กฤษณา แสงไชย บาตรบุ...บาตรทำมือ มรดกของไทย

มืออาชีพ
ช่างภาพ: 

"ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า บรรพบุรุษของเราเคยอาศัยอยู่กันที่คลองบาตรพระ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยประกอบอาชีพทำบาตร ต่อมาได้อพยพเพื่อหนีสงครามเมื่อสมัยเสียกรุงครั้งที่ ๒ จนในที่สุดได้มาตั้งรกรากอยู่ที่บางกอก หรือกรุงเทพมหานครจนทุกวันนี้"

คุณกฤษณา แสงไชย เจ้าของกิจการ "หัตถกรรมไทยโบราณ" ตั้งอยู่ในซอยชุมชนบ้านบาตร บนถนนบริพัตร เริ่มต้นบอกเล่าถึงที่มาของบรรพบุรุษ ผู้สืบสานการทำบาตรบุ หรือ บาตรที่ทำด้วยมือตามกรรมวิธีโบราณ

"ครอบครัวของเราทำบาตรกันมาหลายชั่วอายุคน ดิฉันเป็นรุ่นที่ ๕ ตั้งแต่จำความได้ก็คลุกคลีอยู่กับบาตรมาตลอด แต่ช่วงวัยรุ่นยังไม่มีความสนใจรับช่วงต่อกิจการ เพราะทางบ้านส่งเสียให้เรียนหนังสือ ไม่อยากเห็นเราลำบากเช่นท่าน ตัวเองจึงมุ่งไปทำงานบริษัทข้างนอก พอดีแต่งงานเลยได้มาเป็นแม่บ้าน ช่วงนั้นดิฉันเริ่มมีเวลา บวกกับเกิดความคิดอยากจะทำบาตรกฐินถวายพระให้ท่านได้ใช้ประโยชน์ นึกดูตัวเราน่าจะทำได้ เพราะมีทั้งเครื่องไม้เครื่องมือและวิชา จึงเริ่มต้นกลับมาทำบาตรพระอย่างจริงจังนับแต่นั้น"

แม้จะเคยได้ใกล้ชิดกับการทำบาตรมาตั้งแต่เด็ก แต่ความรู้ที่มีนั้นยังไม่สมบูรณ์ ในช่วงแรกจึงจำเป็นต้องขอยืมช่างจากเจ้าอื่นมาช่วยทำ แต่เมื่อเกิดปัญหาทำให้คุณกฤษณาจำต้องเรียนรู้ทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง โดยใช้ทั้งการสังเกต การสอบถาม รวมถึงครูพักลักจำ หาวิธีศึกษาทุกอย่างเท่าที่จะทำได้จนสามารถทำบาตรได้สำเร็จ

"บาตรพระมีรูปทรง ๔ แบบด้วยกัน คือ ๑.ทรงไทยเดิม ๒.ทรงตะโก (หัวเสือ) ๓.ทรงลูกจันทร์ และ ๔.ทรงมะนาว ส่วนขั้นตอนการทำมีทั้งสิ้น ๒๑ ขั้นตอนโดยละเอียด ซึ่งสามารถอธิบายคร่าวๆ ได้ดังนี้

อันดับแรก เริ่มต้นจากการตีเหล็กเส้นให้โค้งเป็นวงกลมเพื่อเป็นปากบาตร จากนั้นตัดแผ่นเหล็กให้ได้ ๘ ชิ้น สำหรับประกอบเข้าด้วยกันเป็นตัวบาตร เหตุที่ต้องเป็น ๘ ชิ้นมาจากข้อกำหนดในพระวินัย เพราะบาตรนั้นเป็น ๑ ใน ๘ อัฐบริขาร หรือ ของใช้ที่จำเป็นสำหรับภิกษุสงฆ์ อันประกอบไปด้วย ๑. ผ้าจีวร ๒.ผ้าสังฆาฏิ ๓.ผ้าสบง ๔.ประคดเอว ๕.มีดโกน ๖.บาตร ๗.เข็มเย็บผ้า ๘.ธมกรก (เครื่องกรองน้ำ)

นำแผ่นเหล็กแต่ละชิ้นมาประกอบเข้าด้วยกัน โดยจะทำจากด้านในของตัวบาตร ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า 'การขึ้นรูป' หรือ 'การต่อบาตร'

จากนั้นจะทำการเชื่อมบาตร หรือเรียกว่า 'การแล่นบาตร' หากมีจุดใดที่ยังไม่เรียบเสมอกันจะใช้ค้อนเคาะตามตะเข็บจนพื้นผิวตัวบาตรราบเรียบทุกส่วน ต่อด้วยตะไบให้บาตรเป็นสีขาว และตรวจดูความเรียบร้อยทั้งหมด ต่อจากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการทำสี ที่เรียกกันว่า 'การระบมบาตร' คือ การนำบาตรไปอบด้วยความร้อนสูงจนเหล็กสุก ตัวเหล็กจะหลั่งคาร์บอน หรือน้ำเหล็กออกมา เกิดเป็นสีดำและพื้นผิวด้าน ทว่าในปัจจุบันมีการใช้สีสเปรย์พ่นให้เป็นสีดำแทน ข้อดีของการใช้สีสเปรย์ คือ สะดวกและไม่มีกลิ่นรบกวนนัก แต่ความคงทนของสีไม่สามารถสู้การระบมบาตรแบบโบราณได้ ซึ่งวิธีแบบเก่านั้นอายุการใช้งานนานถึง ๔๐ ปี"

นอกจากบาตรเหล็กแล้ว คุณกฤษณายังทำบาตรจากสเตนเลสส์ ซึ่งเป็นวิทยาการที่เกิดภายหลังสมัยพุทธกาล เนื่องจากมีบัญญัติในข้อห้ามสำหรับวัสดุที่ใช้ทำบาตร อันได้แก่ เงิน ทอง ทองแดง ดีบุก เป็นต้น ซึ่งเป็นวัสดุที่มีค่ามีราคา ตามพระวินัยนั้นอนุญาตให้ภิกษุใช้ได้แค่บาตรจากดินและโลหะเท่านั้น แต่ในสมัยปัจจุบันได้มีการผ่อนปรนให้ใช้สเตนเลสส์ได้

"สำหรับบาตรสเตนเลสส์นั้น เรายังไม่ทิ้งรูปแบบยึดความถูกต้องตามหลักพระวินัย คือ การทำแบบ ๘ ชิ้น บาตรชนิดนี้ข้อดีคือ ไม่เป็นสนิม เพราะบาตรเหล็กจะอย่างไรก็ต้องเกิดสนิม เมื่อพระท่านได้บาตรสเตนเลสส์ไปจะนำไปพ่นสีข้างนอก เพื่อลดความวาว เพราะสเตนเลสส์จัดอยู่ในพวกสีเงิน เขาไม่ให้ใช้ ท่านจึงต้องเลี่ยง ส่วนแบบไหนที่นิยมมากกว่ากันระหว่าง ๒ ชนิดนี้ขึ้นอยู่กับผู้ซื้อชอบใช้แบบไหน อย่างกรณีพระบางรูปท่านสามารถเผาเองได้ ท่านจะสั่งบาตรเหล็กแล้วนำไประบมบาตรเอง แต่ถ้าท่านไม่สะดวกเผาเอง บาตรที่ทำจากสเตนเลสส์จะดีกว่า

เมื่อไม่นานมานี้มีลูกค้าสั่งบาตรเพื่อไปถวายวัดดอยธรรมเจดีย์ พระท่านนำบาตรจากบ้านเราไปบ่มไฟอีก ๕ ไฟตามพระวินัยบัญญัติ ซึ่งใช้เวลาไปทั้งหมด ๑๘ ชั่วโมง ผิวเหล็กของบาตรเปลี่ยนไปจนมีลักษณะคล้ายผิวของกระทะเทฟลอน พอเอามาส่องแดดเป็นประกายเพชรทั้งลูก และสามารถใส่น้ำได้ เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ว่าภูมิปัญญาเหล่านี้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว"

จุดเด่นงานบาตรของบ้านหัตถกรรมไทยโบราณ นอกจากการเน้นทำบาตรที่ถูกต้องตรงตามพระวินัย ยังเพิ่มเติมความพิเศษเข้าไปในงาน โดยการใส่ลวดลายกระหนกที่บาตรจนกลายเป็นว่าได้รับความนิยมจากลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติจำนวนมากอีกกลุ่มหนึ่ง

"ร้านเราเป็นแห่งเดียวที่มีบาตรเขียนลวดลาย ลูกสาวดิฉันเป็นคนวาด เอาลายจากเพดานโบสถ์บ้าง เสาโบสถ์บ้างมาเขียน ชาวต่างชาติจะชอบซื้อไปเป็นของที่ระลึก ประดับตกแต่งบ้าน ถามว่ากลัวไหมหากเขาจะเอาบาตรเราไปใช้กับสิ่งไม่ดีไม่สมควร เราไม่กลัว บาตรทุกใบมีครู ถ้าเอาไปใช้อย่างไม่เหมาะสม สิ่งไม่ดีเหล่านั้นจะตกอยู่แก่เขาเอง

ชาวต่างชาติบางกลุ่มเวลามาซื้อจะถามก่อนว่าเป็นบาตร ๘ ชิ้นรึเปล่า เขาจะเคาะบาตรฟังเสียงกันเลย บาตรของดิฉันใช้เหล็กอย่างดี ดังนั้นเสียงจะดังกังวาน แล้วยิ่งรู้ว่าเราทำตามกรรมวิธีโบราณเขาจะชื่นชอบกันมาก แม้ราคาบาตรทำมือจะสูงกว่าบาตรปั๊มที่ทำจากเครื่องจักรอยู่ไม่น้อย ทำให้ได้รับคำตำหนิจากลูกค้าว่าราคาแพง แต่เรามั่นใจว่าสินค้าของที่นี่ทำจากวัสดุมีคุณภาพ มีความถูกต้องตามหลัก และเมื่อเวลาผ่านไปมูลค่าจะยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้จะหาคนทำบาตรแบบโบราณยากขึ้นทุกวัน"

สิ่งที่สุภาพสตรีผู้นี้ได้รับจากการทำงาน คือ ความภาคภูมิใจ ที่มีส่วนในการอนุรักษ์วิชาความรู้ของบรรพบุรุษ และยังช่วยเผยแพร่วิถีชีวิตของชุมชน เธอเข้าห้องสมุดเพื่อศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ของชุมชน แห่งนี้ถึง ๖ ปี เพื่อบอกเล่าเรื่องราวให้แก่นักเรียนนักศึกษา รวมทั้งบุคคลทั่วไปที่เข้ามาที่นี่ได้รู้จัก ไม่เพียงเท่านี้ คุณกฤษณาเล่าว่า การทำบาตรยังช่วย เปลี่ยนแปลงตัวเธออีกด้วย

"เมื่อก่อนเป็นคนอารมณ์ร้อน ใจร้อน แต่การมาทำบาตรช่วยให้เราได้ฝึกสมาธิ เพราะต้องจดจ่ออยู่ที่ชิ้นงาน จนบางครั้งถึงขั้นไม่รู้สึกถึงสิ่งที่อยู่รอบข้าง แม้จะไม่มีโอกาสไปนั่งวิปัสสนา แต่การทำบาตรมีส่วนช่วยให้ได้ฝึกสมาธิอยู่ตลอด จนเรานิ่งและใจเย็นขึ้น และยังเป็นการฝึกความอดทน บางครั้งตีบาตรแล้วไม่สวยดั่งใจ หรือ นั่งทำนานๆ แล้วปวดเมื่อย จนรู้สึกท้อไม่อยากทำต่อ แต่ต้องอดทนและระลึกอยู่เสมอว่าสิ่งที่เราทำพระท่านได้ใช้ประโยชน์นะ ต้องทำให้เสร็จ"

ปัจจุบันนี้คุณกฤษณายังเปิดโอกาสให้ผู้ที่อยากเรียนรู้อยากร่วมอนุรักษ์วิถีการทำบาตรเข้ามาศึกษากับเธอได้ โดยขอเพียงมีความอดทนในการเรียน มีความละเอียดรอบคอบ และซื่อสัตย์ต่ออาชีพ เธอเล่าว่ารายล่าสุดที่มาขอให้สอนเป็นพระ สาเหตุเนื่องจากหาร้านที่ทำบาตรแบบนี้ไม่ค่อยได้แล้ว พระเลยต้องทำกันเอง แต่ความทนทานสู้ไม่ได้จึงอยากมาศึกษาวิธีการที่ถูกต้อง ไม่เพียงแค่นั้น เจ้าของกิจการหัตถกรรมไทยโบราณยังมีโครงการสร้างแหล่งเรียนรู้สำหรับอนุชนรุ่นหลังด้วย

"ส่วนตัวดิฉันคิดว่าคงจะเลิกทำอาชีพนี้ในอีกไม่ช้า ด้วยอายุที่มากขึ้นปัญหาสุขภาพเริ่มตามมา เลยมีความตั้งใจอยากทำพิพิธภัณฑ์ที่บ้านตัวเองก่อนจะวางมือ ไม่เพียงแค่เรื่องของการทำบาตร แต่อยากจะแสดงถึงประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมด้านอื่นๆของชุมชนด้วย เช่น เพลงประจำชุมชนบ้านบาตรที่ถ่ายทอดกันมา เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมเหล่านี้ให้คงไว้ เพราะถ้าหมดจากรุ่นดิฉันคงหาคนสืบทอดยาก ตอนนี้ชุมชนของเราเหลือเพียง ๕ ครอบครัวเท่านั้นที่ยังคงทำบาตรกันอยู่ จึงอยากจะสร้างสถานที่ที่เด็กรุ่นหลังได้เรียนรู้ว่ามีกรรมวิธีทำบาตรแบบนี้นะ และเคยมีชุมชนที่ประกอบอาชีพทำบาตรพระสืบทอดกันมา เวลาที่นักเรียนนักศึกษาเข้ามาดูชุมชนของเรา พวกเขาจะถามว่าอยากให้ช่วยอะไรบ้างไหม ดิฉันจะบอกไปว่าให้เอาเรื่องราวของชุมชนบ้านบาตรไปลงอินเทอร์เน็ตนะ ไปบอกต่อว่าชุมชนนี้ยังมีวิถีชีวิตอยู่ ให้มาเยี่ยมชมก่อนจะหมดไป"

สิ่งที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้เมื่อมาเยือนที่นี่ นั่นก็คือ บาตรแต่ละใบจากชุมชนแห่งนี้มิใช่แค่ถูกทำขึ้นจากหนึ่งใจ สองมือ ที่อดทนและมุ่งมั่น หากแต่ยังบรรจุเรื่องราวของบรรพบุรุษของพวกเขา และเป็นการธำรงรักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติไทยอีกด้วย