หมอบรัดเลย์กับเมืองสยาม (๒)

บันทึกวันวาร

ในที่สุดหมอบรัดเลย์ ก็เดินทางมาพ้นปากน้ำได้ ขึ้นไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาที่กว้างและคดเคี้ยวไปยังบ้านหลังใหม่ในบางกอก จากปากน้ำขึ้นมาสิบหรือสิบห้าไมล์ เป็นย่านที่ปลาลิ้นหมาชุกชุม สิ่งพิเศษของปลาชนิดนี้ก็คือจะเกาะติดกับท้องเรือ ทำให้เกิดเสียงประสานกันหลายเสียง ฟังดูคล้ายกบที่เพิ่งเลิกจำศีลในฤดูใบไม้ผลิ หรือเสียงของว่าวหลายๆตัวที่ลอยตัวสู้ลมหรือไม่ก็เสียงพระในศาสนาพุทธสวดมนต์

ประมาณห้าโมงเย็น หมอบรัดเลย์ก็มาถึงปากลัด ซึ่งเป็นย่านของชาวมอญอยู่ใต้บางกอกราวสามสิบไมล์ แต่ถ้าตัดผ่านลัดคลองลัดโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาระยะทางก็จะย่นลงเหลือเพียงสิบสองไมล์เท่านั้น เลี้ยวเข้าคลองลัดไปได้ประมาณสองไมล์ หญิงชายและเด็กจำนวนมากพากันยืนริมฝั่งคลองสลอน มีจุดหนึ่งที่มีคนมาคอยดูภรรยาหมอบรัดเลย์ และทารกที่เธออุ้มมา ผู้คนเมืองสยามที่นี่มีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๗๐ คน แต่ละคนดูตื่นเต้น

เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้หญิงและผู้ชายแต่งกายคล้ายกัน ที่เห็นต่างกันก็เป็นผ้าที่ราวสะโพกเท่านั้น ผู้หญิงตัดผมสั้นเว้นแต่ตอนบนที่ปล่อยไว้ยาวสี่ห้านิ้ว และหวีเสยขึ้นข้างบนแล้วตลบกลับมาข้างหลัง ร่างกายผู้หญิงใหญ่โตบึกบึนเท่าๆผู้ชาย

ค่ำคืนนั้น หมอบรัดเลย์และภรรยาได้ชมแสงสีอันน่าอัศจรรย์ของหิ่งห้อยในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มันบินแล่นไล่เรียงกันตามต้นไม้ (ต้นลำพู) ที่อยู่เลียบริมน้ำ บ้างก็บินเรียงไล่เป็นเส้นต่อกันยาวกว่าห้าเมตร ส่องประกายกะพริบแวบวับราวนาทีละ ๖๐ ครั้ง แต่ละวูบแวบดูคล้ายๆสายฟ้าแลบจะผิดกันก็ตรงที่แหล่งกำเนิดเป็นจุดไม่ใช่เป็นเส้น บางทีในกลุ่มเดียวกันก็กะพริบผิดจังหวะกับกลุ่มอื่น ทำให้สายแบ่งออกเป็นสามหรือสี่ช่วง แม้มันจะไม่รับกับกลุ่มอื่น แต่ก็กะพริบแวบวับรับในหมู่พวกเดียวกัน

สามทุ่มหมอบรัดเลย์และภรรยาก็ถึงบางกอก คุณดีนลงที่เรือนภราดาจอห์นใกล้สถานกงสุลโปรตุเกส ส่วนหมอบรัดเลย์และภรรยาตามคุณจอห์นสันไปยังบ้านพักของเขา ซึ่งอยู่ในเขตวัดเกาะห่างไปอีก ๑ ไมล์

หลังจากรอนแรมมาหนึ่งปีกับสิบหกวัน ก็มาถึงจุดหมายปลายทางด้วยความอิ่มเอมใจ

บ้านพักชั่วคราวที่หมอบรัดเลย์มาพักร่วมกับครอบครัวจอห์นสัน เป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ ยกพื้นสูงเหนือพื้นที่เจิ่งโคลนเลนและน้ำ ใกล้ๆก็มีตลาดคนจีนซึ่งยังคงขวักไขว่ ตกดึกเสียงจักจั่น เรไร กบ เขียด และเสียงสุนัขเห่าหอนดังอยู่ไม่ขาดระยะ

สุดจะบรรยายและสุดจะทนทาน ก่อนที่หมอบรัดเลย์และภรรยาจะคุ้นเคย เวลาคุยกันก็แทบจะไม่ได้ยิน ราวกับกำลังนั่งคุยกันริมน้ำตกไนแองการ่า ยุงก็มีขนาดตัวโตกว่าที่อื่นๆมาก ซ้ำยังตะกละเอามากๆ ดูเหมือนว่ายุงบางกอกดูจะติดใจผู้มาใหม่เป็นพิเศษ

สยามบางกอก พ.ศ.๒๓๗๘

เช้าวันแรกในบางกอก หมอบรัดเลย์ตื่น ลุกขึ้นดูสิ่งต่างๆรอบตัว ด้วยความรู้สึกที่สับสนสำหรับเมืองสยาม ภูมิภาพ ทิวทัศน์ที่มองเห็น มันแตกต่างกับสิงคโปร์เหมือนฟ้าดิน บ้านพักหมอสอนศาสนาเมืองสยามบางกอกดูซอมซ่อ เมื่อเทียบกับบ้านหลังงามที่มาพักที่สิงคโปร์ ซึ่งบ้านรอบๆก็ซอมซ่อ มอซอ และสกปรกสิ้นดี

นอกจากแม่น้ำแล้วก็ไม่เห็นมีสิ่งเจริญตา ไม่มีถนน มีแต่เส้นทางรกรุงรังที่มุ่งไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งก็เต็มไปด้วยบ้านเหมือนที่พักชั่วคราว บดบังจนแทบไม่เห็นแม่น้ำ บ้านมิชชันนารีปลูกอยู่ในที่ลุ่ม เป็นแอ่งน้ำเฉอะแฉะ ตรงท้ายตลาดใหญ่หรือคลองดูเหมือนอยู่ปริ่มผิวน้ำ รอบบริเวณมีต้นไม้อยู่บ้าง พอเป็นที่พักนอนของฝูงอีกานับพันยามค่ำคืน เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมาได้ยินเสียงกู่ร้อง กา กา กา ตอนย่ำค่ำและย่ำรุ่ง

ถ้าจะมีเพียงเสียงนี้แล้วก็พอทำเนา แต่นี่ยังมีเสียงจักจั่น เรไร เสียงกบ เสียงเขียด เสียงหมาเห่าหอน และเสียงแมวร้องประสานเข้ามาอีก บ้านมิชชันนารีหลังนี้เหลืออดเหลือทนจริงๆ

หมอบรัดเลย์จัดแจงทำที่จ่ายยาในห้องชั้นล่างของบ้านที่หมอพักร่วมกับครอบครัวจอห์นสันทันทีที่มาถึง ยังไม่ทันเริ่มงาน ฮันเตอร์พ่อค้าอังกฤษชาวสก๊อตก็ถือสารจากพระยาศรีพิพัฒน์มาให้ที่บ้าน โดยอ้างโองการของพระเจ้าอยู่หัวให้ไปทดสอบความสามารถในการเยียวยารักษา ทาสกลุ่มหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) และอหิวาตกโรคโดยด่วน

ฮันเตอร์พาหมอบรัดเลย์ไปบ้านพระคลังก่อน แล้วจึงไปบ้านน้องเขยของท่านชื่อ พระนายไวย แต่หมอบรัดเลย์ขอให้พาไปที่พักของล่ามชาวโปรตุเกสที่รู้ภาษาอังกฤษนิดหน่อยอีกต่อหนึ่ง พระนายไวยสั่งให้นำไปตรวจรักษากับบรรดาทาสเหล่านี้ก่อน หากเป็นผลดีก็จะให้รักษาบุคคลชั้นสูงต่อไป

บรรดาคนไข้ไม่ได้รับการดูแลที่ดีจากเจ้านาย พวกเขาถูกทอดทิ้งอยู่ใต้โรงเก็บเรือบนพื้นแฉะๆ มีอาการขาดอาหารอย่างแรง ไม่มีพยาบาลหรือคนมาดูแลรักษา ทาสหลายคนเป็นอหิวาต์ขั้นร้ายแรงถึงชักกระตุก อีกหลายคนก็เป็นไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) ส่วนคนอื่นๆก็ซูบโทรมด้วยโรคร้ายอื่นๆ หมอบรัดเลย์ตกอยู่ในสภาพไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน เพราะคนไข้แต่ละรายอาการนั้นเกินกว่าที่จะเยียวยารักษาได้

หมอบรัดเลย์อธิบายให้พระนายไวยฟังว่า สภาพของคนไข้กับการที่จะเยียวยาอะไรไม่ได้ หากจะให้ได้ผลจริงๆก็ต้องเสี่ยงจ่ายยาให้คนไข้บางราย อย่างน้อยก็ช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น คนไข้คิดว่าได้ยาแล้วคงจะไม่ตาย หมอบรัดเลย์ได้รับคำถามว่า "อหิวาต์และโรคฝีดาษรักษาไม่ได้ใช่ไหม และเมื่อหมอเห็นคนไข้แล้วบอกได้เลยไหมว่าจะตายหรือรอด"

เขาตอบว่า "บอกไม่ได้"

 

ภายในหนึ่งสัปดาห์เศษ หมอบรัดเลย์ก็ตั้งที่จ่ายยาในที่พักชั่วคราวของเขาได้เรียบร้อย เปิดทำการหกโมงเช้าถึงเก้าโมงเช้า และหกโมงเย็นถึงสามทุ่ม คนไข้มารอเบียดเสียดกันตั้งแต่อาทิตย์ขึ้นจนถึงเวลาอาทิตย์ตก บางวันช่วงเช้าเวลาเดียวก็รักษาคนไข้ไปกว่า ๑๐๐ คนเข้าไปแล้ว โดยแบ่งงานให้หมอบรัดเลย์รับคนไข้ชายและภรรยาหมอบรัดเลย์รับคนไข้ผู้หญิง คนไข้ทุกคนจะได้รับพระคัมภีร์บทหนึ่งและบทความทางศาสนาด้วย

ปีแรกในกรุงสยาม โรงหมอ (คลินิก) ของหมอบรัดเลย์รักษาคนไข้ที่มีอายุตั้งแต่ ๑๐ ขวบ ไปจนถึง ๑๐๐ ปี เป็นจำนวนกว่า ๓,๕๐๐ คน จากทะเบียนประวัติคนไข้ พบว่ามีโรคภัยไข้เจ็บ ๑๘๐ ชนิด ที่เป็นกันมากเป็นประจำก็มีฝี แผลเป็นหนอง พุพองและโรคตา

 

ผ่าตัดรายแรก

คนไข้เมืองสยามรายแรกเป็นทาสเชื้อสายจีนชื่อ ดวง เขาเป็นฝีปูดโปนขึ้นมาเหนือคิ้วซ้าย ฝีนี้วัดโดยรอบที่ฐานได้ใหญ่ถึง ๘ นิ้ว และโปนออกมาเหนือตาถึง ๒ นิ้วครึ่ง หัวฝีที่โตเกือบเท่าฐาน คนไข้เป็นฝีนี้มา ๖ ปีแล้ว และมาอักเสบพุพองใหญ่เอาเมื่อปีกว่าๆมานี่เอง

แรกๆหมอบรัดเลย์ก็พยายามรักษาฝี แต่เมื่อเห็นว่ามันเกิดขึ้นมานานแล้ว จึงตัดสินใจรักษาด้วยการผ่าตัด คนไข้ยินยอมให้ผ่า ตรงกันข้ามหมอบรัดเลย์เกิดอาการวิตกไปหลายอย่าง คิดไปว่าตนเองเพิ่งจะมาถึงบางกอก ยังไม่เคยผ่าตัดที่นี่เลยสักครั้ง

เกิดเสียงเล่าลือวิพากษ์วิจารณ์ก่อให้เกิดความตื่นเต้นไปทั่วว่า หมอฝรั่งมือดีจะผ่าตัด ความทราบถึงพระเจ้าแผ่นดินเพ่งเล็งว่าหมอบรัดเลย์ทำอะไรได้บ้าง ทุกคนประหลาดใจกับการใช้มีดผ่าตัดชนิดต่างๆ และผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าการผ่าตัดเป็นสิ่งน่ากลัว ส่วนหมอบรัดเลย์เองก็เกิดความรู้สึกว่าหากคนไข้เกิดเสียชีวิตลงในขณะที่กำลังผ่าตัดคาเขียงอยู่ แล้วอะไรจะเกิดขึ้น

จะถูกประณามว่าเป็นฆาตกรไหม!

หากเรื่องทรงทราบถึงพระเจ้าแผ่นดิน หมอบรัดเลย์เป็นกังวลว่าจะมีการถูกลงโทษไหม จะเกิดอันตรายกับการดำเนินการของมิชชันนารีไหม

เขาไตร่ตรองว่าจะกระทำการผ่าตัดดีหรือไม่ ในที่สุดรอการตัดสินใจอยู่ ๓ วัน หมอบรัดเลย์ก็ตัดสินใจเดินหน้าต่อไป ส่วนที่อะไรจะเกิดขึ้นก็สุดแต่บัญชาของพระเจ้าโดยถือว่าเป็นหมอก็ต้องให้ยา ผ่าตัดรักษาคนไข้ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด

คนไข้นั่งอยู่บนเก้าอี้โดยมีคนคอยจับศีรษะของคนไข้ไว้ ภราดาจอห์นสันและภราดาโรบินสัน ก็พร้อมที่จะเข้าช่วยเมื่อหมอบรัดเลย์ต้องการ หมอบรัดเลย์นั่งตรงหน้าคนไข้ แล้วใช้มีดผ่าตัดกรีดฝีเป็นรูปวงรี กะว่าพอเหลือเนื้อไว้สำหรับที่จะเย็บประสานแผลเข้าด้วยกัน แต่ก็ยังพลาดไปเพราะด้านหนึ่งถูกฝีกินลึกมาก จนดึงปากแผลมาปิดไม่ได้ ด้วยเหตุนี้การผ่าตัดจึงยุ่งยากเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ต่อมาไม่นานคนไข้เริ่มแสดงอาการเจ็บปวดมากกว่าที่คาดไว้ แต่หมอบรัดเลย์ก็เกลี้ยกล่อมให้เขามีความอดทนเมื่อคนไข้ดิ้นจนหลุด ในที่สุดเขาก็ยอม ในอึดใจเดียวเมื่อมีดผ่าตัดเจาะเข้าไปใกล้หัวฝีเลือดก็ทะลักออกมา คนดูรอบๆเกิดอาการสยอง คนไข้กรีดร้อง แต่มันก็สายเกินกว่าจะหยุดไว้แค่นั้นตามที่เขาร้องขอ จึงต้องเรียกคนมาช่วยจับยึดกดตัวเขาไว้เพิ่มอีก หมอก็พยายามผ่าตัดอย่างสุดฝีมือ ท่ามกลางความพิศวงของผู้ชมรอบๆ ผู้ช่วยที่ตัวสั่นไปด้วยความห่วงใยและเสียงร้องอันโหยหวนของคนไข้

อีก ๕ นาทีต่อมา หัวฝีก็ลงไปอยู่ในถัง ผู้ชมโดยรอบพากันร้องแสดงความยินดีจากใจจริงอย่างอื้ออึง หมอดึงปากแผลเย็บให้ติดกันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จากนั้นก็เอาสำลีปิดทับอีกที กดให้แนบแน่นติดแล้วพันแผลกันเลือดออก คนไข้แสดงอาการขอบคุณและละอายใจที่ร้องแสดงความขี้ขลาด เขายืนยันว่าหัวฝีเป็นของเขาก็เลยนำกลับไปบ้านด้วย ภายใน ๑ อาทิตย์ คนไข้ก็กลับบ้านที่ปากน้ำได้

หน้าตาเขาเปลี่ยนไปมาก จนแม้เพื่อนสนิทก็ยังสงสัยว่าใช่คนเดิมจริงหรือเปล่า

หลายเดือนต่อมา พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้หมอบรัดเลย์เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนัก ให้ถวายการรักษาพระมเหสีเยาว์วัยของพระองค์

พระองค์มีพระนามเดิมว่าเจ้าฟ้าจุฑามณีหรือที่เรียกกันว่าเจ้าฟ้าน้อย ทรงชื่นชมในวัฒนธรรมตะวันตกมาก พระองค์ตรัสภาษาอังกฤษได้คล่อง โดยเจ้าฟ้ามีประสงค์ให้หมอฝรั่งช่วยโน้มน้าวใจสาวชาววังให้เห็นว่า การอยู่ไฟหลังคลอดบุตรเป็นเรื่องคร่ำครึ และทรมานยิ่ง พระองค์ไม่โปรดให้พระมเหสีต้องทนลำบากเช่นนั้น

หมอบรัดเลย์พร้อมกับภรรยาได้ไปที่พระตำหนัก และได้เห็นว่าพระมเหสีบรรทมอยู่บนเตียงไม้เนื้อแข็ง สูงจากพื้น ๘ ถึง ๑๐ นิ้ว ทรงหันหลังให้กับกองไฟร้อนระอุที่สุมอยู่ห่างออกไปประมาณ ๑๘ นิ้ว ไฟร้อนนี้หากเอาซี่โครงหมูไปวางไว้ใกล้ๆสักครึ่งหนึ่งก็คงจะสุก

หมอบรัดเลย์จับชีพจร ชีพจรเต้นนาทีละร้อยครั้ง ผิวพระวรกายแห้งเกรียม กระหายน้ำ พระมเหสีตอบว่า "เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว" และก็คงต้องรักษาประเพณีนี้ต่อไป

สมัยที่หมอบรัดเลย์มาถึงสยาม มีบริษัทการค้าของชาวยุโรปอยู่แห่งเดียว ผู้คนพากันเรียกว่า "แฟกตอรี่ (Factory) ซึ่งมี โรเบิร์ต ฮันเตอร์ เจมส์ เฮย์ เป็นหุ้นส่วน และมีผู้ช่วยหนุ่มชื่อ ฮาร์วีย์

ฮันเตอร์เป็นคนมีเสน่ห์และเอื้ออารี เขาสืบเชื้อสายมาจากพ่อค้าชาวสก๊อต ที่ร่ำรวยมาจากการค้าเหล้ารัมและยาสูบระหว่างอเมริกากับยุโรป ตั้งแต่สมัยก่อนสงครามกู้อิสรภาพของอเมริกา เมื่อค้าทางด้านนั้นไม่ได้ผล ต้นตระกูลของฮันเตอร์ก็หันมาทำแก้วก่อน แล้วต่อมาก็ผลิตไหมและฝ้าย ฮันเตอร์สืบทอดการค้ามาทางตะวันออก เขาตั้งบริษัทในสิงคโปร์ และจากที่แห่งนี้ฮันเตอร์ก็ค้าขายกับเมืองต่างๆในตอนใต้ และตะวันออกของเอเชียกับเกาะอังกฤษ

เขาติดใจบางกอก เขาจึงปลูกบ้านอยู่ทางฝั่งตะวันตก (ฝั่งธนบุรี) ของแม่น้ำเจ้าพระยาในปี ๒๓๖๗ ก่อนหน้าที่เขาจะได้รับอนุญาตให้ตั้งรกรากได้ในเมืองสยาม ประเทศนี้ปิดตัวเองจากอิทธิพลตะวันตกมากว่าศตวรรษ ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์ ที่นักแสวงโชคชาวกรีกชื่อ คอนสแตนติน ฟัลคอน เกือบจะยกบัลลังก์สยามให้แก่ฝรั่งเศสได้สำเร็จ

ที่มีหลงเหลือร่องรอยให้เห็นว่าเคยมีชาวยุโรปอยู่ ก็มีเพียงชุมชนพวกลูกครึ่งโปรตุเกสที่เซนตาครู้ส และในราชวังก็มีเพียง คาร์ลอส ซิลเวีย เท่านั้น ที่เป็นชาวโปรตุเกส และก็เป็นตัวแทนชาวยุโรปเพียงชาติเดียว

 

ช่วงที่สยามรบกับเวียงจันทน์ ฮันเตอร์ก็ให้ลูกน้องแบกปืนดาบศิลา ๑,๐๐๐ กระบอก มาถวายรัชกาลที่ ๒ ทรงรับไว้ด้วยความพอพระทัย มีคำสั่งให้เสนาบดีด้านการต่างประเทศไปพักอยู่ที่เรือนแพก่อนที่จะหาที่ที่มีทำเลถูกใจ ฮันเตอร์ตั้งบ้านเรือนในเขตโปรตุเกส และได้แต่งงานกับแองเจลิน่า ผู้สืบเชื้อสายมาจากฟัลคอน เธอเป็นคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ ทั้งสองมีลูกด้วยกันหลายคน

ฮันเตอร์เป็นชาวต่างชาติที่มีทั้งอำนาจและอิทธิพล เขาอยู่ในบางกอกเกือบยี่สิบปี มีเรือรับส่งสินค้าต่างประเทศ ๔ ลำ และยังเช่าอยู่อีกหลายลำ แล่นออกจากบางกอกเป็นประจำ บางครั้งขายสินค้าไม่ออก ขาดทุนไปสองหมื่นเหรียญ เรือรบเกือบทุกลำในรุ่นแรกๆ มีชื่อเป็นอังกฤษ ทั้งนี้เป็นเพราะว่า ทุกครั้งที่จะมีการปล่อยเรือ เขาก็ถูกเลือกให้ไปช่วยตั้งชื่อให้

 

อิน-จัน แฝดสยาม Siamese Twin

เรื่องที่ทำให้เขามีชื่อเสียง มีคนจดจำได้ดีก็คือ เขาเป็นคนค้นพบฝาแฝดสยาม ปีนั้น พ.ศ.๒๓๖๗ เด็กแฝดอายุเพิ่งได้ ๑๓ ขวบ ฮันเตอร์บังเอิญเห็นเด็กสองคนนี้ตอนโพล้เพล้ วันหนึ่งขณะข้ามแม่น้ำกลับบ้านทางฝั่งตะวันตก (ฝั่งธนบุรี) เขาเห็นสิ่งแปลกประหลาดลอยอยู่ในน้ำไกลออกไป สิ่งนั้นมีสองหัวสี่มือ สี่ขา ลีลาการเคลื่อนไหวสอดประสานกันสนิท ระหว่างที่ฮันเตอร์เพ่งดูอยู่นั้น สิ่งที่ดูอยู่ก็ปีนขึ้นมาบนเรือลำใกล้ๆ และแล้วก็ประหลาดใจที่รู้ว่าสิ่งที่เขาดูอยู่นั้นเป็นเด็กชายสองคนที่มีทรวงอกติดกัน (อิน-จัน แฝดสยาม Siamese Twin)

ฮันเตอร์ไม่ได้ทำความรู้จักกับเด็กแฝดคู่นี้ในวันนั้น ต่อมาก็ได้พบฝาแฝดเป็นครั้งเป็นคราว พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่องเด็กแฝด เพราะฮันเตอร์ทูลแนะนำและพระองค์ส่งเด็กไปเขมรกับทางสถานทูต

ต่อมาฮันเตอร์อยากที่จะส่งเด็กทั้งสองไปยุโรปและอเมริกา แต่พ่อแม่ของเด็กไม่ยอมให้ไปอยู่หลายปี ในที่สุดฮันเตอร์ก็ชนะ เขาลงทุน "ซื้อ" เด็กฝาแฝดตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันในเมืองสยามยุคนั้น แล้วส่งไปยุโรป เขาก่อตั้งห้างหุ้นส่วนขึ้น โดยมีฝาแฝด มีฮันเตอร์ และ กัปตันอเบล คอฟฟิน ในอเมริกา กัปตันเป็นคนพาฝาแฝดไปยุโรปและอเมริกา ท้ายที่สุดฝาแฝดก็แยกทางกับกัปตันคอฟฟิน แต่ยังคงรักษามิตรภาพอันดีกับฮันเตอร์ไว้ ฮันเตอร์เคยนำจดหมายยาวๆของคู่แฝดมาอ่านให้พ่อแม่เด็กที่ไม่รู้หนังสือฟัง

ฮันเตอร์ต่อเรือยาวขึ้นลำหนึ่งแล้วตั้งชื่อว่า "เพื่อน" เขาแบ่งให้มิชชันนารีและคนอื่นๆใช้เวลาจะไปปากน้ำ เรือของฮันเตอร์นั่งสบาย "เพื่อน" ยาวประมาณสามสิบหลา มีเคบิน และห้องคนโดยสาร ๘ ห้อง มีโต๊ะยาวงาม และเก้าอี้รอบโต๊ะ มีตู้ใส่ข้าวของทั้งสิ้น รวมของกินและของดื่ม ห้องเคบินมีประตูเล็กๆโดยรอบ กัปตันเรือ "เพื่อน" เป็นชาวสยาม

บรรดาพวกลูกเรืออังกฤษ เรียกเขาว่า "กัปตันแจ๊ค" เขาภูมิใจมากๆที่พูดภาษาอังกฤษได้เพียงงูๆปลาๆ และร้องเพลงชาติอังกฤษท่อนแรกได้ เขาจะถือว่าเป็นการดูถูก หากจะให้พูดกับเขาด้วยภาษาสยาม

ถ้าฝรั่งพูดภาษาสยามกับเขา เขาก็จะตอบเป็นภาษาอังกฤษว่า "ผมพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าคุณพูดภาษาสยาม" ซึ่งก็จะเป็นจริงตามที่เขาพูด จะมีข้อยกเว้นอยู่บ้างก็เพียงฮันเตอร์ และพวกมิชชันนารีมีชาวต่างชาติน้อยคนนักที่สามารถพูดและเข้าใจภาษาสยามได้

ฮันเตอร์เป็นฝรั่งคนแรกที่เปิดห้างจำหน่ายสินค้าในสยาม ยุครัชกาลที่ ๔ ต่อรัชกาลที่ ๕ ฮันเตอร์เป็นคนมีน้ำใจ แต่เป็นคนเจ้าโทสะ ยิ่งถ้าได้ดื่มเหล้าเข้าไปแล้วก็จะกลายเป็นคนละคน ทั้งๆที่มีความดีเหนือกว่ามาก

เหตุร้ายกับฮันเตอร์เป็นเรื่องใหญ่เมื่อเรือปิวามัสของอังกฤษเข้ามาเทียบท่าในปลายปี ๒๓๗๘