคลนแรงงานตั้งแต่ปี 2555-2559 คาดว่า ประเทศไทยมีการผลิตกำลังคนไม่เพียงพอต่อความต้องการแรงงาน โดยมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น จำแนกเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือต่ำกว่า จำนวน 689,841 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 98,113 คน และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 21,750 คน สำหรับการผลิตกำลังคนเกินกว่าความต้องการแรงงานในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จำนวน 31,366 คน และระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า จำนวน 47,256 คน แสดงให้เห็นว่า ในปี 2555-2559 ประเทศไทยมีแนวโน้มจะขาดแคลนแรงงานที่มีการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือต่ำกว่า มัธยมศึกษาตอนปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ส่วนปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการว่างงานในระดับปริญญาตรี ในปี 2556 คือ กลุ่มแรงงานที่จบการศึกษาใหม่ เนื่องจากนายจ้างเลือกจ้างแรงงานที่มีประสบการณ์และคุณสมบัติ สาขาตรงกับตำแหน่งงาน รวมถึงนายจ้างมีการชะลอการจ้างงานใหม่ ผลจากการปรับฐานเงินเดือนของข้าราชการในระดับปริญญาตรี เป็น 15,000 บาท ทำให้ภาคเอกชนต้องปรับเงินเดือนตามไปด้วย และปัจจัยจากตัวแรงงานใหม่ที่หางานไม่ได้จึงหันไปประกอบธุรกิจส่วนตัวแบบแรงงานนอกระบบที่ให้ค่าตอบแทนที่สูงกว่า อาทิ ขายของหาบเร่ แผงลอย ขายตรง จึงทำให้เกิดทั้งสภาพว่างงาน และสภาพตลาดขาดแคลนแรงงานรุนแรงขึ้น

ในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่มีความคิดในการเป็นนายของตัวเองมากขึ้น หรือมีแนวคิดที่ต้องการทำงานกับองค์กรที่ตอบสนองความต้องการของตนเองให้มากที่สุด จากการสำรวจของบริษัทอเด็คโก้ ประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำ เกี่ยวกับงานทรัพยากรบุคคลที่มีชื่อเสียง สำรวจได้ว่า ปัจจัยที่กลุ่มคนทำงานส่วนใหญ่ ให้ความสำคัญ คือ ชื่อเสียงขององค์กร ในการเลือกสมัครงานมากที่สุด 43% รองลงมาคือ วัฒนธรรมองค์กร 30% อันดับต่อมา คือ ขนาดบริษัท 13% ส่วนเหตุผลอื่นๆที่ส่งผลต่อการเลือกสมัครงาน คือ ความมั่นคงของบริษัท และผลตอบแทน/สวัสดิการ ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด กลุ่มคนทำงานส่วนใหญ่ เชื่อว่า ลักษณะงาน 37% และเพื่อนร่วมงาน 33% เป็น 2 ปัจจัยหลักที่ช่วยส่งเสริมให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผลตอบแทน 7% เป็นปัจจัยรองลงมา ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ทำงานได้อย่างมีความสุขที่สุด กลุ่มคนทำงานส่วนใหญ่ ให้ความเห็นว่า บรรยากาศในการทำงาน 48% เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้ทำงานได้อย่างมีความสุขที่สุด รองลงมาคือ เพื่อนร่วมงาน 35% และน้อยกว่า 3% คือ หัวหน้างาน และวัฒนธรรม/นโยบายองค์กร ในเรื่องของลักษณะบริษัทที่คนทำงานต้องการไปทำงานด้วยมากที่สุดพบว่า กลุ่มคนทำงานส่วนใหญ่สนใจบริษัทข้ามชาติมากที่สุด 70% รองลงมาคือ บริษัทคนไทยขนาดใหญ่ 14% รัฐวิสาหกิจ 12% ลักษณะของบริษัทที่อยากทำงานด้วยอื่นๆ คือบริษัทที่มีความมั่นคงภายใน และบริษัทที่มีการบริหารที่เป็นมาตรฐานสากล

ส่วนในเรื่องของบรรยากาศในการทำงานที่ต้องการมากที่สุดพบว่า 45% ต้องการอิสระในการทำงาน และ 40% ต้องการความเป็นกันเอง และความร่วมมือกันในการทำงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความความต้องการที่เปลี่ยนไปและความคาดหวังของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในที่ทำงาน

องค์กรหลายแห่งมีการปรับกลยุทธ์เพื่อหาคนดีและคนเก่งเข้ามาร่วมงานเช่นกัน ความสามารถขององค์กรเป็นผลมาจากความสามารถของบุคลากรในองค์กร หากบุคลากรในองค์กรขาดความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงานย่อมทำให้ผลประกอบการขององค์กรอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าองค์กรที่เต็มไปด้วยบุคลากรที่มีความสามารถ และอาจก่อให้เกิดความเสียเปรียบในการแข่งขัน องค์กรทุกองค์กรจึงมีความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการปฏิบัติงานที่ดี รวมทั้งมีความทุ่มเทในการทำงานให้กับองค์กร ซึ่งจะส่งผลให้องค์กรสามารถแข่งขันและเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน องค์กรต่างๆ จึงต้องการคนเก่งให้อยู่ภายในองค์กร เพื่อเสริมขีดความสามารถขององค์กร ถ้าองค์กรเกิดการสูญเสียทั้งบุคลากรที่มีความสามารถและมีศักยภาพสูงในการปฏิบัติงานและยังสูญเสียความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่ติดอยู่กับบุคคลนั้น ด้วยเหตุนี้ทำให้องค์กรต่างๆ เริ่มหันมาให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการคนเก่ง เพื่อให้องค์กรได้รับประโยชน์อย่างคุ้มค่าจากคนเก่งที่มีอยู่อย่างจำกัด และสามารถรักษาคนเก่งเหล่านี้อยู่กับองค์กร รวมถึงสามารถดึงดูดคนเก่งจากภายนอกให้เข้ามาอยู่กับองค์กรได้

กลยุทธ์ที่องค์กรต่างๆ นำมาใช้นั้นสอดคล้องกับผลการสำรวจที่คนหางานส่วนใหญ่ต้องการ คือต้องการทำงานกับองค์กรที่มีชื่อเสียง มีความมั่นคง มีบรรยากาศในการทำงานที่ดี รวมถึงการได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า บางองค์กรเลือกใช้กลยุทธ์ตั้งแต่ใบสมัครงานที่ดึงดูดให้คนสนใจต้องการจะร่วมงานด้วย เช่น การแจ้งสวัสดิการผลประโยชน์ต่างๆ ที่ตัวผู้สมัครเองจะได้รับจนถึงครอบครัว รางวัลหุ้นร่วมกับองค์กร วันหยุดในวันเกิด ส่วนลดในการซื้อสินค้า เงินช่วยเหลืองานศพ เงินรางวัลครบรอบการทำงาน การเลือกสถานที่ทำงานให้ใกล้กับบ้านพักอาศัยได้ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ในยุคปัจจุบันนี้ทั้งคนหางาน และองค์กรเอง ต่างปรับตัวเข้าหากัน คนหางานต้องการร่วมงานกับองค์กรที่สนใจ ส่วนองค์กรต้องการคนทำงานที่ตรงกับคุณสมบัติ และดึงดูดให้คนทำงานอยู่ร่วมกับองค์กรให้นานที่สุด

ในฉบับนี้พูดถึงเรื่อง งานคือ เงิน ฉะนั้น การกำหนดอัตราเงินเดือนที่ต้องการด้วยตัวเอง จึงมีความสำคัญมาก การกรอกตัวเลขของเงินเดือนที่ต้องการ อาจระบุเป็นเงินเดือนแบบตายตัว เช่น 10,000 บาท หรือ 15,000 บาท หรืออาจระบุเป็นช่วงเงินเดือน เช่น 10,000 - 15,000 บาท ซึ่งตัวเลขที่กรอกไปนั้นต้องอ้างอิงกับฐานข้อมูลที่ขอ ไม่ต่ำหรือสูงกว่า เกณฑ์มาตรฐานในตลาดแรงงานมากนัก หรือระบุตามโครงสร้างเงินเดือนขององค์กร การระบุเงินเดือนแบบนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งตัวเองและองค์กร เพราะถ้าหากมีผู้สมัครหลายคน และแต่ละคนความสามารถใกล้เคียงกัน แต่มีคนที่ระบุเงินเดือนอัตราเดียวกับโครงสร้างเงินเดือนขององค์กร เปอร์เซ็นต์ที่คนนั้นจะได้รับการคัดเลือกก็จะมีมากกว่าคนอื่น แต่ก่อนที่จะระบุ เงินเดือนที่ต้องการได้นั้นต้องขึ้นอยู่กับความพอใจของตนเองด้วยว่า พอใจในตัวเลขนั้นหรือไม่ และพอใจงานตำแหน่งนั้นมากหรือน้อยเพียงใด ควรที่จะตอบตัวเองให้ได้ก่อนที่จะตัดสินใจกำหนดอัตราเงินเดือนที่ต้องการลงไปในใบสมัคร เพราะหากองค์กรเห็นว่าเงินเดือนที่ระบุมานั้นมากเกินไป ก็อาจจะถูกปฏิเสธได้ สุดท้ายสำรวจความสามารถตนเองด้วยว่า มีความสามารถมากพอที่จะเรียกเงินเดือนอย่างที่ต้องการหรือไม่ ไม่ใช่เรียกเงินเดือนสูงเพราะไม่พอกับค่าใช้จ่ายที่มีอยู่ แต่ความสามารถไม่ถึงก็ยากที่จะได้งาน

สิ่งที่ตามมาของผู้ที่มีรายได้จากงานประจำนั้น คือ เรื่องของการเสียภาษี ควรจะวางแผนภาษีเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การเพิ่มค่าใช้จ่าย เพิ่มค่าลดหย่อน หรือ ลดเงินได้พึงประเมิน (ที่ไม่ใช่เป็นตัวเงิน) ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด การวางแผนภาษีนั้นเป็นเรื่องสำคัญ หลักเกณฑ์ต่างๆที่ควรรู้ไว้ ได้แก่ เรื่องสถานภาพสมรส คู่สมรสของผู้มีเงินได้ สามารถลดหย่อนได้เพิ่มเติมอีก 30,000 บาท แต่ถ้าในกรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้ จดทะเบียนสมรส และมีความเป็นสามีภรรยาเต็มปีภาษี ภรรยาควรจะนำมารวมคำนวณภาษีกับสามี การเลี้ยงดูบุตร บุตรของผู้มีเงินได้ สามารถลดหย่อนได้เพิ่มเติม 15,000 บาท ในกรณีที่อายุของบุตร ระหว่างตั้งแต่แรกเกิด - 20 ปี ในปีภาษีนั้น สามารถใช้สิทธิ์ได้ หรือในกรณีบุตรมีอายุ ระหว่าง 21-25 ปี ในปีภาษีนั้น และกำลังศึกษาในระดับ ปวส. ขึ้นไป สามารถใช้สิทธิ์ได้ หรือ บุตรมีอายุ 25 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือ เสมือนไร้ความสามารถ และกรณีที่บุตรศึกษาในประเทศไทย ตั้งแต่ระดับอนุบาล - ปริญญาเอก สามารถลดหย่อนได้เพิ่มอีก คนละ 2,000 บาท (รวมเป็นคนละ 17,000 บาท) สูงสุดไม่เกิน 3 คน การดูแลบุพการี ค่าเลี้ยงดูบิดา มารดาของผู้มีเงินได้ บิดา มารดาต้องมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และมีเงินได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท โดยกรณีที่มีบุตรหลายคน ให้บุตรคนใดคนหนึ่งที่มีหนังสือรับรองการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดา มารดาเป็นผู้มีสิทธิ์หักลดหย่อนได้ รวมไปถึงการดูแลบุคคลใกล้ชิดที่ทุพพลภาพ ค่าเลี้ยงดูคนพิการ และทุพพลภาพ สามารถลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท หากเป็นบุตรของผู้มีเงินได้ สามารถใช้สิทธิ์ควบคู่กับค่าลดหย่อนบุตรได้ด้วย

การทำงานประจำนั้นทำให้มีรายได้ที่แน่นอน สามารถวางแผนทางการเงินเกี่ยวกับรายรับ รายจ่ายได้อย่างชัดเจน ต่างจากคนค้าขายทั่วไป แต่ถึงอย่างไรสิ่งที่ทุกคนควรทำ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็ตาม ทุกคนควรจะมีเป้าหมายทางการเงินไว้ด้วย ไม่ใช่เพียงทำบัญชีรับจ่ายในแต่ละวัน ควรที่จะจัดสรรเงินไว้เป็นสัดส่วน เช่น ส่วนของค่าใช้จ่ายประจำทุกเดือน ได้แก่ ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมันรถ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเล่าเรียนบุตร ส่วนของความบันเทิง ได้แก่ ค่าชมภาพยนตร์ บัตรคอนเสิร์ต ทานอาหารนอกบ้าน ส่วนของการลงทุน ได้แก่ ซื้อพันธบัตร ทำประกันชีวิต ลงทุนกองทุนต่างๆ ส่วนกรณีฉุกเฉิน ได้แก่ ค่ายา ค่าหาหมอ ค่าซ่อมรถ ส่วนของอนาคต ได้แก่ เงินเก็บหลังเกษียณ เหล่านี้เป็นต้น นอกจากการแบ่งสัดส่วนของรายได้ไว้แล้ว เป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้ จะเป็นรางวัลให้ชีวิตแก่ตนเอง และจะทำให้เกิดความพยายามที่อยากจะอดออมเพื่อต้องการให้สิ่งนั้นสำเร็จ เช่น ในอีก 5 ปีข้างหน้า มีความตั้งใจว่าจะไปเที่ยวต่างประเทศ จะได้เก็บเงินไว้ต่างหากจากสัดส่วนที่เก็บไว้เป็นประจำอยู่แล้วทุกเดือน ทำให้ไม่กระทบทั้งรายรับและรายจ่าย และไม่ได้ใช้เงินอนาคตอีกด้วย ถ้ามีการวางแผนทางการเงินแบบนี้ ถึงจะเรียกได้ว่า งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข อย่างแท้จริง...