ดูแลรักษาผู้ป่วยด้วย "ธรรมะบำบัด"

สภาพสุข...สุขภาพ
ช่างภาพ: 

จิตที่มีสุขภาพดีย่อมส่งผลให้กายมีสุขภาพดีตามไปด้วย ผู้ที่ฉุนเฉียวโกรธง่าย มีโอกาสเสียชีวิต เพราะโรคหัวใจมากกว่าคนทั่วไปถึงร้อยละ ๒๙ ยิ่งคนที่มีความวิตกกังวลด้วยแล้ว จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากกว่าคนทั่วไปถึง ๔ เท่า

ความวิตกกังวล ความเครียด ความซึมเศร้า และความฉุนเฉียวนั้น เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่จะทำให้เกิดโรคและปัญหาสุขภาพตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพกายหรือปัญหาสุขภาพจิต

สำหรับคนไทยแล้ว ปัญหาสุขภาพจิตที่กำลังคุกคามคนไทยในปัจจุบันพบว่า อันดับแรก คือ ความเครียด รองลงมา คือ ซึมเศร้า ซึ่งสาเหตุของปัญหามักจะเกี่ยวข้องกับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก สูญเสียทรัพย์สิน หรือแม้แต่เสียหน้า ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อความรู้สึกว่าสูญเสียเช่นกัน

เมื่อมีปัญหาสุขภาพจิต จึงมีผู้ป่วยหลายรายที่เลือกหันหน้าเข้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ด้วยการยึดหลักคำสอนทางศาสนา เพื่อช่วยทำให้จิตใจเกิดความเข้มแข็ง สามารถยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ต่อมาแวดวงจิตแพทย์จึงได้เริ่มนำหลักพุทธธรรมมาใช้ในการบำบัดจิตใจให้กับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต หรือที่เรียกว่า "ธรรมะบำบัด"

นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ กล่าวว่า การนำธรรมะมาประยุกต์ใช้ในการบำบัดผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ทั่วโลกจะเน้นเรื่องการปรับอารมณ์ ความคิดเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ช่วยทำให้ผู้ป่วยมีความสุขมากขึ้น ในปัจจุบันจิตแพทย์หลายๆท่านก็ได้ประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาบำบัดผู้ป่วยทางจิตควบคู่ไปกับแนวทางการรักษาตามหลักจิตเวชศาสตร์ โดยมองว่าพระพุทธเจ้าเป็นนักจิตวิทยาที่ยิ่งใหญ่ของโลก เนื่องจากแนวทางจิตบำบัดจะเน้นในเรื่องการปรับความคิด ซึ่งสอดคล้องกับหลักพระพุทธศาสนาที่เน้นในเรื่องการปรับความคิด เรื่องสติปัญญา และเรื่องฝึกจิตสมาธิเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดอยู่ที่การเลือกผู้ป่วยซึ่งจะต้องอยู่ในกลุ่มของคนที่มีความพร้อม เช่น เป็นผู้ที่ได้รับการบำบัดรักษาแล้วอาการดีขึ้นในระดับหนึ่ง ไม่มีอาการหลงผิดมีการรับรู้เรื่องราวของตัวเอง เป็นคนที่มีความคิดวิเคราะห์ที่จะประมวลเรื่องราวต่างๆ เพื่อนำมาสู่การพัฒนาตัวเอง ควรเป็นผู้ป่วยที่มีความสนใจในเรื่องธรรมะ มีความเต็มใจหรือสมัครใจที่จะรับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว หากไม่เต็มใจหรือเป็นคนที่จิตใจฟุ้งซ่าน ไม่ยอมรับรู้เรื่องราวต่างๆ ก็ยากที่จะใช้ธรรมะบำบัดได้

สำหรับ "ธรรมะบำบัด" ในพระพุทธศาสนา นั้นมีหลักอยู่ ๓ ประการคือ ทำความดี ละความชั่ว ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งและสงบ

หลักธรรมทั้ง ๓ ประการเป็นวิธีคิดง่ายๆ ที่เป็นเหตุเป็นผลกัน เมื่อเราทำความดี คุณค่าในตัวเราก็สูงขึ้น เราจะมีความรู้สึกภาคภูมิใจ ความยอมรับนับถือในตัวเองก็จะเพิ่มมากขึ้น การละความชั่ว จะทำให้คนอื่นรักและนับถือเรามากขึ้นด้วย คนที่มีคุณค่าในตัวเองนับถือตัวเองจะเป็นคนที่มีสุขภาพจิตดี เมื่อเรารักตัวเองเป็นแล้ว ก็ต้องรู้จักรักคนอื่นด้วยซึ่งหลักธรรมในทุกๆศาสนา สามารถนำมาใช้ในการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตได้ โดยเฉพาะหลักธรรมทางพระ พุทธศาสนา ถ้าเราได้ฝึกปฏิบัติธรรม ให้รู้จักปล่อยวาง จะช่วยทำให้จิตใจดีขึ้น เราก็จะพ้นจากความทุกข์ มีความสุขมากขึ้น ถ้าเป็นศาสนาคริสต์ ธรรมะบำบัดก็จะเป็นเรื่องของการไถ่บาป การให้อภัย หรือแม้แต่ศาสนาอิสลาม เมื่อเราเกิดความทุกข์ทางใจหรือเกิดความยุ่งยากในชีวิต ธรรมะบำบัดก็จะเป็นในเรื่องความเชื่อในพระเจ้า ซึ่งมีความเชื่อว่าจะต้องก้าวผ่านด่านทดสอบให้ได้ ความเชื่อและความศรัทธาตามหลักศาสนาทุกๆ ศาสนา สามารถใช้เป็นหลักคิดให้เราเชื่อและนำไปปฏิบัติตาม ซึ่งก็จะช่วยให้สามารถป้องกันปัญหาสุขภาพจิตได้

สำหรับการนำหลักศาสนามาประยุกต์ใช้กับปัญหาสุขภาพจิตนั้นสามารถทำได้ ๒ ทาง ทางแรกนำมาเป็นแนวทางฝึกคิดฝึกปฏิบัติเพื่อที่จะไม่ให้เรายึดติด เช่น อาการซึมเศร้า ที่เกิดจากเราสูญเสียอะไรบางอย่างในชีวิตแสดงว่าเรายึดติด ถ้าเราฝึกคิดอย่างเป็นระบบมีเหตุผล เราก็จะสามารถปล่อยวางและเป็นสุขขึ้นได้ แต่ถ้าเราทุกข์ใจมากๆ ทางเลือกอีกทางหนึ่งที่จะช่วยได้ก็คือ การไปพบทีมสุขภาพจิต จิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา จะช่วยเป็นกระจกสะท้อนปัญหาให้เราได้

ธรรมะบำบัดยังสามารถใช้ได้ดีกับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน มะเร็ง หรือแม้กระทั่งเอดส์ เนื่องจากผู้ป่วยจะมีความทุกข์ใจเกี่ยวกับปัญหาของการเจ็บป่วยของตัวเองอยู่ แล้วกรณีเช่นนี้ ธรรมะบำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้ความจริงของชีวิต เรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์จากการเจ็บป่วยได้อย่างมีความสุข เรียนรู้ที่จะทำสมาธิหรือสติบำบัด

ผู้ป่วยโรคทางกายต้องทำให้ใจไม่ป่วยไปตามกาย เมื่อมีจิตใจที่เข้มแข็งร่างกายก็จะไม่ทรุด ซึ่งในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้มีโครงการที่จะทำเรื่องสมาธิหรือจิตบำบัด รักษาผู้ป่วยโรคทางกายด้วย

อย่าปล่อยให้กายป่วยไปพร้อมๆกับใจป่วย ลองบำบัดด้วย "ธรรมะ" หลักใจใกล้ตัวที่ใครๆก็ทำได้

(ข้อมูล www.dmh.go.th)