โรบิน วิลเลี่ยมส์ ดาราตลกชื่อก้องโลก สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการหลังจากมีผู้พบศพของเขาเสียชีวิตอยู่ภายในบ้านพักย่านแคลิฟอร์เนีย ด้วยวัย 63 ปี แม้กระบวนการชันสูตรศพจะไม่เป็นที่เปิดเผยแต่เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าอาจเป็นการฆ่าตัวตายด้วยการทำให้ตัวเองขาดอากาศหายใจ ขณะที่สื่ออเมริกันหลายแห่งรายงานว่า วิลเลี่ยมส์มีอาการของโรคซึมเศร้ามาเป็นเวลานานแล้ว นอกจากนี้จากบทสัมภาษณ์ของเจ้าตัวก่อนหน้านี้หลายครั้ง มีการยอมรับอย่างเปิดเผยว่า เขากำลังต่อสู้กับการติดแอลกอฮอล์และยาเสพติดบางประเภท ประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า และบุคคลที่มีชื่อเสียงในฮอลลีวู้ดต่างแสดงความเสียใจและอาลัยกับการจากไปอย่างกะทันหันครั้งนี้ พร้อมระบุเป็นการสูญเสียบุคคลที่หาได้ยาก สามารถเข้าถึงและตราตรึงอยู่ในหัวใจของทุกคน พวกเขายกย่องว่า วิลเลี่ยมส์เป็นผู้มีจิตใจงดงาม เป็นแบบอย่างของดาราที่ดี

วิลเลี่ยมส์ ถือเป็นหนึ่งในนักแสดงที่เป็นที่รักมากที่สุดในยุคสมัยของเขา และได้ฝากผลงานการแสดงอันน่าจดจำในภาพยนตร์ระดับตำนานหลายต่อหลายเรื่อง อาทิ เดตโพเอตโซไซตี้ กูดมอร์นิ่งเวียดนาม มิสซิสเดาท์ไฟร์ และกูดวิลฮันติ้ง ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลออสก้าร์สาขาดาราสมทบชาย ตลอดเวลาที่โลดแล่นอยู่ในโลกบันเทิง วิลเลี่ยมส์เคยได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสก้าร์ 3 ครั้งได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ 5 ครั้ง รางวัลเอมมี่ 5ครั้ง กิลด์อะวอร์ด 2 ครั้ง และได้รับรางวัลแกรมมี่ 5 ครั้ง

ซูซาน ชไนเดอร์ ภรรยาคนที่ 3 ของ โรบิน วิลเลี่ยมส์ ที่เพิ่งแต่งงานกันเมื่อสามปีก่อนออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการจากไปไม่มีวันกลับของสามีว่า เธอต้องสูญเสียสามีและเพื่อนที่ดีที่สุด ขณะที่โลกต้องสูญเสียหนึ่งในศิลปินที่เป็นที่รัก และมนุษย์ที่ดีงามคนหนึ่งไป ความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเป็นเรื่องเศร้าพร้อมกับขอความเป็นส่วนตัวให้กับครอบครัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ โดยหวังว่า โรบิน วิลเลี่ยมส์ จะถูกจดจำในฐานะผู้ที่นำความสุขและเสียงหัวเราะมาสู่คนนับล้าน

โศกนาฏกรรมกับเครื่องบินโดยสารในช่วงเวลาไล่เลี่ย 7 วัน กับสถิติเครื่องบินตก 3 ลำ คร่าชีวิตผู้คนเกือบ 500 เมื่อรวมกับการเสียชีวิตจากเครื่องบินโดยสารทั้งโลกตั้งแต่ต้นปีมากราว 800 ศพ จากเหตุร้าย 13 ครั้ง ทำให้ผู้คนขวัญผวา เพราะกลายเป็นปีที่ผู้คนสูญหายตายจากเพราะเครื่องบินโดยสารมากที่สุดของโลก ทั้งที่เมื่อปีกลายเพิ่งจะติดอันดับหนึ่งความปลอดภัยของการเดินทางด้วยเครื่องบินโดยสาร มีค่าเฉลี่ยการเสียชีวิตแต่ละปีจะอยู่ที่ราว 224-627 ศพ แต่เมื่อมองภาพรวมการโดยสารด้วยเครื่องบินก็ยังนับได้ว่าปลอดภัยสูงมาก ค่าเฉลี่ยจำนวนเที่ยวบินแต่ละปี หารด้วยอัตราการเกิดเหตุร้ายอยู่ที่ 0.24 ครั้งต่อ1ล้านเที่ยวบิน หรือไม่ถึงหนึ่งในล้าน คิดแล้วนั่งเครื่องบินโดยสารยังเสี่ยงอันตรายน้อยกว่าขับรถยนต์ไปสนามบินเสียอีก

ตัวเลขคนตายจากไวรัสมรณะอีโบล่า หรือไข้เลือดออกอีโบล่า เชื้อโรคเก่าพบครั้งแรกในอดีตประเทศซาอีร์หรือปัจจุบันคือสาธารณรัฐคองโกในทวีปแอฟริกา เมื่อช่วง พ.ศ.2519 ผลุบโผล่ขึ้นมาให้ชาวโลกขวัญผวาอีกระลอกตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมคร่าชีวิตผู้คนเลยหลักพันมาแล้วใน 3 ประเทศ คือ กินี ไลบีเรีย และเซียร์ลารีโอน ขณะที่องค์การอนามัยโลกยอมรับแล้วว่าการระบาดของไวรัสอีโบล่าระลอกนี้ เร็วจนควบคุมไม่ทัน แต่ยังไม่ถึงขนาดควบคุมไม่อยู่เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะถึงขั้น หายนะ มีคำยืนยันว่าอันตรายของเชื้อไวรัสตัวนี้ใครติดเชื้อมีโอกาสรอดชีวิตเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าเสี่ยงตายสูงถึงร้อยละ 90 โอกาสติดเชื้อผ่านการสัมผัสของเหลวจากร่างกายผู้ติดเชื้อซึ่งอาจเป็นได้ทั้งกับคนและสัตว์ โดยเฉพาะลิง หมูหรือค้างคาวผลไม้ หรืออาจได้รับเชื้อร้ายที่ปนเปื้อนอยู่ตามสิ่งแวดล้อม กฎ 3 ข้อที่จะป้องกันก็คือ ถ้ารู้สึกปวดหัวหรือมีไข้สูงผิดปกติให้รีบรุดไปตรวจติดเชื้ออีโบล่าหรือไม่ เพราะการรู้ตัวตั้งแต่ต้นย่อมมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้นหรือทำให้โอกาสตายเหลือราว 55 เปอร์เซ็นต์ ถ้าอยู่ใกล้คนตายที่สงสัยจะติดเชื้ออีโบล่าห้ามแตะต้องสัมผัสศพอย่างเด็ดขาดเพราะนั่นคือความเสี่ยงติดเชื้อขั้นสูงสุดและห้ามเช็ดปากหรือขยี้ตาตัวเองในช่วงเวลานั้นถ้ายังไม่ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำเปล่าหรือคลอรีน และห้ามกินอาหารเนื้อสัตว์สุกๆดิบๆหรือกินสัตว์ป่า

ถ้าเปรียบเทียบอันตรายจากการติดเชื้อไวรัสอีโบล่ากับติดเชื้อมาลาเรียหรือเชื้อไข้เลือดออก ทั้งสองโรคคร่าชีวิตชาวเซียร์ราลีโอนและอีกหลายชาติในโลกเฉลี่ยแต่ละปีมากกว่าตายจากเชื้อไวรัสอีโบล่าหลายเท่าตัว

ขณะที่วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์เพิ่งจะเผยแพร่บทความถึงที่มาของการแพร่ระบาดไวรัสอีโบล่าว่า เด็กชาวกินีวัย 2 ขวบจากจังหวัดกัวเคดูอาจเป็น "ผู้ป่วยหมายเลข 0" หรือผู้ติดเชื้อคนแรกก่อนมีการระบาด หลังตรวจสอบประวัติพบว่ามีอาการไข้ขึ้น ถ่ายเป็นสีดำ และอาเจียน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม แต่ไม่รู้ว่าติดมาจากที่ใด จากนั้นคนในครอบครัวก็ติดเชื้อและเสียชีวิตตามมาอีกหลายราย รวมถึงแม่และยายของเด็ก

ปัญหาการห้ามแต่งงานหรือจดทะเบียนเป็นคู่ชีวิตของเพศเดียวกันเริ่มลดน้อยลงในโลกตะวันตกและจำนวนคู่เกย์และเลสเบี้ยนที่ลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวแบบเดียวกับคู่แต่งงานทั่วไป ต่างเพศเริ่มมีเพิ่มมากขึ้น บางส่วนรับเลี้ยงเด็ก ขณะที่ส่วนหนึ่งตัดสินใจที่จะมีลูกเอง ซึ่งแน่นอนว่า การอุ้มบุญต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งในทางวิชาการ การอุ้มบุญมีด้วยกัน 2 รูปแบบ คือการอุ้มบุญแท้ที่หญิงผู้ตั้งครรภ์จะถือเป็นแม่ทางพันธุกรรมด้วย ส่วนอีกวิธีคืออุ้มบุญเทียมที่ใช้ไข่จากผู้บริจาคแทนซึ่งคู่แต่งงานชายส่วนใหญ่เลือกใช้วิธีนี้เนื่องจากผู้รับฝากครรภ์มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนใจต้องการเก็บเด็กไว้เองน้อยกว่า แต่กระบวนการเหล่านี้หลายประเทศปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์เนื่องจากผิดกฎหมาย และในสถานที่ที่อนุญาต การอุ้มบุญจะมีค่าใช้จ่ายแพงมากหรือต้องใช้เวลาเพื่อเข้าสู่กระบวนการนานหลายปี ทำให้คู่แต่งงานหลายคู่ เลือกที่จะไปดำเนินการในต่างประเทศ

มีรายงานว่า ผู้มีฐานะที่ต้องการได้ลูกแบบอุ้มบุญมักจะเลือกใช้บริการในสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าค่าใช้จ่ายถูกจะเลือกมาอินเดีย เม็กซิโก และไทย จึงกลายเป็นข่าวครึกโครมที่สุ่มเสี่ยงต่อจริยธรรมมากที่สุดเมื่อสื่อมวลชนต่างประเทศโดยเฉพาะออสเตรเลียและญี่ปุ่นพากันเกาะติดนำเสนอธุรกิจการอุ้มบุญในประเทศไทยที่มีเครือข่ายสลับซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อ ทำให้ชื่อเสียงวงการแพทย์ไทยดังกระฉ่อน หลังเกิดเหตุการณ์สามีภรรยาชาวออสเตรเลียปฏิเสธการรับน้องแกมมี่ที่ป่วยเป็นดาวน์ซินโดรม กลับประเทศจนแม่อุ้มบุญต้องรับเลี้ยงดูด้วยความยากลำบาก ส่วนชาวญี่ปุ่นวัย 24 ปีลูกชายมหาเศรษฐีอีกรายเข้ามาจ้างอุ้มบุญจนได้เด็กถึง 15 คน สามารถนำออกนอกประเทศไปได้ 4 คนที่เหลือส่งเข้าสถานสงเคราะห์ดูแล กำลังส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางเนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย และมีความโยงใยถึงขั้นอาจจะเป็นกระบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไทยถูกสหรัฐอเมริกาตบหน้าด้วยการประกาศลดอันดับความพยายามในการแก้ปัญหานี้อยู่

รศ.นพ.เรืองศิลป์ เชาวรัตน์ หัวหน้าหน่วยผู้มีบุตรยาก ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่ให้การรักษาผู้มีบุตรยาก รวมถึงมีเทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ที่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของแพทยสภา ให้ทัศนะว่า จากข้อมูลปี 2553 ถึงปัจจุบันมีคู่สามีภรรยาที่มีบุตรยากเข้ารับการรักษาจากทางสถาบันฯ 2-3 หมื่นราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนการให้บริการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ด้วยวิธีอุ้มบุญนั้นได้ให้บริการปี 2553 จำนวน 3 ราย ปี 2554-2556 ปีละ 1 ราย ซึ่งเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงจริยธรรมอย่างสูง เพราะการให้ผู้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทนมีความเสี่ยงและมีข้อควรระวังทางจริยธรรมอย่างมาก

ขณะที่ น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า การรักษาผู้มีบุตรยากมีกระบวนการรักษา เพราะถือเป็นโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งการให้การรักษาจำเป็นต้องมีมาตรฐานวิชาการ ข้อบ่งชี้ทางจริยธรรมโดยวิธีการรักษาปัจจุบันมีด้วยกันหลายวิธีไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยวิธีการอุ้มบุญเสมอไป ซึ่งเชื่อว่าแพทย์ทราบดีถึงข้อบ่งชี้ที่จะสามารถให้การรักษาด้วยวิธีนี้ได้ หากทำผิดตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพก็ต้องเอาผิดตามกฎหมายต่อไปทั้งนี้ทางการออสเตรเลียต้องถึงกับออกมาร้องขอความช่วยเหลือยังรัฐบาลไทยให้มีการเปิด "ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน" สำหรับชาวออสเตรเลียที่มีลูกทั้งที่คลอดแล้วและยังไม่ได้คลอดโดยเกิดจากกระบวนการอุ้มบุญและมีแม่อุ้มบุญเป็นคนไทยให้สามารถผ่านกระบวนการและอนุญาตให้กลับประเทศได้ ตัวเลขของชาวออสเตรเลียที่เข้ามาทำอุ้มบุญในประเทศไทยกว่า 200 ราย ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวที่มีบุตรยากหรือไม่สามารถมีบุตรได้

กำลังจะมีการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยใน 11 ด้าน ได้แก่ การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น การศึกษา เศรษฐกิจ พลังงาน สังคม สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สื่อสารมวลชน และอื่นๆ คงลืมนึกไปว่า ปฏิรูปจริยธรรมเรื่องเดียวครอบคลุมทุกด้าน ความเจริญ ความเสื่อมอยู่ที่ใจคนเป็นสำคัญ