ลีลาเทียนนานาชาติอุบลราชธานี

สรรเที่ยว...ถิ่นไทย

1...จากแกะสลักหิมะถึงเทียนขี้ผึ้ง เมื่อก่อน...พอย่างเข้าสู่เทศกาลเข้าพรรษา เราจะเห็นผู้เฒ่าสูงอายุสตรีพากันนุ่งซิ่น สวมเสื้อแขนกระบอกพาดสไบสีขาวบริสุทธิ์เหนือไหล่ไขว้ไปถึงกลางแผ่นหลัง มือถือปิ่นโตเหน็บด้วยดอกไม้ที่คาดเทียนธูปไว้เตรียมไปถวายพระ เพื่อเลี้ยงเพลทำบุญรับฤดูกาลเข้าพรรษา ตามประเพณีปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนที่สืบทอดกันมานาน

ภาพเหล่านี้ใครเห็นแล้วต่างพากันชื่นอกชื่นใจ ที่ถึงอย่างไรศาสนาก็ยังถือเป็นสิ่งค้ำจุนจิตใจผู้คนให้ผ่องใสงดงาม แม้จะมีผู้ถือปฏิบัติอยู่เฉพาะคนสูงวัยมากกว่าคนหนุ่มคนสาวก็ตามที

ลุมาถึงยุคปัจจุบันเมื่องานประเพณีท้องถิ่นอย่างที่เห็นกันมานาน ได้ค่อยๆพัฒนารูปแบบจนก้าวไกลกลายเป็นงานประเพณีที่มีแรงดึงดูดคนต่างถิ่น ให้เข้าไปร่วมกิจกรรมทำบุญเป็นมูลค่าเพิ่มเสริมสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวไปด้วยในตัว

หลายๆ ตัวอย่างมีให้เห็นในหลายๆท้องถิ่น เช่น การส่งเสริมรูปแบบการออกแบบตกแต่งต้นเทียน เพื่อจะนำไปจำนำพรรษายังวัดวาอารามในคุ้มต่างๆ อีกทั้งจัดขบวนต้นเทียนให้ดูสวยสดงดงาม มีสาวงามขึ้นไปนั่งประดับต้นเทียนแต่ละต้น แล้วก็ประกวดประขันกันทั้งในด้านความตระการตาของต้นเทียน และรูปลักษณ์สาวงามที่ถูกนำขึ้นไปนั่งประดับไว้กับแท่งเทียนสุดหรู จากฝีมือเชิงช่างชั้นครูตามแต่จะสรรหามาสร้างสรรค์งานกันออกมา

ถึงอย่างไรก็ต้องมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่สภาพการเปลี่ยนแปลงบางครั้ง มันก็ต้องปรับไปตามสังคมสิ่งแวดล้อมของกาลเวลาที่ผันผ่านกันไปในแต่ละยุคสมัย แต่ก็ไม่ถึงกับมุ่งทำลายวัฒนธรรมอันดีงาม ที่คนรุ่นปู่ย่า ตายาย วัยผมหงอกดอกเลา สู้อุตส่าห์สืบสานกันมานานวัน ยิ่งกว่านั้นยังเป็นการส่งเสริมให้ชาวต่างถิ่นที่เดินทางเข้าไปในรูปแบบของนักท่องเที่ยว ต่างพากันจับจ่ายเงินกระจายสู่ท้องถิ่นได้จำนวนมหาศาล จากค่าที่พักแรมคืน ค่าอาหารการกินในแต่ละมื้อ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว กระทั่งถือโอกาสซื้อเป็นสินค้าของที่ระลึกจากท้องถิ่นติดไม้ติดมือกลับไป

วิวัฒนาการของการจัดกิจกรรมงานบุญช่วงเทศกาลเข้าพรรษา จึงสะท้อนออกมาในรูปแบบที่หลากหลาย อย่างเช่น ถิ่นไหนมีแม่น้ำลำคลองก็ชูการแห่ต้นเทียนไปตามท้องน้ำแทนถนน จังหวัดสุรินทร์เป็นถิ่นเลี้ยงช้าง ก็สร้างรูปแบบการแห่เทียนพรรษาบนหลังช้างในยามค่ำคืนก่อนเข้าพรรษา พอเช้าวันรุ่งขึ้นก็ชวนบรรดาอุบาสก อุบาสิกา ตักบาตรพระที่นั่งประดับอยู่บนหลังช้างแต่ละเชือก และเรียงรายกันเข้ามารับบิณฑบาตจากผู้ร่วมบุญซึ่งยืนรอกันอยู่บนอัฒจันทร์สูงเทียบเท่าหลังช้าง

ภาพเช่นนี้มีที่เดียวในประเทศไทย และกำลังถูกกล่าวขานถึงกันในตลาดต่างประเทศ ไม่ต่างชื่อเสียงงานช้าง จังหวัดสุรินทร์ ที่มีปรากฏอยู่ในปฏิทินท่องเที่ยวประจำปี ตรงทุกสัปดาห์ที่สามของเดือนพฤศจิกายน และนักท่องเที่ยวต่างชาติจะนิยมแห่แหนไปท่องเที่ยวกันในช่วงนั้น

แต่...เทศกาลเข้าพรรษาที่ไหนๆในเมืองไทยเรา ถึงวันนี้ก็ยังคงต้องยกนิ้วกด "Like" ให้กับงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาจังหวัดอุบลราชธานีอยู่ดี ด้วยยอมรับว่าช่างมโหฬารและยิ่งใหญ่เหนือถิ่นใดทั้งหมด ทั้งนี้ มิใช่เพราะจัดต่อเนื่องกันมานานถึง 113 ปี ในปีนี้ หรือเป็นงานที่มีหน่วยงานสำคัญอย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) เข้าไปส่งเสริมยกฐานะให้เป็นงานระดับประเทศ แล้วก็ก้าวขยับขึ้นเป็นงานระดับนานาชาติรับตลาดต่างประเทศกันมานานกว่า 30 ปี

ทว่า...เป็นเพราะรูปแบบของการจัดงานดังกล่าว มีวิวัฒนาการก้าวหน้าไปไกล และไกลกันจนคนในท้องถิ่นกันเองก็เริ่มหวาดผวากันอยู่ด้วยเหมือนกัน เพราะการจัดทำเทียนของแต่ละคุ้มบ้านคุ้มวัด ตลอดจนการออกแบบตกแต่งต้นเทียน รวมถึงการประดับรถเข้าร่วมขบวนแห่ มันค่อนข้างจะวิลิศมาหรามากกว่าอดีตที่ผ่านมาอย่างมาก ด้วยทุกวันนี้การแข่งขันค่อนข้างสูง มักมีการตระเวนหาช่างแกะสลักเทียนหรือช่างประดับแท่นเทียนแบบติดพิมพ์ฝีมือดีมาเป็นช่างประจำคุ้ม

แบบว่าจ่ายกันเท่าไรไม่ว่า ขอเอาหน้าชนะเทียนของคุ้มอื่นให้ได้ก็แล้วกัน โดยเฉพาะเงินรางวัลนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะมันน้อยกว่าต้นทุนที่แต่ละคุ้มวัดถมลงทุนมันลงไปเสียอีก!

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ นัยว่าคุ้มเทียนหลายคุ้มเริ่มมีนักการค้าการลงทุน แทรกแซงเข้าไปแฝงประโยชน์ด้านการเผยแพร่โฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์สินค้าผ่านขบวนรถ เหมือนใช้ช่องทางสื่ออื่นๆ ด้วยขบวนรถต้นเทียนแต่ละต้นที่แห่กันไปรอบๆเมืองอุบลราชธานีนั้น จะต้องผ่านสายตาผู้คนที่รอชมอยู่สองข้างทางนับเป็นหมื่นเป็นแสนคู่ นี่ยังไม่นับรวมสายตาคนดูอีกไม่น้อยที่ลงทุนลุยผู้คนเข้าไปดูต้นเทียนแต่ละต้นในคืนที่จอดแสดงอยู่ตรงทุ่งศรีเมืองตลอดทั้งคืน

อย่าว่าแต่จะเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าเลยที่จะเข้ามาแฝงอยู่ในขบวนรถเหล่านี้ นักการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและสภากลาง ก็เคยอาศัยช่องทางนี้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงมาก่อนด้วยเหมือนกันนั่นแหละ!

ในระหว่างที่รูปแบบของการจัดเทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ถูกยกระดับจนติดขั้นเทพกันไปนานแล้ว ททท. ผู้เป็นหน่วยงานจุดประกายวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นนี้ขึ้นมา ก็ได้เกิดความ คิดริเริ่มที่จะหนุนและส่งเสริมให้งานประเพณีนี้ ขยับขึ้นเป็นงานระดับนานาชาติที่สูงขึ้นกว่าวันที่ผ่านมา

ด้วยการจัดกิจกรรมรูปแบบใหม่ แต่มีความเกี่ยวเนื่องกับการนำเอาเทียนขี้ผึ้ง อันเป็นวัสดุท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์งานแนวใหม่ ภายใต้แนวคิดเพื่อผลิตงาน "ประติมากรรมเทียนนานาชาติ" หรือ "งานแกะสลักเทียนนานาชาติ" โดยมีการเชิญศิลปินช่างแกะสลักที่มีความชำนาญงานแกะสลักวัสดุต่างๆจากต่างประเทศมาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อนำเสนอต่อสายตาคนไทยกระทั่งคนต่างชาติที่เดินทางมาร่วมงานเทศกาลแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี

งานประติมากรรมเทียนนานาชาติที่ว่านี้ จัดกันมานานกว่า 10 ปีแต่บางปีงดจัดกันไปบ้างตามความจำเป็นของเงินงบประมาณสนับสนุน โดยในปีแรกๆ ก็จัดกันในศูนย์วัฒนธรรมของจังหวัด ต่อมาเกิดเห็นว่าสถานที่จัดงานนี้ มันอยู่ห่างกับสถานที่ตั้งของเวทีเปิดงานแห่เทียนเข้าพรรษา ซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำปีจะมีผู้คนมารวมตัวกันอยู่ตรงบริเวณนั้นจำนวนมาก ย่อมไม่เหมาะที่จะเดินทางไปเพื่อชมงานดังกล่าวเพิ่มเติมจากการร่วมงานเทศกาลเข้าพรรษา

ปีต่อๆมา จึงได้ย้ายไปจัดกันที่บริเวณลานสวนหย่อม หลังอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดอุบลราชธานีแทน ซึ่งก็อยู่ติดกันกับบริเวณอัฒจันทร์นั่งชมพิธีเปิดงานเทศกาลเข้าพรรษา แบบหมุนตัวกลับจากการเปิดงานใหญ่ ก็สามารถเดินเท้าเข้าชมงานศิลปะประติมากรรมเทียนนานาชาตินี้ได้แล้ว

ผมได้เห็นงานนี้แล้วสารภาพตามตรงว่า ชอบเอามากๆ และใช่ว่าจะเห่อเพราะมีศิลปินต่างชาติมา ร่วมงานกันเป็นประจำทุกปี แต่มันทำให้อดคิดไปไม่ได้ถึงตำนานความเป็นมาของงานแกะสลักหิมะนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ที่เมืองซัปโปโร เกาะฮอกไกโด ที่อยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น

ด้วยทำเลที่ตั้งของเกาะฮอกไกโด มันอยู่ฝั่งตรงข้ามทางทะเลกับเมืองวลาดิวอสต็อก ของประเทศรัสเซีย โดยถูกจัดให้อยู่ในโซนประเทศที่หนาวเย็น มีหิมะปกคลุมในช่วงฤดูหนาวนานถึงหลายเดือน เด็กๆที่อาศัยอยู่บนเกาะฮอกไกโดจึงค่อนข้างลำบากยากแค้น ด้วยเมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาวจะถูกพายุหิมะพัดถล่มนานตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไป และเพราะเด็กๆไม่สู้จะมีของเล่น หรือสนามเด็กเล่นเหมือนเด็กในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว เกียวโต โอซากา หรือนางาซากิ

ครั้นพวกเขาจะฝังตัวอุดอู้อยู่กับบ้านก็ใช่ที่ตามวิสัยเด็ก ทางออกจึงต้องพากันออกไปใช้หิมะที่ปกคลุมอยู่ทั่วสวนสาธารณะจนขาวโพลนไปทั่วนั่นแหละ เป็นวัตถุดิบในการปั้นตัวตุ๊กตุ่นตุ๊กตาขึ้นมาตามแต่จินตนาการของตัวเอง ปรากฏว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในท้องถิ่นเกิดมาพบเห็นเข้า ก็เกิดความคิดสนับสนุนส่งเสริมให้เป็นงานนิทรรศการประจำท้องถิ่นขึ้นมา โดยชักชวนผู้คนชาวท้องถิ่นกันเองอีกนั่นแหละ มาเที่ยวชมงานฝีมือของเด็กๆเหล่านี้

ขณะเดียวกันทางฝ่ายผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรมก็ดี ร้านอาหารก็ดี ร้านขายสินค้าก็ดีที่ไม่มีลูก ค้ามาซื้อบริการกันในยามนี้ ก็พลันเกิดควมคิดแล่นขึ้นในสมองเหมือนกันว่า หากเขาลงทุนลงแรงช่วยกันผลักดันให้งานดังกล่าวเป็นที่รู้จักของผู้คนในเมืองใหญ่ แล้วเดินทางมาท่องเที่ยวและร่วมกิจกรรม ธุรกิจของพวกเขาก็น่าจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ จึงพากันออกแรงนำเสนอขายเป็นกิจกรรมประจำปีกันขึ้นมาทันที ในรูปแบบเทศกาลแกะสลักหิมะนานาชาติแห่งเมืองซัปโปโร

มีการเชิญชวนศิลปินช่างแกะสลักจากประเทศต่างๆ ไปร่วมแสดงฝีมือ ไทยเราถึงไม่มีหิมะตกปกคลุม แต่เราก็มีช่างแกะสลักน้ำแข็งไปร่วมแข่งขันทุกปี และไม่อยากคุยแต่ละปีก็สามารถคว้ารางวัลใหญ่ๆ มาครองได้แทบจะทุกครั้งไป

เชื่อมั้ยครับว่า ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปชมงานที่ว่านี้ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่าสองล้านคน เฉพาะคนไทยซื้อทัวร์แห่ไปเที่ยวแทบจะเดินชนกันตายก็ในงานนี้...นี่คือความสำเร็จของงานแกะสลักหิมะนานาชาติที่มาจากแนวคิดของเหล่าเด็กตัวเล็กๆ แต่สมองเป็นเลิศ

คราวนี้ลองมาดูเปรียบเทียบงานแกะสลักเทียนนานาชาติของบ้านเราบ้าง!

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า