ไฮ ซีซั่น

คิดเห็นประเด็นข่าว

เดอะ เฮาส์ ออฟ คอร์เนอร์ ในกรุงริกา ประเทศลัตเวีย เคยได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศลัตเวีย ในสมัยอดีตสหภาพโซเวียต เพราะเคยเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของหน่วยสืบราชการลับของโซเวียตซึ่งแค่ได้ยินชื่อเคจีบี ทุกคนก็หนาวแล้ว แต่ตอนนี้สถานที่ดังกล่าวกลับกลายเป็นหนึ่งในที่ที่ผู้คนพากันไปเยี่ยมชม อดีตอันดำมืดและเหี้ยมโหดของสถานที่แห่งนี้ ตึกหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.1912 ตกแต่งในสไตล์อาร์ตนูโวอย่างสวยงาม ก่อนที่โซเวียตจะเข้ายึดครองเมื่อ ค.ศ.1940 ตำรวจลับเคจีบีได้ใช้อาคารหลังนี้เป็นสำนักงานใหญ่บนถนนเลนิน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นถนนฟรีด้อม นับตั้งแต่นั้นมาชาวเมืองเลยเรียกชื่อตึกนี้ให้ฟังดูนุ่มนวลมากขึ้นว่า เดอะ เฮาส์ ออฟ คอร์เนอร์ หรือบ้านหัวมุมถนน

รัฐบาลคิวบาเพิ่งจะประกาศใช้มาตรการใหม่ทางศุลกากรด้วยการจำกัดการหิ้วสินค้านำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาในคิวบาเข้มงวดขึ้น โดยเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา ในระเบียบใหม่ข้างต้นนี้ได้กำหนดปริมาณและความหลากหลายของสินค้าที่นักเดินทางสามารถนำเข้าประเทศเอาไว้ในระเบียบที่มีความยาว 41 หน้า อาทิ ผงซักฟอก จากเดิมก่อนหน้านี้นำเข้ามาได้ 44 กิโลกรัม แต่ตอนนี้หิ้วเข้ามาได้เพียงคนละไม่เกิน10กิโลกรัม หรือเสื้อยกทรงให้นำเข้ามาได้ 24 ตัว จากเดิมเคยอนุญาตให้ได้ 48 ตัว ส่วนที่ยังนำเข้ามาได้เท่าเดิมได้แก่ ล้อรถยนต์ 4 ล้อ และทีวีจอแบนคนละไม่เกิน 2 เครื่อง นอกจากนี้ระเบียบใหม่ยังห้ามนักเดินทางนำสินค้าต่างประเทศเข้ามามีมูลค่าเกินกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐด้วย ในขณะที่ปีกลาย มีสินค้าต่างประเทศที่นักเดินทางชาวคิวบาหิ้วเข้ามามีมูลค่าราว 1,700-1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉลี่ยคนละ 3,551 ดอลลาร์ มาตรการใหม่นี้เขาบอกว่ามีขึ้นเพื่อป้องกันพวกหัวใสหิ้วของนอกมาปล่อยในตลาดมืดตัดหน้าร้านค้าที่อยู่ในกำกับรัฐ

มาตรการที่เข้มข้นเช่นนี้ได้จุดประกายให้กับชาวคิวบาร้องโอดโอยระงมเพราะเท่ากับเป็นการปิดกั้นโอกาสที่พวกเขาจะสามารถหาซื้อข้าวของเครื่องใช้ ที่มีคุณภาพดีกว่าสินค้าในท้องตลาดในประเทศของตนที่ทั้งหายากคุณภาพยังไม่ดีแถมมีราคาแพงเกินไปอีกต่างหาก เสียงวิจารณ์นี้ยังรวมไปถึงที่ว่าน่าจะเป็นมาตรการในการปกป้องหม้อข้าวตนเองของรัฐบาลที่ต้องการปกป้องห้างร้านที่อยู่ในการกำกับดูแลของรัฐเสียมากกว่า

บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของโลกซึ่งได้ประชุมหารือเร่งด่วนเรื่องการใช้ยารักษาโรคอีโบล่าที่ยังอยู่ในการทดลองรวมถึงวิธีการที่อาจจะรักษามหันตภัยชนิดนี้ได้ 8วิธี โดยยังไม่มีวิธีการใดเลยที่แพทย์รับรองทำให้ นางมาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกระบุว่า อัตราการแพร่ระบาดของอีโบล่ายังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังไม่มีวิธีไหนเลยที่จะได้รับการรับรองทางการแพทย์ แม้จะมีการใช้มาตรการพิเศษเพื่อเร่งความเร็วของการทดลองทางการแพทย์แล้ว แต่วิธีการรักษารวมถึงวัคซีนป้องกันคาดว่าจะยังไม่มีให้ใช้อย่างแพร่หลายเป็นวงกว้างก่อนสิ้นปี 2557 นอกจากนี้ยังเตือนด้วยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากการระบาดครั้งนี้ที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ศาสตราจารย์ นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เห็นว่าสถานการณ์การระบาดไม่สู้ดีนัก เพราะล่าสุดไม่ใช่ระบาดเพียงกินี ไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน เมืองลากอลของไนจีเรีย แต่ยังมีคองโกและเซเนกัล ดังนั้น ทุกประเทศควรเตรียมพร้อมรับมือ เพราะ ณ ปัจจุบันยังไม่มีทีท่าว่าไวรัสร้ายจะยุติ ส่วนมาตรการเฝ้าระวังของประเทศไทยขณะนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องระวังมาตรการตรวจคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศตามด่านต่างๆทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ โดยเฉพาะบริเวณสนามบินนานาชาติต่างๆแม้จะมีการตรวจวัดอุณหภูมิไข้แต่ไม่ได้หมายความว่าจะตรวจพบทั้งหมด เพราะระหว่าง 21วัน ที่เป็นระยะฟักตัวอาจไม่พบไข้ก็เป็นได้ ขณะเดียวกันผู้เดินทางเข้ามาหลายคนไม่พูดความจริง โดยเฉพาะคำถามว่าช่วง3สัปดาห์ ที่ผ่านมา ได้เดินทางเข้าประเทศกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ดังนั้น ด่านในการป้องกันโรคที่สำคัญอีกทางคือโรงพยาบาลต่างๆจะต้องมีการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด สำหรับประชาชนควรรู้จักดูแลสุขภาพและไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไปเพราะข้อเท็จจริงอีโบล่าไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ แต่จะติดต่อจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด น้ำเหลืองเป็นสำคัญ

ขณะที่ สุวัตร สิทธิหล่อ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยว่าในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่นในปลายปีนี้ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่มีนโยบายเร่งด่วนในการสร้างรายได้ท่องเที่ยวเพิ่มให้กับประเทศ ผลักดันเป็นรายได้สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ในระยะเร่งด่วนจะให้ใช้โซเชี่ยลมีเดียในการทำการตลาดให้มากเป็นพิเศษเพราะจะช่วยประหยัดได้มากกว่าการทำโรดโชว์ตามต่างประเทศและเข้าถึงแหล่งเป้าหมายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์การท่องเที่ยวได้เร็ว ขณะเดียวกันยังมีแผนที่จะสนับสนุนให้นักร้องต่างประเทศที่มีภาพพจน์ดีในกลุ่มวัยรุ่นทั่วโลก เช่น บียอนเซ่ มาแสดงคอนเสิร์ตในเมืองไทยและขอความร่วมมือจากผู้จัดงานนำศิลปินดังกล่าวมาถ่ายทำคลิปวิดีโอท่องเที่ยวในแหล่งพื้นที่ท่องเที่ยวรอง เช่น น่าน กาญจนบุรี โดยกระทรวงฯเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ เนื่องจากกลุ่มศิลปินมีอิทธิพลในการตัดสินใจท่องเที่ยวของกลุ่มวัยรุ่นในการจะมาเที่ยวไทย อีกทั้งยังเป็นการสร้างจำนวนการรับรู้ผ่านสายตาคนทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 200-300 ล้าน ช่วยลดงบประมาณการประชาสัมพันธ์ทางอ้อม

ด้าน ธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีความชัดเจนเรื่องชื่อปีท่องเที่ยวไทยเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ในตลาดโลก ซึ่งจะใช้ชื่อว่า Discover Thainess 2015 ภายใต้ชื่อ สีรุ้งแห่งความสุข เป็นการเชื่อมโยงความรู้สึกของนักท่องเที่ยวทั่วโลกในการเข้าถึงวิถีไทย 7 กลุ่ม อาทิ สีส้มนำเสนอการท่องเที่ยวเฟสติวัลสตรีทฟู้ด สีเขียวนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวชุมชน วิถีชีวิตริมน้ำ สีม่วง นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวโครงการพระราชดำริ ศิลปาชีพ รัฐพิธี สีฟ้านำเสนอนวดไทย สมุนไพรไทย อาหารไทย ผ้าไทย ประเพณีไทย เป็นต้น โดยจะโหมทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ตลอดปี 2558 กับสื่ออินเตอร์ค่ายใหญ่ของโลก หวังกระตุ้นรายได้ชดเชยปีนี้

เหนือความคาดหมายคือปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่จะเข้ามามีส่วนในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวให้เป็นรายได้หลักของประเทศซึ่ง วีรา พาสพัฒนพาณิชย์ อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานีได้ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งมีรายได้เฉลี่ยค่อนข้างสูง โดยเฉพาะคนที่จบการศึกษาด้านการปรุงอาหาร สามารถเป็นเชฟหรือหัวหน้าพ่อครัวมีรายได้เริ่มต้นเป็นหลัก 100,000 บาท และเป็นสาขาที่เป็นที่ต้องการในอนาคตอย่างมาก แต่ยังคงมีคนเรียนน้อย นอกจากนี้มีสาขาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการจัดประชุมสัมมนานิทรรศการนานาชาติและการท่องเที่ยว รวมถึงปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรในอุตสาหกรรมโรงแรมซึ่งมีมานานกว่า 10 ปี โดยเฉพาะแรงงานในกลุ่มระดับล่างซึ่งมีค่าตอบแทนสูงมาก เช่น ตำแหน่งหัวหน้าแม่บ้านประจำโรงแรมระดับ 4-5ดาว เมื่อ 10 ปีก่อนได้ค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อเดือน ปัจจุบันก็ยังอยู่ที่หลักแสน จึงอยากให้หันมาให้ความสำคัญกับอาชีพเหล่านี้ให้มากขึ้นเพราะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยเติบโตทุกปี

หลังจากสถานการณ์การท่องเที่ยวต้องประสบกับปัญหาจากการชุมนุมทางการเมือง ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยรัฐประหาร และการประกาศใช้กฎอัยการศึก ส่งผลให้นานาชาติเกือบ 60 ประเทศประกาศเตือนคนของตนเองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาประเทศไทย เมื่อมีรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ผ่อนคลายความเข้มงวดที่เคยมีเมื่อถึงไตรมาสสุดท้ายของปีอันเป็นช่วงฤดูกาลหรือ ไฮซีซั่น ผู้อยู่ในแวดวงการท่องเที่ยวคงจะได้หายใจโล่งปอดกันเสียที ยังไม่นับรวมปัญหาท้าทายในช่วงไฮซีซั่นที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีจนจะกลายเป็น รูทีน ของประเทศไทยไปเสียแล้ว ทั้งที่แนวโน้มของการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นวิกฤตระดับโลกที่เกิดถี่ขึ้นรุนแรงกว่าที่เคยเป็นและยากต่อการรับมือ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยก็ยังคงใช้วิธีการเดิมในการบริหารจัดการน้ำ คือเชื่อตามการคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วค่อยตามแก้ปัญหาภายหลัง บ่อยครั้งความสูญเสียจึงมากกว่าที่คิดไว้ ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านกี่ยุคกี่สมัย สถานการณ์การป้องกันอุทกภัยก็ไม่เคยเปลี่ยนไปตาม ดูเหมือนคนไทยจะกลัวทุจริตขึ้นสมองจนยอมก้มหน้ารับชะตากรรมทุกรูปแบบที่มาเยือน ทั้งที่เรามีโอกาสเลือกหนทางที่ดีได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่ทำ