ความผิดพลาด

ในญี่ปุ่น (วันที่สอง)
สายลม...แสงแดด

อากาศยามเช้าเย็นเกินสบายไปเล็กน้อย สุดแสงดาวซุกตัวอยู่บนขั้นหนึ่งของบันไดหิน อาศัยหลังเพื่อนกับน้องซึ่งนั่งเม้าท์กันอย่างมีความสุขเป็นที่บังตาจากนักท่องเที่ยวคนอื่นๆที่เดินผ่านไป...ไม่งั้นเดี๋ยวเขาจะนึกว่าคนจรจัดที่ไหนมาแอบนอนตรงนี้

มันง่วงจริงๆนะ ลืมตาไม่ขึ้นเลย พยายามหลายครั้งแล้ว

หลังจากไม่ได้นอนมาทั้งคืน พอตีห้าสุดแสงดาวก็เริ่มหาวนอน เราเดินกลับไปที่โรงแรม ระหว่างทางพยายามอาศัยอากาศเย็นสดชื่นปลุกตัวเอง พอไปถึงก็ขอกระเป๋าจากพนักงาน (เขาเก็บที่เราฝากไว้ในห้องเก็บของตรงแถวเคาน์เตอร์ ล็อกกุญแจซะดิบดี เป็นอันมั่นใจได้ว่าปลอดภัยไม่หายแน่) เอาสบู่ล้างหน้า ยาสีฟัน แปรงสีฟันออกมาปฏิบัติกิจวัตรในห้องน้ำตรงล็อบบี้ของโรงแรมนั่นแหละ เพราะเช้าเกินไปยังเช็คอินไม่ได้ จากนั้นก็แพ็คกลับเข้าไปใหม่ เอาแต่ของจำเป็นติดตัวไปปราสาทโอซาก้า ตั้งใจว่าจะกลับมาเช็คอินทีเดียวเลยหลังจากเที่ยวส่วนของวันนี้เสร็จ

อันที่จริงแล้วตอนแรกรายการของวันนี้จะไม่มีปราสาทโอซาก้า ตามแผนเดิมวันนี้เราต้องไปสวนสัตว์ แล้วต่อด้วยพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ จากนั้นก็กลับที่พัก ก่อนจะไปโอซาก้าและตามด้วยสวนสนุกยูนิเวอร์แซลในวันถัดไป รายการเกี่ยวกับสัตว์และสวนสนุกนี้หลักๆแล้วจัดเพื่อน้องชายซึ่งที่อยากไปคงเพราะบ้าการ์ตูนซึ่งมักจะมีการเอ่ยถึงสถานที่เหล่านี้ และจะว่าไปแล้วมันก็น่าสนใจดีที่จะได้ทำตัวเป็นเด็กประถมไปทัศนศึกษา (ถึงแม้ว่าทั้งสามคนจะอายุเลยวัยเรียนประถมมาไกลแล้วก็เถอะ)

แต่เมื่อคืนขณะที่นั่งแกร่วอยู่เราปรึกษากันแล้วว่าการจะเที่ยวยูนิเวอร์แซลให้คุ้มนั้น ควรจะต้องใช้เวลาทั้งวัน ดังนั้น ปราสาทโอซาก้าจึงถูกโยกย้ายมาไว้วันนี้ และสวนสัตว์ก็เป็นอันถูกตัดออกไป เพราะไม่ได้มีอะไรน่าดูเป็นพิเศษ

ปราสาทยังไม่เปิดตอนที่ไปถึง มีคนญี่ปุ่นรุ่นคุณลุงคุณป้ากำลังออกกำลังคล้ายๆ รำไท้เก๊กกันอยู่ตรงลานกว้าง เขาเห็นเรายืนดูก็เข้ามาเรียกไปรำด้วย ปฏิเสธเป็นภาษาญี่ปุ่นไม่เป็น ลงท้ายสุดแสงดาวกับเพื่อนก็โดนลากไปยืนทำท่าเก้ๆกังๆ คงจะรำได้ตลกพิลึกเพราะแอบเห็นคนหัวเราะด้วย ส่วนน้องชายนั้นรักษาตัวรอดเป็นยอดดี ชิ่งหนีโดยการอาสาเฝ้าของให้ไปแล้ว และมันนั่นแหละขำหนักสุด

พอรำเสร็จเขาก็ให้หมวกมาใบหนึ่ง ซึ่งเพื่อนของสุดแสงดาวเก็บไว้ใส่ตลอดทริปเลยด้วยความภาคภูมิใจยิ่งยวด แล้วบอกเป็นภาษาอังกฤษประมาณว่ามีรำที่นี่กันเป็นประจำ อยากจะมาเมื่อไหร่ก็มาได้

เอาเป็นว่าใครอยากไปลองก็ไปปราสาทโอซาก้าเช้าๆหน่อยนะ ส่วนสุดแสงดาวครั้งหน้าจะอาสาเฝ้าของมั่ง

เราเดินเตร่ถ่ายรูปกันในสวนจนเมื่อยแล้วก็นั่งพักกันบนขั้นบันไดหิน สุดแสงดาวฉวยโอกาสนั่งงีบเสียเลยตอนนี้ นั่งกอดเป้หลับบ้างสัปหงกบ้าง เพื่อนกับน้องพลังงานเหลือเฟือไม่ยักเหนื่อยเพลีย ทั้งๆที่คนหนึ่งนั่งเครื่องบินมาหลายชั่วโมงจากอเมริกา ไกลกว่าไปจากไทยเยอะ รู้สึกเสียหน้าอยู่เหมือนกัน แต่ความง่วงมีมากกว่า หลับๆตื่นๆรวมกันอาจจะได้สักครึ่งร้อยครั้ง ก็พอดีปราสาทเปิด

เราเข้าไปเดินโฉบเฉี่ยวในปราสาทอย่างปราศจากไก๊ด์ สักพักก็เบื่อ (ไม่แนะนำให้เข้าไปเที่ยวในปราสาทโอซาก้าโดยไม่มีไก๊ด์เลยจริงๆ เว้นแต่อ่านและฟังภาษาญี่ปุ่นออก) หลังจากเดินครบทุกชั้นก็เลยออกมาเดินเล่นถ่ายรูปด้านนอกต่อดีกว่า ตัวปราสาทถ่ายจากด้านนอกสวยน่าประทับใจ คนก็ไม่เบียดเสียดเหมือนข้างใน เสร็จจากที่นี่ก็ยังไม่มีใครหิว นอกจากจะเล็มๆ ขนมปังที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อมาตั้งแต่เช้า เลยมุ่งหน้าไปพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคังกันเลย

แล้วก็เจอเข้ากับ...

"ปูยักษ์!"

ปูขนาดมหึมาเรียงรายอยู่บนพื้นทรายในตู้กระจกที่มีน้ำอยู่เต็ม ตัวมันใหญ่อลังการมากซะจนถ้าจับมาเผาแค่ตัวเดียวก็น่าจะกินอิ่มได้สามคนเลย นับเป็นโชคดีของปูที่เราไม่หิว แต่กระนั้นก็เกาะกระจกกันอยู่ตรงนั้นนานมาก เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นปูตัวใหญ่ขนาดนี้ ที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของเมืองไทยก็ไม่มีให้ดูอะ!

ฉลาม โลมา แมงกะพรุน อยู่ในตู้ลำดับถัดๆไป ตู้ปลาที่ใหญ่ที่สุดในพิพิธภัณฑ์มีปลายักษ์โดดเดี่ยวว่ายวนเวียนประดับราศีตู้ตามแบบฉบับของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำทุกแห่ง เข้าใจว่าเป็นฉลามวาฬแต่ก็ไม่แน่ใจซะทีเดียว ปนไปกับปลาสวยงามชนิดที่ว่ายเป็นฝูง ฉลามหัวค้อน เต่าทะเล และกระเบนตัวใหญ่ซึ่งกระดี๊กระด๊าร่อนไปทั่วตู้ราวกับจะอวดโฉมทักทายแขกที่มาเยือน

กระเบนเนี่ยเป็นสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่เหมือนนกที่สุดแล้วมั้ง สุดแสงดาวว่า

ตรงพื้นทรายมุมหนึ่งของตู้ สิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนเป็นฉลามสีเทานอนรวมกันอยู่เป็นฝูง ดวงตาที่ปราศจากเปลือกตานั้นเปิดค้าง ดูดุดันน่ากลัวแม้แต่ในยามหลับ...หรืออย่างน้อยก็คิดว่ามันหลับนะ มันอาจจะตื่นอยู่ใครจะบอกได้

แมวน้ำกับเพนกวินจักรพรรดิรอต้อนรับเราอยู่ที่ทางออกของพิพิธภัณฑ์ เฮ้อ มันก็น่ารักหรอกนะ โดยเฉพาะแมวน้ำที่ว่ายน้ำเล่นอย่างสนุกสนาน แต่พื้นที่ที่เขาจัดให้มันอยู่นั้นแคบเหลือเกิน ไม่ว่าจะสวนสัตว์ที่ไทยหรือที่นี่ ในฐานะผู้เยี่ยมชม เราก็สงสัยอยู่เสมอเวลามองดูสัตว์เหล่านั้นว่าพวกมันจะมีความสุขดีอยู่หรือเปล่านะ กับพื้นที่อันจำกัดและมวลชนมหาศาลที่แห่กันเข้ามาดูพวกมันทุกวัน

แน่ละ ลูกค้าจำนวนมากของพวกมันเป็นเด็กๆ ซึ่งบางครั้งก็ยังไม่เข้าใจว่าสัตว์ก็มีหัวจิตหัวใจ และแม้แต่ผู้ใหญ่บางคนก็ยังไม่เคยคิดถึงในข้อนี้เลย...