บึงกาฬ...

เยือนปลายฝน เที่ยวยลน้ำตก
ท่องเที่ยวทั่วไทย

2. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 150-300 เมตร ภูมิศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ก็มีในบางส่วนเป็นสันเขา หินทราย ลานหิน และทุ่งหญ้า โดยมีสัตว์ป่าที่ชุกชุมอย่างช้าง เก้ง หมี ชะนี ไก่ฟ้า ไก่ป่า ลิง และนอกจากนั้นยังได้มีหลากน้ำตก ที่เป็นเป้าหมายของ "ท่องเที่ยวทั่วไทย"

โดยที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว มีการประกาศไว้ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 92 ตอนที่ 87 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2518 ในเนื้อที่ราวๆ 186.5 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 116,562 ไร่ อยู่ภายในท้องที่ของตำบลหนองเดิ่น ตำบลบุ่งคล้า ตำบลโคกกว้าง อำเภอบุ่งคล้า ตำบลบ้านต้อง ตำบลโสกก่าม อำเภอเซกา ตำบลชัยพร อำเภอบึงกาฬ และตำบลท่าดอกคำ อำเภอบึงโขงหลง และในปี 2533 มีการรังวัดฝังหลักเขตรอบพื้นที่บริเวณใกล้เคียง กับหน่วยพิทักษ์ป่าถ้ำฝุ่น ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงภูวัว ซึ่งยังมีความอุดมสมบูรณ์ และสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย จึงผนวกพื้นที่บริเวณดังที่กล่าว รวมอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว

บนเทือกเขาภูวัว ช่วงที่มีมรสุมรุมเร้า อำเภอเซกา อำเภอบุ่งคล้า และอำเภอบึงโขงหลง จะเกิดน้ำตกลดหลั่นเป็นชั้น ไหลตามผาหินทรายแดงจึงเกิดเป็นสีส้มที่สวยงาม ไม่ว่าน้ำตกเจ็ดสี น้ำตกถ้ำฝุ่น น้ำตกชะแนน น้ำตกตาดนกเขียน น้ำตกถ้ำพระ น้ำตกตาดกินรี น้ำตกตาดวิมานทิพย์ หรือน้ำตกสะอาม ต่างมีความสวยงาม มิได้แพ้กันเลย

เมื่อวาน...พี่บอย พาเราไปถ่ายภาพน้ำตก ซึ่งเริ่มต้นที่น้ำตกถ้ำฝุ่น แล้วไปต่อกันที่น้ำตกชะแนน และในวันนี้ละ...พี่เค้าจะนำพวกเราไปที่ไหน

เพื่อนมาแอบกระซิบว่า... "น้ำตกเจ็ดสี" แน่

จริงของสหาย...ก็ได้ยินโทร.ประสานงานอยู่

ในบรรยากาศช่วงเช้าวันนี้ ก็ยังแลเห็นความหม่นมัวจากอิทธิพลของลมมรสุม ที่ทำให้ฟ้าฝน มักตกลงมาประจำ ซึ่งชาวไร่ชาวนาต่างชื่นชอบกัน ผมยอมรับว่า เมื่อสมัยก่อน...มีความรู้สึกตรงกันข้าม แต่พอในระยะหลังๆ...กลับเห็นพ้องด้วยคน เพราะว่า "น้ำ" คือ "ชีวิต" ทำให้เกิดสรรพชีวิต เมื่อมีฝน มีน้ำ มีป่าไม้ ธรรมชาติก็อุดมสมบูรณ์

น้ำ...ในน้ำตกเจ็ดสี แค่ในบางช่วงบางเวลา ที่มีปริมาณน้ำลดน้อยลง บรรดานักท่องเที่ยว ก็มาพักผ่อนลดลงเช่นกัน นั่นก็มิใช่อิทธิพลจากน้ำรึ ยามที่...น้ำตกเยอะ คนเที่ยวเยอะ ขยะก็เยอะตาม ทราบข่าวมาว่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวจะปรับเปลี่ยนมาตรการเพื่อการดูแลสิ่งแวดล้อม คาดว่า...ธรรมชาติจะดูบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น...ในไม่ช้า

ครุ่นคิดเป็นเรื่องราวระหว่างการเดินทาง ที่ใช้ทางหลวงหมายเลข 212 เพื่อผ่านไปบ้านภูเงิน บ้านดอนเสียด แล้วไปถึงน้ำตก ระยะทาง 28 กิโลเมตร ซึ่งน้ำตกเจ็ดสี...มีพิกัดที่หมู่ 3 บ้านดอนเสียด ตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ

ซึ่งข้อห้าม...เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และเพื่อความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว คือ หนึ่ง...ห้ามเก็บของป่าทุกชนิด สอง...ห้ามก่อการทะเลาะวิวาท สาม...ห้ามขีด-เขียน ที่ลานหิน หรือทำลายพฤกษชาติอื่นๆ สี่...ห้ามนำอาหารขึ้นไปประกอบบริเวณน้ำตก ห้า...ห้ามนำอาวุธ ของมีคม หรือขวดแก้วไปขึ้นน้ำตก และหก...ให้เดินทางเข้า-ออก ตามเส้นทาง ที่เจ้าหน้าที่ได้กำหนด หากฝ่าฝืนปรับ 1,000 บาท หรือมีโทษตามกฎหมาย

เราจอดรถทิ้งไว้ที่ลานหินทราย เตรียมพร้อมทำตัวตามกฎระเบียบ จากนั้นจึงได้ก้าวเดินกระชั้นตามผู้นำไป ระหว่างทางก็ยังหันมาชี้ดูโน่นดูนี่

ตรงนี้ลานหินไล่ระดับเป็นชั้นๆ...พี่บอยเอ่ย แล้วเลยอีกหน่อยก็ถึงน้ำตกชั้นแรกแล้ว...พี่เค้ากล่าวต่อ พร้อมชี้ไปที่เป้าหมาย เราก็มองตามมือ

เดินอย่างระวังตามลานหิน ด้วยไม่ค่อยไว้วางใจเท่าไหร่ เพราะเห็นชุ่มชื่นไปด้วยน้ำ แถมมีตะไคร่เกาะอยู่เพียบเลย แต่พอเพ่งพินิจละเอียด เห็นว่ายังมี...ดุสิตา (ดอกขมิ้น) สร้อยสุวรรณา (หญ้าสีทอง) กระจายขึ้นไปทั่ว และนั่งลงถ่ายภาพ ก็สักพักใหญ่...ลุกขึ้นเดินผ่านไปลานหินกว้าง ใกล้ๆกันเป็นแอ่งน้ำตก มีเด็กเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ซึ่งไม่ห่างไกลกันเกินไป จะมีผู้ใหญ่เฝ้ามองด้วยความเป็นห่วง แล้วก็เห็นไก่ย่าง ส้มตำ ลาบ ข้าวเหนียว แล้วยังมีน้ำอัดลมเย็น มาเพิ่มรสชาติความอร่อย เอื้อก!!! กลืนน้ำลาย และตัดสินใจเดินต่อ

เสียงลมออดอ้อนกับใบไม้พลางเดินฟังไปอย่างเป็นสุข กระทั่งเสียงน้ำตกชั้นที่สองมาดึงความสนใจจากเรา เห็นว่ากันว่า...น้ำตกแถวๆนี้ ยามเมื่อมีไอหมอกตอนเช้า จะระเหยไปกระทบกับแสงแดด จะทำให้น้ำตกที่ไหลลงมา มีหลายหลากโทนสีเหมือนรุ้ง จึงกลายเป็นที่มาของชื่อที่ว่า น้ำตกเจ็ดสี ทว่าวันที่ผมได้พบเห็น กลับดันไม่สีซะงั้น

ผละจากถ่ายภาพน้ำตก หันมาสัมผัสกับมอส-เฟิร์น ที่แผ่คลุมอยู่ตามโขดหินชื้น แต่งแต้มด้วยดอกไม้ป่าเล็กๆ แม้ดอกจะสีขาว แต่ก็สวยงามดี

เดินไม่ทันถึงน้ำตกชั้นสุดท้าย แค่ชะเง้อออกไปข้างหน้าจะเห็นน้ำตกใหญ่ปรากฏ พร้อมกับเห็นเพื่อนในขนาดตัวจิ๋วเดียว สายน้ำตกที่กระโจนตัวจากผา เกิดมาจากธารน้ำของห้วยกะอาม ไหลตามผาหินทราย แล้วแผ่ออกกว้างเป็นทางยาว

ผมเดินย้อนกับมาทางเดิน ก็ทั้งปีนป่าย ไต่บันได และเกาะตามเชือก แบบว่าเริ่มมีความชำนาญ พอเห็นเพื่อนที่เดินนำไปก่อน ก็อุ่นใจได้ว่าเดินไม่หลงทาง แต่เพื่อนกลับหายเข้าพุ่มไม้ จึงแอบเดินตามอย่างเงียบเชียบ ด้วยหวังว่าจะเห็นในสิ่งสวยงาม กลับเห็นเพื่อนกำลังถ่ายภาพกองขยะ ก็ตกใจที่มีจำนวนมาก แต่ไม่ขอถ่ายภาพไว้ด้วยหรอก

ขยะในธรรมชาติ ภาพอุจาดตาซะมากกว่า

แม้ว่า พงไม้ บดบัง กองขยะ อย่างมิดชิดได้

แต่ว่า สกปรก กลิ่นเหม็น หาได้กลบกลืนได้

รั้งรอเพื่อนพ้องในรถ ลดกระจกลงไปสุด เห็นนักท่องเที่ยวเยอะขึ้น ส่วนใหญ่มาเที่ยวแนวครอบครัว ช่วยกันหอบหิ้วของพะรุงพะรัง ก็ประมาณเล่นๆว่า ขากลับจากที่เที่ยวน้ำตก หนึ่งในสี่ส่วน ของอาหารการกิน จะกลายเป็นขยะในพริบตา

ปริมาณนักท่องเที่ยว ปริมาณขยะ...สมดุล

จิตสำนึก การจัดการ กลับจะไม่ค่อยสมดุล

พักทานอาหารกลางวัน ภาพไก่ย่าง ส้มตำ ลาบ และข้าวเหนียว ที่มาหลอกหลอนเมื่อครู่นั้น กลับเห็นวางตรงหน้าเต็มไปหมด แล้วยังมีเพิ่มเติมอีกหน่อย เป็นซุบหน่อไม้ น้ำตกหมู เนื้อแดดเดียว และข้าวสวยร้อนๆให้เลือกทานตามชอบเลย

บ่ายนี้เราไปไหนต่อกันครับ เพื่อนเอ่ยถาม

พี่บอยเผยคำตอบ...จะไป "น้ำตกถ้ำพระ"

การเดินทางช่วงบ่าย เริ่มจากอำเภอทุ่งคล้า ไปตามทางหลวงหมายเลข 212 ในระยะทาง 24 กิโลเมตร พอถึงบ้านท่าดอกคำ มีทางแยกขวาไปอีก จนกระทั่งเข้าไปถึงห้วยบางบาตร ก็เห็นท่าเรือชาวบ้านจำนวน 2 ท่า ที่จะนำพาไปยังน้ำตก

เรานั่งรอคิวกันอยู่พักหนึ่ง พลันก็ไปสอบถามค่าบริการ ว่าราคาโดยสาร 20 บาทต่อคนไปกลับ หรือเหมา 200 บาทต่อลำ ที่เรือจุได้ราวๆ 50 คน

ถึงคิวลงเรือ...แล้วแล่นตามลำน้ำใส สองฝากฝั่งมีต้นไม้ร่มรื่น และระหว่างขึ้นท่าเรือไปสู่น้ำตก คนข้างๆผมบอกว่า บริเวณน้ำตกเงียบสงบและร่มรื่นยิ่งนัก ด้วยเป็นที่ตั้งของทางสำนักสงฆ์ จึงเป็นที่มาของน้ำตกถ้ำพระ ไม่ทันสิ้นเสียงการสนทนา พอลอดเลยซุ้มไผ่ป่าก็ได้ยินแต่ความจ๊อกแจ๊กจอแจจากนักท่องเที่ยวที่ต่างมาสำเริงสำราญกัน

น้ำตกถ้ำพระ หรือน้ำตกถ้ำพระภูวัว มีน้ำเฉพาะฤดูฝนเท่านั้น อยู่ในเขตของบ้านถ้ำพระ ตำบลโสกก่าม อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ห่างจากอำเภอเซกาออกไป 34 กิโลเมตร อยู่ในความรับผิดชอบของ หน่วยพิทักษ์ป่าถ้ำพระ โดยชื่อน้ำตกเรียกตามชื่อของถ้ำ ที่มีลักษณะเป็นชะง่อนหิน บริเวณหน้าผา มีรูปปั้นพระพุทธรูปที่สร้างโดย พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับน้ำตก ซึ่งคนในท้องถิ่น ต่างเรียกกันชินปากว่า ถ้ำพระ

มวลน้ำจากลำห้วยบังบาตร ไหลรินมาตามล่องหินทราย แล้วมาลงสู่น้ำตกถ้ำพระ ที่มีความสูงประมาณ 3 ชั้น บริเวณน้ำตกที่มีลานหินทรายสีแดงที่โล่งกว้าง มีสภาพธรรมชาติงดงาม มักพบเห็นความงามของไม้ดอกนานาในช่วงฤดูฝนพรำ

เมื่อเดินขึ้นมาบนลานหินด้านหลัง จะมองเห็นหุบแอ่งกระทะ ขนาดกว้างประมาณ 200 ตารางเมตร พร้อมกับจะได้แลเห็นน้ำตกที่ไหลผ่านหน้าผากว้างราว 100 เมตร ในระดับความสูงประมาณ 50 เมตร และไหลรวมตัวกันยังแอ่งเบื้องล่าง

ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ ร่องน้ำที่เป็นหินทรายละเอียด ทำให้เกิดการหล่อเลื่อนตัวดี จึงเกิดกิจกรรมน่าตื้นเต้นขึ้น นั่นคือการสไลด์ตามล่องน้ำ

ว่าแล้ว...กลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสี่ห้าคน เริ่มโชว์กิจกรรมที่เร้าใจ ให้ชมกันจะจะตาซะเลย ท่าทางจะสนุกสนาน จึงแอบสะกิดเพื่อน แบบว่าอยากเล่นบ้าง

กลับบ้าน กายที่เปียกแห้งไป แต่ใจยังฉ่ำน้ำตก

"หลงรักประเทศไทย หลงรักบึงกาฬ" แล้วครับ