ซุปเปอร์กาก

สมดุลกาย สมดุลจิต

ผมสังเกตว่าคนที่ "เคี้ยวเยอะ" มักมีอายุยืน ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอที่ท่านจะขอมีอายุถึงร้อยหรือคุณยายของผมที่อายุ 95 แล้วเคี้ยวแต่ผักกับน้ำพริกหรือไม่ก็แกล้มด้วยขนมจีนอยู่ตลอดชีวิต

ถึงตรงนี้ท่านที่ช่างสังเกต(กว่า)ก็อาจมีปุจฉาว่าวัวควายที่เคี้ยวทั้งวันก็น่าจะอายุยืนด้วยสิ

ก็จริงอยู่ครับ

แต่นั่นเป็นเพราะปัจจัยจากเคี้ยวยังไม่พอที่จะยืดอายุได้ จำต้องมีของสำคัญอีกอย่างนั่นคือเรื่อง "กาก(Fiber)" ครับ สำหรับอาหารที่เข้าปากมนุษย์นั้นมีกากสำคัญอยู่ตัวหนึ่งคือ "กากละลายน้ำ(Soluble fiber)" ซึ่งเป็นตัวชูโรงในการ "ล้างพิษ" ช่วยพิชิตสนิมแก่แก้เชื้อมะเร็งที่วิ่งพล่านอยู่ในร่างกาย

ละลายออกจนหมดจด

 

"เส้นใยช่วยไล่โรค" โดยเฉพาะซุปเปอร์กากอย่าง ชะอม,ถั่วฝักยาว,สับปะรด,กระถิน,มะรุม อุดมไปด้วยกากไม่ละลายน้ำและที่ละลายน้ำได้ มีอยู่ในเมนูไทยๆมานานแล้ว

 

อาหารที่มีความมันสูงอย่าง ขาหมู,ข้าวมันไก่หรืออาหารจีนจะอยู่ในลำไส้เรานานมาก ต้องอาศัย "กาก" เข้าไปช่วยไล่ออกมาเพื่อลดเสี่ยงมะเร็ง

กินเข้าไป ใครย่อยก่อน

ธรรมดาของที่ผ่านปากลงไปถึงท้องไส้ต้องใช้เวลาในการย่อย จะค่อยๆช้าๆเป็นเรือเกลือหรือย่อยเร็วเป็นกามนิตหนุ่มก็แล้วแต่คุณสมบัติของของนั้น ซึ่งคุณสมบัติที่ว่านั้นมีอยู่ต่างกันในของประจำวันที่กินดังต่อไปนี้

 

 

- อาหารน้ำ,ซุป,ชา,กาแฟและแกงจืด ผ่านเร็วสุด หายวาบๆเข้าท้องไปภายในครึ่งชั่วโมง

- ข้าวขาว,ขนมปัง,นม,โยเกิร์ตและผักผลไม้สุกจากการต้ม ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง

- ผัก,ผลไม้สด,มันฝรั่งบดและเนื้อปลา ใช้เวลา 2 ชั่วโมง

- ขนมปังมีกากอย่างโฮลวีต,มัลติเกรน,ครัวซองต์ ใช้เวลา 3 ชั่วโม

- เนื้อแดงอย่าง หมู หมูสับ เนื้อทอด เห็ดและถั่วมีเปลือก ใช้เวลา 4-7 ชั่วโมง

- ขาหมูและผักกะหล่ำ ครองแชมป์อยู่นานสุดในท้องเราคือถึง 8-9 ชั่วโมงเรียกว่าข้ามวันกันเลยทีเดียว

ดังนั้นจะเห็นว่าอัตราการอยู่ช้านานในลำไส้นั้นขึ้นกับ "เนื้อใน" ของอาหารโดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า "กาก" นี่เองที่เป็นเสมือนเบรคคอยชะลออาหารไว้ไม่ให้ไปไวจนร่างกายดูดซึมวิตามินไม่ทัน

ซึ่งเมื่อดูให้ดีแล้วใช่ว่าอาหารที่มีกากจะแช่อยู่ในท้องไส้เรานานอย่างเดียว แต่อาหารที่มี "มัน" มากก็ทำให้มีสภาพเหมือนอับเฉานอนนิ่งเน่าอยู่ในท้องได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างท่านที่ชอบทานคากิมันล้วนบ่อยๆบางทีจะอิ่มเลี่ยนอยู่ได้นานข้ามมื้อหรือเป็นวันได้จากฤทธิ์ของมันสัตว์ที่อัดอยู่ในไส้ครับ จึงไม่น่าแปลกใจว่าคนที่ชอบทานมันมีสิทธิ์ป่วยด้วย "มะเร็งลำไส้ใหญ่" ได้มาก

ก็เพราะกากพิษอาหารที่หมักอยู่นานนี่เอง

กากต้องลอง

ของเขาดีจริง

การจะเฝ้าเพียรหา "กาก" มาใส่ปากเป็นเรื่องยากสำหรับคนยุคใหม่เพราะอาหารยุคนี้ขืนมาใส่กากทุกคำสิ คนกินได้หนีหมด อาทิ ผัดผักกะเฉดใส่ก้านเหนียวหนืดลงไปด้วยกินกับข้าวแดงล้วน หรือน้ำผลไม้แบบปั่นทั้งกากที่ถ้าคนไม่เคยดื่มก็จะร้องยี้

ขอกินแบบไร้กากดีกว่า

เพราะเราชินกับชีวิต "ไร้กาก" มานานมากแล้วครับ การกินแต่น้ำผลไม้ ข้าวเปลือกขัดจนขาวจ๋อง ข้าวเหนียวมูนที่สีจนเหลือแต่แกนใส เหล่านี้กินไปก็ได้แต่แป้งกับน้ำตาลล้วนๆชวนเพิ่มน้ำหนัก

ดังนั้นอาหารกากที่ควรจัดเพื่อช่วยเพิ่มการ "ล้างพิษ" จำเป็นต้องมีบ้างครับจะได้รับสิ่งที่ช่วยให้อายุยืนและสุขภาพดีเหมือนกับคนแต่ครั้งบรรพกาล โดยอาหารกากล้างพิษมีดังนี้ครับ

1) กากละลายน้ำ กากกลุ่มนี้มีดีตรงที่จับไขมัน,ลดน้ำตาลและคุมฮอร์โมนอินสุลินได้ดี ให้นึกถึงฟองน้ำที่ทั้งขัดและซับได้หมดจดนั่นแหละครับ กากนี้มีมากในผักผลไม้เนื้อหยุ่นอย่าง กล้วย,มะละกอ,แก้วมังกร,แอปเปิ้ล หรือแม้แต่ธัญพืชอย่างข้าวโอ้ตหรือผักลีกูมส์อย่างถั่วฝักยาว,ชะอม,กระถินก็มีมากครับ เวลากินผักผลไม้ให้หนักกากตัวนี้สักหน่อยเช่นกินให้ได้วันละ 3-4 ทัพพีต่อวันก็จะกันโรคได้ดีครับ

2) กากไม่ละลายน้ำ ตัวนี้ก็จำเป็นอยู่แม้ดูไม่เป็นพระเอกเท่ากากละลายน้ำได้ แต่กากไม่ละลายน้ำที่อยู่ในคะน้า,กะเฉด,หน่อไม้ และผักอีกสารพัดที่ต้องเคี้ยวกรามยาน เพื่อให้เห็นภาพชัดว่ากากไม่ละลายน้ำมีอยู่ในพืชส่วนใหญ่ให้ดูตัวอย่างแอปเปิ้ลที่มีเปลือกเป็นกากไม่ละลายน้ำส่วนเนื้อเป็นกากละลายน้ำได้ ดังนั้นถ้ากินให้ดีควรกินให้ครบทั้งหมดครับ

3) กากเสริมภูมิ กากเช่นนี้เหมาะกับเด็กภูมิแพ้เรื้อรัง ผู้ใหญ่ที่ป่วยออดแอดไม่หาย ควรได้กากประเภทนี้มาเสริมกับวิตามินซีและสังกะสีครับ โดยกากตัวนี้มีมากใน "ข้าวโอ้ต" และ "รำข้าวโอ้ต(Oatbran)" มีของสำคัญคือ "เบต้ากลูแคน(Beta glucan)" เป็นตัวเสริมภูมิดีไว้ให้

การกินกากเป็นอาหารช่วยชะลอวัยไล่โรคได้จริงครับ อย่างนักบุญจอห์นอัครสาวกก็ยังชีพด้วยการกินผักผลไม้ในราวป่าอย่างพระฤาษี ท่านก็มีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาว หรือเหมือนอย่างพระภิกษุที่ท่านถือธุดงควัตรก็จัดเป็นการคุมอาหารให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรงตามหลัก "จำกัดแคลอรี(Calorie restrictioin)" ได้เหมือนกัน

ยังมีอีกเรื่องกากๆอีกหนึ่งที่นึกได้ตามประสาคนฟุ้งซ่านนั่นคือ "กากหมู" ครับ ของที่ดูเป็นผู้ร้ายในสายตาคนรักสุขภาพยุคใหม่แม้จะไม่เกี่ยวกับกากในวันนี้นักแต่ก็ทำให้ผมนอสตาลเจียหวนรำลึกถึงวัยเด็กที่ตักกากหมูคลุกข้าวสวยร้อนเหยาะน้ำปลาไม่ได้ทุกที แม้แต่น้ำมันหมูก็เป็นของมีประโยชน์ครับไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำมันพืชหรูๆอย่างเดียว

ไม่เกี่ยวกับกากแต่อยากให้รู้ครับ