คนโซ

คนุท แฮมซุน เขียน แดนอรัญ แสงทอง แปล

"เจ้าความอยากกินอาหารนี้ดูราวกับว่ามันเป็นสัตว์ตัวเล็กๆหนึ่งโขยงหรือสองโขยงซึ่งงุดหัวลงทางด้านหนึ่งและกัดแทะด้วยสัญชาตญาณอันมืดบอดอยู่สักครู่หนึ่งแล้วก็หยุดนิ่งเงียบทีเดียว ก่อนจะลงมือใหม่อีกครั้ง แผ้วถางหนทางของมันไปโดยไม่เร่งร้อนและไม่ส่งเสียง และไม่ว่าพวกมันจะเคลื่อนขบวนไปที่ใดก็ตาม สิ่งที่หลงเหลือไว้ในเบื้องหลังคือความยับเยินว่างเปล่า..."

คนโซ (Hunger) ของ คนุท แฮมซุน นักเขียนชาวนอร์เวย์ ได้รับรางวัลโนเบล เมื่อ พ.ศ.2463 แดนอรัญ แสงทอง แปลจากฉบับภาษาอังกฤษสำนวนของ โรเบิร์ต บลาย สำนักพิมพ์แมวคราว พิมพ์ครั้งที่ 3 (ฉบับปรับปรุงใหม่) พ.ศ.2550

คนรู้จักความหิว เพราะทุกคนเคยหิว แต่เราก็ไม่เคยอดอาหารหรือไม่มีอะไรจะกิน บางครั้งความหิวโหยก็ถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าละอาย เพราะคนขาดแคลนอดอยากคือคนขี้เกียจไม่คิดจะทำงาน คนุท แฮมซุน

เป็นคนหนึ่งที่ได้พบกับความหิวโหยยาวนาน เขาเฝ้ามอง พิศสังเกตทุ่มเทอารมณ์ความรู้สึก ด้วยสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดถึงขั้นอัจฉริยะ 'ความหิว' หรือคนโซจึงได้กลายเป็นหนังสือที่ปลุกเร้ามนุษย์และยอดเยี่ยมเล่มหนึ่งของโลก

โรเบิร์ต บลาย ผู้แปลฉบับภาษาอังกฤษ เขียนถึง 'ศิลปะในคนโซ' ว่าดังนี้

"เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้ Hunger เป็นนวนิยายที่ทรงพลังก็คือ มันได้กดบีบเอาช่วงเวลาอันยาวนานนับสิบปีของชีวิตจริงอันขุกเข็ญและสิ้นหวังของผู้แต่งให้เหลืออยู่เพียงสองสามเดือน เมื่อมันได้รับการเขียนออกมาเป็นนวนิยาย สิบปีแห่งความหิวโหยและความทุกข์ทรมานของแฮมซุนนั้น ว่ากันในแง่ผลกระทบของมัน ก็เหมือนกับการถูกเนรเทศไปสู่ไซบีเรียของดอสโตเยฟสกี้นั่นเอง"

แดนอรัญ แสงทอง ผู้แปลฝีมือฉกาจ เขียนในบันทึกจากผู้แปลว่า

"ข้าพเจ้ายืนยัน (ด้วยความรู้สึกของคนถูกผีสิง) ได้แต่เพียงว่า ถึงแม้ คนโซ จะเป็นเพียงแค่งานแปลอันกะพร่องกะแพร่ง ปราศจากความประณีตบรรจง มีรายละเอียดที่หายหกตกหล่น มีการแปลชนิดอธิบายความเพิ่มเติม มีความพยายามฉุดกระชากลากถูให้เป็นไทยแท้แบบเดียวกับที่ ท่านแต่ก่อน แปล มหาเวสสันดรชาดก จากภาษาบาลี หลายต่อหลายครั้งที่ซื่อตรงเคร่งครัดเกินไป หลายต่อหลายครั้งที่ตามใจตนเองมากเกินไป แต่แก่นสารเนื้อแท้ของนวนิยายเรื่องนี้ยังคงอยู่เกือบๆครบถ้วoบริบูรณ์"

ไม่ว่า แม้แดนอรัญจะเขียนออกตัวอย่างไร ผลงานแปล คนโซ เล่มนี้ได้ถ่ายทอดบุคลิกของเรื่องราวและความรู้สึกนานาของ "ข้าพเจ้า" ไว้อย่างล้ำเลิศ ถ้อยคำต่างๆที่เขาเลือกมาใช้นั้นช่างพอเหมาะพอดีและได้รส ทำให้อ่านอย่างมีความสุขเพลิดเพลินและนึกไม่ถึง

หนังสือ คนโซ ยังได้แปลบทกล่าวนำที่ อิสแซค บาเซวิส ซิงเกอร์ เขียนถึงจิตวิญญาณการเขียนที่ยกย่องให้ คนุท แฮมซุน เป็นต้นแบบในการคิดริเริ่มผลงานสร้างสรรค์แนวใหม่ (กระแสสำนึก)

"นักเขียนผู้มีความเป็นต้นแบบจะแสดงถึงความเป็นผู้มีความเป็นต้นแบบ ด้วยการแสดงออกถึงความรู้สึกของตนอย่างซื่อตรง กล้าที่จะทุ่มเทเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคิดอันลึกเร้นที่สุด

และลีลาอันเป็นลักษณะเฉพาะตัวออกไป อัจฉริยภาพของ คนุท แฮมซุน เป็นผลผลิตจากการค้นหาตนเอง

นี่เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ชัดในนวนิยายเรื่องแรกของเขา"

คนโซ เป็นยิ่งกว่าหนังสือเพราะมันคือ ความหิว ที่ คนุท แฮมซุน เป็นผู้ตักกิน แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ เรื่องราวของ 'ข้าพเจ้า' ตัวเอกในเรื่องได้ส่งผลถึงผู้อ่านสองด้าน คือหิวโหยและอิ่มตื้อ หิวโหยคืออาการหิวกระหายตัวหนังสือบนหน้ากระดาษ อาจทำให้รู้สึกคอแห้งและท้องร้องได้ ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกอิ่มเอมที่ได้เสพกินรสจากทุกๆตัวอักษรของคนโซ

เขียนหนังสือคืออาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และพลังจากข้างในเป็นแรงผลัก 'ข้าพเจ้า' ในเรื่องคนโซเขียนหนังสือเลี้ยงชีวิต ในป่าดงดิบชื่อคนโซแห่งนี้นั้น มีข้าพเจ้าเป็นเหยื่อ และความหิวเป็นผู้ล่าที่แข็งแกร่ง ไร้การประนีประนอมและไร้เมตตา 'ข้าพเจ้า' จึงต้องเป็นพรานป่าเลื่องชื่อว่าเป็นหนึ่งเดียวที่หาญกล้าในผืนป่าแห่งนี้ เขาคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถต่อสู้ฟาดฟันกับสัตว์ร้ายชื่อ ความหิวโหย

หนังสือมี 4 ภาค ความหิวโหยคือภูเขาไฟที่คุอยู่ตลอดเวลา ตลอดเล่ม น้อยครั้งมากที่ข้าพเจ้าจะได้กินอาหารอิ่มหนำ 'ข้าพเจ้า' ไม่เคยปลิวพ้นไปจากความหิวและการเขียน ความหิวอันยิ่งใหญ่ได้กำราบมนุษย์ชื่อ 'ข้าพเจ้า' เสียอยู่หมัด เพราะ 'ข้าพเจ้า' ไม่ใช่คนอ่อนแอ จึงไม่ยอมให้ความหิวโหยเข่นฆ่าลากจูงเอาตามใจให้สูญเสียศักดิ์ศรี อาจจะมีบางครั้งที่ความยโสลดหย่อนลง แต่ไม่นานนักคุณธรรมของข้าพเจ้าก็จะผนึกแน่นและผงาดขึ้นเช่นเดิม

'ข้าพเจ้า' มีรูปร่างผอมโซ สวมเสื้อผ้ามอซอ อยู่ในห้องเช่าซอมซ่อไม่เป็นหลักแหล่งแล้วแต่เงินในกระเป๋าที่ได้จากการเขียนหนังสือส่งหนังสือพิมพ์ งานเขียนหนังสือทำให้เขามีรายได้กะปริดกะปรอยและไม่แน่นอน จึงทำให้เขาอดอยากขาดแคลนอยู่เรื่อยๆ ความหิวโหยของข้าพเจ้านั้นมีตั้งแต่ลำดับอ่อนๆไปจนกระทั่งทำให้คนอ่านตระหนกตกใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจากความหิวโหยนั้น เช่น พูดคุยคนเดียว แต่งเรื่องโกหกสนุกๆเพื่อให้ลืมเรื่องหิว ด่าทอตนเองและคนอื่น (บ้าง) เพราะโมโหหิว ดูดนิ้ว เคี้ยวไม้ กินก้อนหิน เคี้ยวกระดาษ และถึงขั้นแทะกินกระดูก สำหรับฉันแล้วเหตุการณ์อันแสนเศร้าที่สุดของ ข้าพเจ้า ก็คือ การดูดนิ้วและกัดเพื่อดื่มเลือดของตนเอง

"ข้าพเจ้าลุกขึ้นยืน ออกเดินอย่างเหงาหงอยและช้าเชือน"

"ในที่สุดข้าพเจ้าก็เอานิ้วชี้ใส่ปากและดูดเพื่อบรรเทาอาการหิวโหย แล้วในพลันนั้นเอง บางสิ่งบางอย่างก็ส่องประกายแวบขึ้นมาในสมอง มันเป็นความคิดประการหนึ่งที่ดิ้นรนออกมาสู่อิสรภาพได้สำเร็จ เป็นความคิดผุดแว่บที่บ้าคลั่ง สมมติว่าข้าพเจ้าจะกัดนิ้วชี้ที่อยู่ในปากเต็มแรงเข้าสักทีหนึ่งล่ะ?"

"ข้าพเจ้าไม่ค่อยได้กินอะไรมานานหลายสัปดาห์แล้วก่อนหน้าที่จะมาติดแหง็กอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์เข็ญยากนี้เสียอีก และเรี่ยวแรงกำลังของข้าพเจ้าก็ลดน้อยถอยลงอย่างฮวบฮาบ เมื่อใดก็ตามที่โชคเข้าข้างให้ข้าพเจ้ากระเสือกกระสนหาเงินมาได้สักห้าโครเนอร์ด้วยวิธีการอย่างใดก็ตาม เงินจำนวนนั้นก็มักจะหมดลงเสียก่อนที่ข้าพเจ้าจะทันได้หยัดยืนขึ้นให้ทะมัดทะแมง และไอ้ความอดอยากหิวโหยครั้งใหม่

มันก็ถาโถมเข้าใส่ข้าพเจ้าจนต้องนอนแผ่อีแล่ดลงทุกหนทุกคราวไป หลังและไหล่ของข้าพเจ้าเป็นส่วนที่ก่อความทรมานให้ข้าพเจ้ามากที่สุด ไอ้อาการปวดในทรวงอกนั้น ข้าพเจ้าพอจะหยุดยั้งมันได้ชั่วครั้งชั่วคราวด้วยการไอออกมาแรงๆ หรือด้วยการเดินงอตัวอย่างระมัดระวังให้จงดี"

"วิกฤตการณ์แห่งความหิวโหยครั้งล่าสุดส่งผลกระทบต่อข้าพเจ้าอย่างหนักหนาสาหัส มันทำให้ผมของข้าพเจ้าร่ว'มากผิดปกติโดยไม่หยุดหย่อน มันทำให้ข้าพเจ้าเกิดอาการปวดศีรษะ ซึ่งคอยแต่จะเป็นอยู่เรื่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนเช้าๆ ส่วนไอ้เจ้าอาการพะว้าพะวังกระสับกระส่ายนั้นข้าพเจ้าเคยมีอยู่เท่าใดก็ยังคงมีอยู่มากเท่านั้น"

"ในทันทีที่ข้าพเจ้าได้อยู่เพียงลำพัง ข้าพจ้าก็ลงมือทึ้งเผ้าทึ้งผมตนเองอย่างสิ้นหวัง ทำไมถึงได้มีแต่โรคซ้ำกรรมซัดเข้ามาโดยไม่ว่างเว้นอย่างนี้? ไม่มีใครช่วยเหลือ ไม่มีใครเข้าใจ มิหนำซ้ำสติปัญญาของข้าพเจ้าก็ยังบังเกิดอาการบ้อท่าเข้าเสียแล้วอีกด้วย"

และความหิวจนถึงที่สุดนี้ ทำให้ 'ข้าพเจ้า' สมองฟั่นเฟือนขาดสติสตัง มีอาการเหมือนคนบ้าๆบอๆ หรือบาททีก็เกิดอาการพร่ำบ่นกับตนเอง ทำร้ายตนเองเกิดขึ้นหลายครั้ง ในเวลาที่ไม่ได้กินอะไรหลายๆวัน

"ตลอดเวลาทั้งหมดนี้ข้าพเจ้าพูดออกมาดังๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแม้แต่ตัวข้าพเจ้าเองก็ยังได้ยิน

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า นี่คือความวิปลาสนี่นา แต่ข้าพเจ้าก็ยังพร่ำพูดต่อไปด้วยความบ้าอย่างที่ผ่านมา หลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนานพอสมควร ซึ่งบางทีอาจจะยาวนานถึงสองชั่วโมง ข้าพเจ้ากัดริมฝีปาก พยายามประคับประคองสติสัมปชัญญะของตนเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความอัปรีย์จัญไรทั้งหมดเหล่านี้จะต้องถึงจุดสิ้นสุดเสียที ข้าพเจ้าพบเศษกระดาษบางๆชิ้นหนึ่ง จึงเอามาใส่ปากเคียวหยับๆนั่งลง และตัดสินใจว่าจะทำงานเขียนต่อไปอีกสักหน่อยให้จงได้"

คนหิวโซจะดิ้นทุรนไปหาใครได้ การพูดคุยกับตัวเองคงเปรียบได้กับยาวิเศษที่คนกำลังขาดแคลนอย่างรุนแรงพอจะช่วยเยียวยาให้ตนเองได้ แม้ 'ข้าพเจ้า' จะพบพานกับความหิวอยู่ตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่มีอำนาจเหนือความหิวก็คือความตั้งใจแรงกล้าในการเขียนหนังสือ งานเขียนมีมนต์ขลังผูกเป็นเงื่อนตายให้นักคิดนักเขียนหลงใหลและมุ่งบากบั่นเค้นคิดเขียนออกมา เหมือนอาหารจานเลิศจากจินตนาการที่เย้ายวนให้นำมันออกมาสู่โลกจริงให้ได้ เสน่ห์ของตัวหนังสือปลุกเร้ามนุษย์ไม่สิ้นสุด

"เมื่อรู้แน่ชัดว่าตนเองไม่อาจเขียนต่อไปได้อีกแล้วนั้น ข้าพเจ้าก็ได้แต่นั่งเบิ่งตากว้างจ้องมองถ้อยคำในสองประโยคท้ายสุดนั้นด้วยอาการอย่างคนเบื้อใบ้ นั่งทึ่มมองดูหน้ากระดาษต้นฉบับอันยังมิได้ถูกเติมให้เต็ม มองดูลายมืออันโย้เย้ของตน ซึ่งดูเหมือนสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆซึ่งกำลังมองตอบข้าพเจ้าอยู่เช่นกัน"

"ในช่วงเวลากลางวันข้าพเจ้านั่งลงทำงานเขียนโดยที่ต้องเอาเศษผ้าเก่าๆพันมือเข้าไว้เพราะมือทั้งสองข้างของข้าพเจ้าเปราะบางอย่างยิ่งจนถึงขนาดที่ว่าแม้แต่แค่โดนลมหายใจก็อาจทำให้มันเกิดความเจ็บปวดขึ้นมาได้"

"คุณนายจะเข้าใจหรือเปล่าไม่ทราบได้ แต่ไอ้งานเขียนหนังสือที่ผมทำนี่มันเป็นงานที่ใช่ว่าอยู่ๆจะไปนั่งตะบี้ตะบันเขียนมันทุกวันได้เมื่อไหร่ มันต้องรอคอยเวลาที่เหมาะสม แลไอ้เวลาที่เหมาะสมนี่ก็ไม่มีใครบอกได้หรอกว่ามันจะมาถึงเมื่อไหร่ บทมันจะมา มันก็มาของมันเอง"

คนโซ นอกจากจะเป็นการต่อสู้กับสมรภูมิความหิวแล้ว ยังเป็นสนามรบภายใน การใคร่ครวญและก่นด่า สู้รบไหลเวียนอยู่ในจิตสำนึกของ 'ข้าพเจ้า'ตลอดเวลาเช่นกัน แม้ 'ข้าพเจ้า' จะอดอยาก ไม่มีอะไรกินเลย แต่ความหิวโหยไม่เคยได้ทำลายคุณธรรมและความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ให้สูญสิ้น สองสามครั้งขณะกำลังหิวไส้กิ่ว เมื่อได้เงินมาเขากลับยื่นเงินจำนวนนั้นให้คนอื่นไปอย่างหน้าตาเฉย แล้วตนเองก็เดินย่ำต๊อกต่อสู้กับความหิวต่อไป หรือการที่ถอดเสื้อกั๊กให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งทั้งๆที่ตนเองก็หนาวเย็นและไม่มีเสื้อกั๊กอีกแล้ว

นอกจาก ความหิว กับ การเขียนหนังสือแล้ว ความสนุกจากเรื่อง คนโซ ก็คือได้พบเห็นถ้อยคำสำนวนต่างๆที่ผู้แปลเลือกใช้กับประโยคในลีลาต่างๆกัน ถ้อยคำสั้นๆเหล่านี้ได้ทำให้ประโยคมีชีวิตชีวา ทำให้ศิลปะในการอ่านเย้ายวนมีเสน่ห์ ภาษาไทยมีถ้อยคำมากมายให้เลือกหยิบมาใช้ตามความต้องการ หากเรามีคลังคำอยู่ในหัวมากพอ การเลือกคำก็เหมือนกับการแต่งตัวให้รูปประโยคและเนื้อหาเรื่องราว ทั้งยังเป็นเรื่องชาญฉลาดสามารถเฉพาะตัว อานุภาพการใช้ถ้อยคำเป็นสมบัติล้ำค่าเฉพาะตนของแดนอรัญ

แสงทอง

เราจึงได้เห็นถ้อยคำเหล่านี้ในหนังสือแปลชื่อ คนโซ

"ระหว่างกำลังกระเสือกกระสนอยู่ท่ามกลางความทุกข์เข็ญนั้น ช่างน่าหัวเราะเยาะเสียจริง ทำไมจะต้องไปใส่ใจกับเกียรติยศห่าเหวอะไรอีก ทั้งที่ตนเองก็ท้องไหม้ไส้กิ่วอยู่เป็นนิจศีล? พระผู้เป็นเจ้าช่วยด้วยเถอะ อันตัวข้าน้อยนี่ ช่างเป็นไอ้คุ่ยผู้แสนสะตึอะไรเช่นนี้"

"ให้ตายเถอะการต้องยุ่งขิงกับคนทึ่มๆนี่ช่างชวนให้ปวดหัวใจดีแท้ๆ"

"ข้าพเจ้าร่ำไห้เค้นคอตนเองเป็นการลงโทษที่เล่นลูกไม้ต่ำๆ และยังฟูมฟายพิโยกพิเกนอยู่อีกหลาบตลบ"

หรือใช้คำว่า ทอดหุ่ย เอ้เต โรมรันพันตู และสำนวนอื่นๆที่ทำให้หนังสือคนโซเป็นคนโซในภาคภาษาไทยอย่างงดงามสมบูรณ์

คนโซคือการเก็บเกี่ยวและเฉลิมฉลองให้แก่การอ่านอันล้ำค่า จึงควรเสพความหิวโหย การเขียน

และความเป็นมนุษย์ให้ลึกซึ้งจากหนังสือที่ยากจะมีใครเขียนด้วยปัญญาญาณได้อย่างนี้อีกแล้ว