PA to CEO

คุยสารพันสาระเพ

2. ทำงานวันแรก ฉันได้ที่จอดรถในตึกโดยบริษัทจ่ายค่าเช่าที่ให้ครึ่งหนึ่ง การขับรถบุกเข้าสีลมยามเช้าดูเป็นสิ่งที่ทุกข์ทรมาน ฉันไม่ได้เดือดร้อนเพราะเดิมก็ทำงานที่ราชดำริมาก่อน ขยับเข้ามาถึงสีลมก็ไม่หนักหนาอะไร อีกอย่างฉันตื่นเช้าออกจากบ้านเช้าทุกวัน เมาแค่ไหนก็ยังถ่อสังขารมาทำงานแต่เช้าได้ ยิ่งที่บริษัทใหม่นี่เริ่มงานเก้าโมงยิ่งสบาย แต่เลิกงานนี่ซิคะ ทรมานจัง เลิกหกโมงเย็นค่ะ เช้าวันแรกฉันตื่นแต่มืดแต่งตัวสวยเช้ง ขับรถหรูที่ยังผ่อนไม่หมดออกจากบ้าน ก่อนที่รถจะติดนรก วนรถขึ้นที่จอดกว่าจะตะกายถึงชั้น 7 ก็เวียนหัวพอประมาณ แต่สักพักก็รู้สึกกระชุ่มกระชวยอย่างไม่เคยรู้สึกมานานแล้ว กดลิฟต์ขึ้นไปชั้น 17 เพื่อเปลี่ยนลิฟต์อีกฝั่ง เพื่อไปชั้น 27 ชีวิตมันต้องเป็นอย่างนี้ทุกวันหรือนี่ กว่าจะขับรถไต่ขึ้นชั้น 7 ขึ้นลิฟต์ เปลี่ยนลิฟต์ เสียเวลาไป 15 นาที ขึ้นไปถึงชั้น 27 เดินไปถึงหน้าประตูบริษัท อุ๊ยตายประตูล็อค เริ่มคิดอกุศลว่า เอ๊ะ บริษัทเจ๊งหรือปิดไปแล้ว ทำไมเร็วเช่นนี้เพิ่งได้งานหยกๆ ฉันเริ่มกระวนกระวายเดินวนไปมา จนมี รปภ.ของบริษัทที่อยู่ใกล้ๆบนชั้นเดียวกันเดินผ่านมาจึงถาม รปภ. ตอบอย่างกันเองโดยไม่เกรงใจเสื้อผ้าราคาแพงของฉันว่า

"โอ๊ย คุณกว่าพนักงานที่นี่เขาจะมากันก็เกือบเก้าโมง บางทีเก้าโมงยังไม่มาเลย" ด้วยความกังวลในชีวิตฉันเลยถามต่อว่า

"อ้าว แล้วใครเปิดประตู" รปภ. ผู้นั้นตอบอย่างรู้เรื่องดีว่า

"พนักงานเขาเปิดกันเองครับ เขามีกุญแจกันทุกคน แต่ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวแม่บ้านก็มา สักแปดโมงครึ่ง" ฉันเริ่มงุ่นง่านหงุดหงิดเพราะนี่มันเพิ่งเจ็ดโมงครึ่ง หมายความว่าฉันต้องรออีกหนึ่งชั่วโมงเต็ม น่าประทับใจแท้เริ่มงานวันแรก

รออีกตั้งหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ฉันเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นอีก 10 นาทีโดยหวังว่าจะมีใครสักคนมาเร็ว แต่ก็ไม่มีวี่แวว เกือบๆแปดโมงเริ่มมีพนักงานบริษัทอื่นมาทำงานกัน อีกเกือบชั่วโมงคิดว่าลงไปหากาแฟกินดีกว่า จึงเดินไปที่ลิฟต์รอนานมาก พอลิฟต์เปิดเพื่อส่งคน แม่เจ้าคนประมาณล้านเศษที่แออัดกันอยู่ในลิฟต์ ฉันจึงเปลี่ยนใจกลับมายืนหน้าหงิกรอหน้าออฟฟิศต่อ อีก 20 นาทีจะเก้าโมงแม่บ้านเดินหน้าแฉล้มเข้ามายิ้มทักทาย พร้อมกับถามว่า

"อ้าว คุณ มาเช้าจัง ไม่มีกุญแจหรือคะ" ใจฉันก็คิดว่า แปลกดีนะ ถามมาได้ยังไม่ทันเริ่มงาน ใครเขาจะให้กุญแจออฟฟิศ แม่บ้านพูดต่อด้วยความภาคภูมิใจกึ่งทวงบุญคุณนิดๆว่าได้ทำความสะอาดโต๊ะให้ฉันเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ฉันปรับสีหน้าให้เป็นนางเอกผู้แสนดีพร้อมกล่าวขอบคุณแม่บ้านเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงโต๊ะทำงาน ต๊ายตาย ทำไมมันเล็กจัง ฉันเคยเป็นผู้จัดการมีโต๊ะทำงานใหญ่มาก มีโต๊ะคอมพิวเตอร์และปริ๊นท์เตอร์แยกต่างหาก แค่หันเก้าอี้ไปมาทำงานสะดวกสบาย แล้วนี่อะไรกัน คอมพิวเตอร์อยู่บนโต๊ะทำงานขนาดเล็ก มีคีย์บอร์ดเป็นลิ้นชักหลบอยู่ใต้โต๊ะซึ่งก็ไม่แปลก แต่ความที่โต๊ะมันเล็กและเตี้ย เก้าอี้เตี้ย พอนั่งปุ๊บอึดอัดปั๊บ พอปรับเก้าอี้ขึ้นสูงอีกนิด ขาฉันก็สอดเข้าใต้เก้าอี้ไม่ได้อีกเพราะติดคีย์บอร์ด ยักแย่ยักยันอยู่หลายนาที ปรับอย่างไรก็ไม่เข้าที่และพอดี เลยต้องนั่งเอียงๆ

โต๊ะทำงานฉันอยู่หน้าห้องนาย โอย นี่หลบมุมกันไม่ได้เลย จะเขียนคิ้วทาปากหรือจะแคะจมูกมั่งก็ไม่ได้ อยู่ในสายตารูปหล่อตลอด ยังไงก็ต้องปลอบใจตัวเอง "เงิน เงิน เงิน" มิต้องมานั่งหน้าสวยกันทั้งวันเลยหรือ มองเห็นโน้ตเล็กๆ แปะไว้ที่บนโต๊ะว่า

'พี่แคลร์ครับ วันนี้ไปเอาชุดสูทสีน้ำตาลของผมมาก่อนสิบโมงเช้าด้วย จะใส่เข้าประชุมตอนบ่ายครับ' ลงชื่อ พานุ

นั่งอึ้งไปชั่วนาที เฮ้ย แล้วไปเอาที่ไหนล่ะ ใครจะไปเอา แล้วสูทชุดอื่นไม่มีใส่หรือไง ทำไมก็ต้องใส่ชุดนี้วันนี้ เริ่มร้อนรน แต่ก็ถามแม่บ้านซึ่งชื่อ หน่อย ถึงการไปเอาสูท ซึ่งยายหน่อยก็รู้ดีตอบว่า

"เนี่ย สูทนายชุดนี้ส่งไปซักแห้งตั้งนานเกือบเดือนแล้ว ไม่มีใครไปเอาให้" ฉันถามจนได้ที่อยู่ร้านซักแห้ง โชคดีที่ร้านอยู่เป็นห้องแถว ไม่ห่างจากตึกนี้มากนัก เดี๋ยวให้เมสเซนเจอร์ ไปเอาให้ก็ได้ มองโลกในแง่ดีค่ะ ถามหาว่าเมสเซนเจอร์มากี่โมงกับหน่อยแม่บ้าน ฉันได้คำตอบที่ช็อกพอควร

"ที่นี่ไม่มีเมสเซนเจอร์ค่ะ" น่าแปลกใจแท้ๆ ฉันถามต่อว่า

"อ้าว แล้วส่งเอกสารกันยังไงคะ ไปหาลูกค้า ไปแบงก์ ใครไปล่ะคะ" หน่อยสวนกลับทันควัน

"อุ้ยยยย ที่นี่เขาไปกันเองค่ะ เขาส่งอี-เมลกัน เห็นไหมคะที่นี่กระดาษน้อยมาก งานข่าวตัดเสร็จ ก็ส่งอี-เมลกันไปก่อน ใครดูแลลูกค้ารายไหน เขาก็ส่งตัดข่าวไปให้ลูกค้ากันเอง"

"อ้าว แล้วถ้าไปแบงก์ล่ะคะ ใครจะไป" ฉันจำได้อยู่ที่ทำงานเก่า เมสเซนเจอร์วิ่งทำธุรกรรมแบงก์เกือบทุกวัน

"ป๋า หรืออ้อย เขาก็ไปเองค่ะ ธุระนาย นายก็ให้คนขับรถไปให้" หน่อยขยายความต่อ

"แล้วเสื้อซักแห้งนายล่ะคะ" ฉันชักเริ่มกระวนกระวาย

"คุณแคลร์ก็ไปเอาไง คุณตุ๋ม เลขาฯเก่าเขาก็ไปเอาเอง" ยัยหน่อยฉอดๆใส่ฉัน หนอยมาเรียกฉันว่าเลขาฯ นี่ผู้ช่วยนะยะ

เอาแล้วไง เริ่มงานวันแรกยืนแกร่วอยู่บนส้นสูง 3 นิ้วรอประตูเปิดอยู่ชั่วโมงกว่า โต๊ะทำงานไม่ถูกสุขลักษณะ แล้วยังต้องเดินไปเอาเสื้อซักแห้งให้นายอีก คิดๆไปก็ไม่เป็นไรน่า นังเหมียวมันก็ทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน

เริ่มงานวันแรกอย่างจริงจัง ตอนนั้นยังไม่ 9 โมงดี มีเสียงโทรศัพท์ดังตามโต๊ะอยู่หลายโต๊ะ รวมทั้งโต๊ะทำงานข้างๆฉัน ฉันใจกล้าลุกขึ้นไปรับโทรศัพท์ทั้งๆที่ยังนึกไม่ออกว่าจะพูดอย่างไรดี ยกโทรศัพท์ขึ้น อ้าว ไม่มีเสียงพูด มีไฟกะพริบๆขึ้นที่ปุ่ม 2 ปุ่ม บนแป้นโทรศัพท์ ฉันตัดสินใจเลือกกดปุ่มหนึ่งปรากฏว่าเสียงหายไป เลยตัดสินใจวางสาย รู้แล้วรับโทรศัพท์ไม่เป็นเพราะไม่คุ้นกับระบบโทรศัพท์ยี่ห้อนี้ ฉันเลยปล่อยให้โทรศัพท์ดังต่อไปทนรำคาญเอา

ประมาณ 9 โมง 10 นาที เริ่มมีพนักงานเดินเข้ามา มองเห็นฉันก็ส่งยิ้มให้ฉันมิตร รู้สึกดีกับคนที่นี่จัง ออกจะแปลกใจนิดๆ ที่มีแต่พนักงานเด็กๆ ดูแล้วอายุน่าจะไม่เกิน 30 กัน ผิดกับที่ทำงานเก่าที่มีแต่คนอายุ 30 ถึง ปลายๆ 40 ซะเป็นส่วนใหญ่ ที่น่าแปลกใจไปกว่านั้นคือพนักงานที่เดินกันมานี่ดูยากว่าเป็นชายหรือหญิง แต่งตัวก็มหัศจรรย์ นุ่งกางเกงยีนส์ขาดเกือบจะทั้งตัวคนนึง คนนี้เพศดั้งเดิมน่าจะเป็นชาย อีกคนน่าจะเป็นทอมผมสีน้ำเงินปนด้วยสีส้ม การแต่งตัวของฉันเลยทำให้ฉันดูเป็นคุณนายขึ้นมาทันที เออ ชักชอบบรรยากาศแปลกดี เมื่อวันก่อนมาสัมภาษณ์งานก็ไม่ได้สังเกต ส่วนคนอื่นๆที่เดินเข้าออฟฟิศมาก็ประหลาดไม่แพ้กัน แม่เจ้า มีเด็กสาวคนหนึ่งใส่เสื้อเปิดหลัง กระโปรงสั้น มันคงไม่แปลกถ้าจะไปเดินห้างหรือออกเดทกับแฟน แต่นี่มาทำงานดูแปลกไม่น้อย ป๋าวิชาญเดินเข้ามาทักทายฉันอย่างมีไมตรี ป๋าใส่เสื้อแขนยาวผูกเน็คไท เป็นคนเดียวในที่แห่งนี้ที่ดูเป็นปกติคน แกพูดพร้อมรอยยิ้มว่า

"ผมทำกุญแจออฟฟิศ มาเผื่อแล้วนะ"

"ป๋า ที่นี่เขาทำงานกันกี่โมง แล้วทำไมเด็กแต่งตัวแบบนี้ล่ะ" ฉันเลยรีบถามคำถามคาใจ

"อ๋อ วันนี้นายไม่อยู่เขาก็แต่งตัวกันตามสบาย หรือเวลาไม่ต้องออกไปหาลูกค้าเด็กเขาก็แต่งตัวกันแบบนี้แหละ แต่คุณแคลร์แต่งตัวแบบนี้แหละดีแล้ว เพราะบางทีนายอาจให้คุณออกไปโน่นไปนี่ให้ ลูกค้าเราผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งนั้น"

แหมป๋าพูดแบบนี้ฉันค่อยสบายใจหน่อย นึกว่าจะมานั่งเป็นคุณป้าอยู่ที่นี่ซะแล้ว ใจก็คิดต่อว่านอกจากไปเอาเสื้อซักแห้งให้แล้ว ยังต้องไปทำธุระอย่างอื่นอีกหรือ เอาน่ะ PA ก็อำนาจเกือบเท่านายอยู่แล้ว ไปธุระแทนนายจะเป็นไรไป

วันนี้นายไม่เข้าออฟฟิศแล้วฉันต้องทำอะไรบ้างนี่ พนักงานวันนี้มีแค่ 10 คนที่เหลือออกไปหาลูกค้า มีงานประชาสัมพันธ์ใหญ่ 2 งานที่กรุงเทพฯ กับที่เชียงใหม่ ที่นี่มีทีมบริหารลูกค้าอยู่ 3 ทีม ทีมที่สามนี่ไม่รู้หายไปไหน นั่งเพลินนึกขึ้นมาได้ว่าต้องไปเอาเสื้อสูท ฉันคงไม่เดินไปให้มันเมื่อยต้องหาวิธีอื่น ฉันพยายามค้นหาเบอร์ร้านซักแห้งในสมุดโทรศัพท์ของคุณตุ๋มผู้ช่วยคนเก่า โดยถามชื่อร้านจากหนูแป้งโอเปอเรเตอร์ จึงไม่ยากในการหาเบอร์โทร.จากในสมุด ปรากฏว่าร้านนั้นไม่บริการส่งเสื้อให้ลูกค้า แม้ว่าฉันจะอ้อนวอนจนโมโห ใครจะมีเวลาเดินไปเดินมาฉันเลยโพล่งออกมาว่า

"200 บาท ส่งไหมส่ง" แค่นั้นแหละอีเด็กรับโทรศัพท์ก็เสียงอ่อย บอกกับฉันว่า

"ก็ได้พี่ นายหนูยังไม่มาแล้วพี่อย่าบอกนายหนูนะว่าหนูไปส่งเสื้อให้พี่" เฮ้อ ก็แค่นั้นแหละ

ระหว่างนั่งงงๆ ว่าจะเริ่มทำอะไรก่อนดี ฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากนาย นายรัวเสียงใส่โทรศัพท์อย่างเร็วว่า

"พี่แคลร์ครับ วันนี้ผมมีประชุมข้างนอกทั้งวัน ผู้บริหารจากอเมริกามา มีจดหมายขอบคุณลูกค้าที่คุณตุ๋มยังไม่ได้พิมพ์ให้ผมค้างอยู่ ต้องออกพรุ่งนี้เช้าอย่างช้าสุด พิมพ์ให้ผมด้วยคืนนี้จะเข้าออฟฟิศมาเซ็น พรุ่งนี้ก่อน 10 โมงส่งออกให้ผมด้วย อ้อ แล้วเย็นนี้ผมมีเลี้ยงอาหารให้ผู้บริหารที่บ้านคุณแม่ผม พี่ช่วยทำเมนูเป็นภาษาอังกฤษให้ด้วย ไม่ใช่เขียนแค่ชื่อรายการอาหารนะ แต่ต้องบรรยายลักษณะอาหารเหมือนเมนูในโรงแรมน่ะ พี่เคยเห็นใช่ไหมครับ ผมจะให้คนขับรถเข้าไปเอาเมนูตอนบ่าย 4 โมงนะครับ"

"เอ้อ คุณนุคะ จดหมายอยู่ที่ไหนคะ ถึงใครบ้าง แล้วเมนูอยู่ไหนคะ" ก่อนรูปหล่อจะวางสาย ฉันรีบรัวเสียงกลับ

"พี่ก็หาเอาซิ ผมไม่รู้หรอกว่าคุณตุ๋มเก็บจดหมายไว้ที่ไหน เดี๋ยวผมจะประชุมแล้ว คนรถจะเอาเมนูไปให้และรับเสื้อสูทมา ขอบคุณครับ" น่าน ฉอดๆ เสร็จแต่ก็ยังมีมารยาทที่จะกล่าวขอบคุณทิ้งท้าย

พระเจ้าช่วย ฉันเพิ่งเข้ามาอยู่ที่นี่ได้แค่ 2 ชั่วโมงมันยังมีเรื่องขนาดนี้แล้วหรือ ว่าจะเดินทักทายและหาความรู้เรื่องการทำงานที่นี่สักหน่อย ก็ไม่มีเวลาเสียแล้วต้องหาจดหมาย จดหมายขอบคุณอะไรก็ไม่รู้ ลูกค้ารายไหนก็ไม่รู้ แถมยัยคุณตุ๋มเก็บไว้ไหนก็ไม่รู้อีก โชคดีที่จิ๋มน้องคนที่นั่งโต๊ะติดกับฉันเพิ่งมาถึงเอาเกือบ 10 โมง หน้าตาเหมือนเพิ่งตื่นนอน ฉันทักทายเสร็จก็เข้าเรื่องเลย

"จิ๋มขา รู้ไหมคุณตุ๋มแกเก็บแฟ้มงานค้างๆไว้ที่ไหน เป็นจดหมายขอบคุณลูกค้าน่ะค่ะ" ฉันพูดไพเราะกลัวยัยจิ๋มไม่ช่วย

"อ๋อ หนูรู้คุณนุถามหาอยู่เหมือนกัน ไม่รู้อยู่ไหน สงสัยพี่ต้องโทร.หาพี่ตุ๋มแล้วละ" ฟังแล้วจึ๊ดดด เลยค่ะ ตกลงมึงรู้หรือไม่รู้กันแน่ วิญญาณนางมารที่แฝงอยู่ในตัว เริ่มทุรนทุรายอยากออกฤทธิ์ แต่ฉันก็ยังปั้นหน้านางเอก อย่างที่เรียนมาจากละครทีวี ถามยัยจิ๋มต่อว่า

"แล้วจิ๋มมีเบอร์คุณตุ๋มไหมคะ" โชคดีที่ยัยจิ๋มมี โดยหล่อนหาจากโทรศัพท์มือถือของหล่อนให้ จากนั้นยัยจิ๋มก็ฟุบหน้าหลับกับโต๊ะ ก่อนหลับหล่อนใช้แรงเฮือกสุดท้ายบอกฉันว่า

"เมื่อคืนหนูเตรียมเอกสารให้เขาถึงตี 2 แน่ะ พวกนี้เขาก็ทำงานเสร็จกันเกือบเช้า เนี่ยป่านนี้คงถึงโรงแรมแล้วละ พี่ตุ๋มไม่อยู่ไงพี่ แต่ก่อนพี่ตุ๋มอยู่ช่วยกันเที่ยงคืนก็เสร็จ พี่ตุ๋มเขาเร็ว พี่มาก็ดีแล้วจะได้ช่วยกัน" พูดจบยัยจิ๋มก็หลับไร้สติ

ฉันฟังแล้วก็ช็อก แต่ด้วยความฉลาดก็พอประมวลเหตุการณ์ได้ว่าวันนี้คงมีแถลงข่าว และทีมงานคงเตรียมงานกันจนวินาทีสุดท้าย นานๆ เกิดขึ้นสักครั้ง ฉันคุ้นเคยดี แต่ไอ้ที่บอกว่าคุณตุ๋มช่วยนี่ซิออกจะแปลกใจ ทำไม PA ต้องมาช่วยทำงานแบบนี้ ได้ข่าวว่าแต่ละทีมก็มีคนตั้ง สามสี่คน เฮ้ย ฉันต้องช่วยงานมันด้วยหรือ แค่นายฉันซึ่งยังไม่ปรากฏตัวในเช้าวันนี้มีแต่เสียงสั่งงาน กับโน้ตจดข้อความเล็กๆที่ฉันก็มีงานเยอะแยะแล้ว แต่ก็ไม่มีเวลาคิดมากฉันรีบโทรศัพท์หายัยคุณตุ๋ม ยกโทรศัพท์ขึ้นมาเงียบ ใช้ไม่เป็นอีกหันไปจะถามยัยจิ๋มก็สิ้นสติไปเสียแล้ว กด 0 อ้าได้ผล หนูแป้งรับสาย ฉันเลยรีบบอกให้ต่อสายหาคุณตุ๋มให้หน่อย และไม่ลืมที่จะถามว่าฉันจะรับโทรศัพท์อย่างไร หนูแป้งให้ความกระจ่างเป็นอย่างดีพร้อมพูดว่า

"เนี่ยพี่ โทรศัพท์มันเพิ่งเปลี่ยนระบบ ใช้ยาก หนูต้องคอยสอนคนในนี้ตลอด เดี๋ยวกลางวันหนูสอนพี่เพราะโทรศัพท์นายเยอะมาก ส่วนมากนักข่าว" พอยัยหนูแป้งเริ่มเม้าท์ ฉันต้องรีบตัดบทและเร่งให้ต่อสายคุณตุ๋มในทันที

"เอ๊ะ จดหมายนั่นตุ๋มพิมพ์เสร็จแล้วนี่คะ ส่งแฟ้มให้นายเซ็นแล้วด้วย พี่เข้าไปดูในแฟ้มตุ๋มก็ได้" นั่นเป็นเสียงของตุ๋มผ่านทางโทรศัพท์เมื่อฉันถามไถ่ถึงจดหมายปริศนาฉบับนั้น ตุ๋มบอกวิธีเข้าไปเปิดดูแฟ้มต่างๆ ที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ คนเรามันก็ช่างมีวิธีการเก็บแฟ้มงานกันอย่างซับซ้อนเสียเหลือเกิน เก็บง่ายๆอย่างที่ฉันทำไม่ได้หรือไง เอาน่ายังไงก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อยว่า "ไปต่อได้" ภาษาสมัยใหม่ค่ะ

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า